Profil von SinghaToilet for thoughts...FotosBlogGästebuch Extras Hilfe

Singh Prasertkul

Beruf
ย้ายไปที่ wannasingh.wordpress.com แล้วเด้อ!!!


Bitte warten...
Der eingegebene Kommentar ist zu lang. Bitte kürzen Sie ihn.
Sie haben keine Angabe gemacht. Bitte versuchen Sie es erneut.
Ihr Kommentar kann im Moment leider nicht hinzugefügt werden. Bitte versuchen Sie es später erneut.
Zum Hinzufügen eines Kommentars ist die Erlaubnis von einem Elternteil erforderlich. Erlaubnis einholen
Der Elternteil hat die Kommentarfunktion deaktiviert.
Ihr Kommentar kann im Moment leider nicht gelöscht werden. Bitte versuchen Sie es später erneut.
Sie haben die maximale Anzahl an Kommentaren, die pro Tag zugelassen sind, überschritten. Versuchen Sie es in 24 Stunden erneut.
Kommentare wurden in Ihrem Konto deaktiviert, da in unseren Systemen angegeben wird, dass Sie anderen Benutzern möglicherweise unerwünschte E-Mails versenden. Wenn Sie der Meinung sind, dass es sich beim Deaktivieren Ihres Kontos um einen Fehler handelt, wenden Sie sich an Windows Live Support.
Schließen Sie die Sicherheitsüberprüfung unten ab, damit Sie ein Kommentar hinterlassen können.
Die bei der Sicherheitsüberprüfung eingegebenen Zeichen müssen den Zeichen im Bild oder in der Audiodatei entsprechen.
น่าสนใจ http://www.kingrpg.netน่าสนใจ http://www.kingrpg.net
17 Aug.
Omschrieb:
อ่านใบไม้แดงแล้ว พี่สิงห์ หล่อเลยอ่ะ
25 Dez.
หวัดดีค่ะสิงห์ ช่วงนี้ไม่เห็นอัพสเปซเลย งานยุ่งหรอ
เป็นกำลังใจให้นะคะ
อ้อ.. ปล. ส่ง E-Card Birthday ไปให้ได้รับยังค่ะ
แล้วถ้างานเพลงทำเสร็จเมื่อไหร่บอกด้วยน้า จาอุดหนุนๆ
26 Aug.
prichayaschrieb:
ขอให้มีกำลังใจออกหนังสือเล่มใหม่เร็วๆๆนะค่ะ เป็นกำลังใจให้นะ  รออ่านอยู่นะ
25 Aug.
::JANE::schrieb:
พี่สิงห์ๆๆๆๆ
 
วันนี้พิธีปิดโอลิมปิกแล้วนา
 
อัพหน่อยเหอะจ่ะๆๆ
 
- -' เกี่ยวกันไหมนี่!
 
อัพสเปซสักทีเต๊อะ สาธุๆๆๆ
: ))
24 Aug.
For Fun  
Foto 1 von 31
Es wurde noch kein Inhalt hinzugefügt.

Toilet for thoughts...

Not me then who, Not now then when...
25 August

ย้ายบ้านแล้ว !!!!!!!!!!!!!!!!!!

จากนี้ไปจะย้าย blog ไปที่
http://wannasingh.wordpress.com
นะครับ

นี่จะเป็น post สุดท้ายที่นี่แล้ว
ใครที่แปะ linkไว้ที่ blogตัวเองหรือยังไงรบกวนช่วยแก้ addressให้ด้วยนะครับ
ขอบคุณมากมาย

ตอบตามใจ 25
ถ. ตอนนี้เรียนบัญชีปี4 จะจบเดือนมีนาที่จะถึงนี้ ช่วงนี้เพื่อนกำลังสมัครงานกัน บางคนที่จะจบสามปีครึ่งก็ได้งานกันแล้ว แต่ยังไม่สมัครอะไรกับเค้าซักอย่าง เพื่อนก็ด่าว่าทำไมเฉื่อยชาจัง แปลกมั้ยพี่ที่เราเรียนสายบริหารธุรกิจแต่ไม่อยากทำงานบริษัทหรืองานที่ เกี่ยวกับธุรกิจ   อยากให้พี่แนะนำว่านักบัญชีควรจะไปอยู่ตรงจุดไหนถึงจะทำงานเพื่อสังคมได้มาก
         จาก  ว่าที่นักบัญชี
ต. ความจริงแล้วคนที่เรียนสายบริหารธุรกิจมานี่แหละครับที่วงการพัฒนาสังคมกำลังต้องการมากที่สุด
ผมเองเมื่อตอนที่เรียนจบก็ไม่ได้รู้สึกต่างอะไรกับคุณมาก เพื่อนๆที่จบคณะเศรษฐศาสตร์ด้วยกันก็ต่างทยอยกันไปสมัครงานตามบริษัทใหญ่ๆ หรือไม่ก็ทำงานให้กับกิจการทางบ้าน ส่วนผมเองก็เกือบจะตามเขาไป (ไปสมัครงานที่หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์มา)แล้วแต่สุดท้ายก็ทำใจไปทำไม่ลงเพราะว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราเป็นจริงๆ
           จริงๆแล้วหลังเรียนจบผมก็ว่างงานอยู่ประมาณ 4 เดือน แต่ช่วงนั้นก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ค้นคว้าเรื่องงานพัฒนาสังคมไปด้วยเรื่อยๆ และก็เหมือนกับคุณ ผมพยายามลองหาแนวทางที่แนวคิดแบบเศรษฐศาสตร์และการบริหารงานแบบธุรกิจจะสามารถเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาสังคมได้ จนสุดท้ายก็ได้ไปรู้จักกับแนวคิดหนึ่งที่เรียกว่าองค์กรธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ตรงการระหว่าง องค์กรการกุศลทั่วไป (philanthropic organization) และธุรกิจเอกชน (Private business)
            กล่าวคือ องค์กรการกุศลเนี่ย ไม่ว่าจะมูลนิธิ NGO หรือ เครือข่ายอาสาสมัครใดๆก็ตาม จะมีการทำงานรูปแบบที่ไม่แสวงหาผลกำไรใดๆเลย โดยงานที่ทำก็จะเป็นการ “ให้” เป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่าในเชิงจริยธรรม นี่เป็นสิ่งที่ดี แต่ผลที่ตามมาก็คือองค์กรเหล่านี้ หากว่าไม่ได้เกิดมาจากความร่วมมือระดับนานาชาติหรือว่าเป็นผลพวงจากนโยบายรัฐ ในเชิงการปฏิบัติงาน องค์กรการกุศลก็มักจะต้องพึ่งพาทุนในรูปแบบที่เราเรียกกันว่าเงินให้เปล่า (Grant) ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาจากนโยบายรัฐ องค์กรทางการเมือง (เช่น UN หรือว่า World Bank) หรือว่าองค์กรธุรกิจใหญ่ๆที่มีงบด้านพัฒนาสังคม ซึ่งการพึ่งพาเงินให้เปล่าจากองค์กรเหล่านี้ ก็จะนำไปสู่ความไม่ยังยืนของการปฏิบัติงาน และการทำงานที่ไม่ตอบโจทย์ของของกลไกทางตลาด ทำให้ในระยะยาวสิ่งที่องค์การกุศลเหล่านี้ทำๆไป ก็อาจจะไม่มีผลจริงๆเลยก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะโดนภัยการเมือง ถูกตัดงบและต้องเลิกทำไปในที่สุด
            ในขณะเดียวกันองค์กรที่เป็นธุรกิจเต็มรูปแบบเลย จะเป็นองค์ที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง (Self Sustainable) เพราะว่ามีผลกำไรจากการประกอบการ และนอกจากนั้น ในการระดมทุนของภาคธุรกิจ (ที่มักจะเป็นในรูปแบบเงินกู้ ( Liability) หรือไม่ก็หุ้น (Equity)) ผู้ลงทุนจะสามารถเลือกที่จะลงทุนในธุรกิจที่ตัวเองเชื่อถือได้ เพราะจะมีการวัดผลและความน่าเชื่อถือ(Credit rating)ที่ค่อนข้างชัดเจนออกมาเป็นเป็นตัวเลข ทำให้ตลาดเงินทุนของทางด้านธุรกิจค่อนข้างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่ประสิทธิภาพในการกระจายทรัพยากรในที่สุดครับ (Efficiency in Allocation of Resource)
พูดสั้นๆอีกแง่ได้ว่า ภาคการกุศลนั้นมีจุดประสงค์ที่ดีพร้อม แต่ขณะเดียวกันก็ขาดการทำงานที่สมจริง ขณะที่ภาคธุรกิจนั้นมีประสิทธิภาพสูงแต่ก็ไม่ได้มีจุดประสงค์ในการทำให้สังคมดีขึ้นมากเท่าไหร่
           และแนวคิดเรื่อง Social Enterprise นั้นก็คือสิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองฟากนี่แหละครับ Social Enterprise ก็คือองค์กรธุรกิจที่ดำเนินงานโดยมีผลกำไรแต่ว่ามีจุดประสงค์ในการก่อตั้งก็เพื่อแก้ปัญหาสังคมครับ
           อธิบายไปอาจจะเปลืองกระดาษ เอาเป็นว่ายกตัวอย่างเลยดีกว่า มีองค์กรธุรกิจเพื่อสังคมองค์กรหนึ่งในแอฟริกาที่ชื่อว่า Play Pump เค้าต้องการแก้ปัญหาคลาดแคลนน้ำในหมู่บ้านตามชนบท เค้าก็เลยเอาปั๊มน้ำบาดาลไปติดตั้งไว้ยังที่ธุระกันดานต่างๆ และออกแบบให้ด้านบนของตัวปั๊มเป็น merry-go-round (ไอหมุนๆที่เด็กๆเล่นกันตามสนามเด็กเล่นน่ะครับ) และก็ให้เด็กๆมาเล่นกัน เมื่อเด็กเล่น น้ำก็ไหล เด็กก็สนุก คนก็มีน้ำใช้ และนอกจากนั้นเจ้าของปั๊มยังหาเงินได้ด้วย เพราะว่าเขามีป้ายบิลบอร์ดโฆษณาให้เช่าอยู่ที่ปั๊มทุกปั๊ม โปรเจ็คนี้ได้รับความสนใจจากชาวโลกค่อนข้างเยอะ ทำให้เขาเก็บค่าโฆษณาได้ค่อนข้างสูงทีเดียวครับ
          ส่วนงานที่ผมทำอยู่ตอนนี้ ผมไม่ได้เป็นผู้ประกอบการทางสังคมโดยตรง (Social Entrepreneur) แต่ผมช่วยระดมทุนและออกแบบธุรกิจทางสังคมให้กับคนที่เขาไปทำจริงๆมากกว่า คล้ายๆกับเป็น Social Investment Bank นั่นแหละครับ ส่วนงานบัญชีแบบ accountingตรงๆก็กำลังสำคัญมากในการบุกเบิก Social Audit ในประเทศไทย ซึ่งแปลเป็นไทยก็คือการตรวจบัญชีทางสังคม หรือพูดอีกแง่ก็คือการวัดผลกระทบทางสังคมออกมาเป็นตัวเลขให้ได้นั่นแหละครับ แต่ถ้าน้อง major management, marketing หรือ finance ก็มีอีกหลายแนวทางการทำงานที่ผมว่าน่าสนใจกว่า social audit ให้บุกเบิกครับ (เช่นการลงทุนภาคสังคม (Social Investment) เป็นต้น)
         ถ้างงยังไงก็เข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ www.changefusion.org ครับ ที่ทำงานผมเอง ตรงนี้ที่อธิบายมันน้อยครับ
 






22 Juli

นิทานเพลินใจ (ภาค 1)

 ลองไปตอบนี่กันดูนะครับ:   http://th.answers.yahoo.com/question/index;_ylt=AtIbZqFdNl8GTDUscKlywK5WTAx.;_ylv=3?qid=20080808014352AAYR92I

นิทานเรื่อง หน้ากาก

 

            แม้เรื่องราวที่กำลังจะเริ่มต้นนี้มีอาจกล่าวได้เต็มปากว่าเป็นนิทานแบบที่ทุกคนคุ้นเคยกันนัก

                นิทานเรื่องนี้จะไม่มีคติสอนใจ จะไม่มีผืนป่าที่เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ จะไม่มีความรักของเจ้าหญิงกับเจ้าชาย และจะไม่มีตัวละครที่ดูร่ารางเบิกบานตลอดเวลา

                แต่หากเราลองนึกถึงความหมายของคำว่านิทานในอีกแง่หนึ่ง

ในแง่หนึ่ง นิทานหมายถึงเรื่องราวสั้นๆ ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยองค์ประกอบที่เหนือจริง... แต่ขณะเดียวกันกลับให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ข้างๆตัวเราเสมอ

ข้างๆตัวเราทุกคน... มีเจ้าหมาสีดำตัวน้อยที่เผลือปล่อยเนื้อในปากตกน้ำ... มีเจ้ากระต่ายที่ประมาทจนต้องพ่ายแพ้ให้กับเต่า... และมีเงือกน้อยที่หลงใหลในโลกบนบก นั่งเหม่อมองแผ่นฟ้าเหนือผืนน้ำทุกวันคืน...

หมาดำ กระต่าย และเงือกน้อย เหล่านี้เป็นเงาสะท้อนที่อยู่ใกล้ตัวเราเสียเหลือเกิน... จนบางครั้งเราก็อดสงสัยไม่ได้ว่านั่นคือที่เราเป็นด้วยหรือไม่

...

หากในแง่หนึ่ง... นิทานคือเรื่องราวบัดซบโสมมธรรมดาๆของชีวิตมนุษย์ที่ซ่อนอยู่ข้างหลังหน้ากากสีสดใสแล้ว

                เรื่องราวที่กำลังจะเริ่มต้นต่อไปนี้ เป็นนิทาน

                และด้วยเหตุนี้...

               

                ...กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว...

 

 

                                                                                                               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นิทานเรื่องนี้จะเริ่มต้นในห้องทำงานของนักวาดภาพประกอบผู้หนึ่ง...

นักวาดภาพประกอบผู้นี้ไม่ได้โด่งดังอะไร งานของเขาไม่ได้มีความวิเศษเกินกว่าใครไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหน

...เราอาจจะบอกว่ามันเป็นเรื่องน่าเศร้าก็ได้ แต่ความจริงก็คือ สิ่งเดียวที่ทำให้นักเขียนภาพประกอบผู้นี้มีค่าพอแก่การพูดถึงนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆสิ่งที่เขาเป็นแต่มันกลับกลายเป็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่เขา มี ต่างหาก

เพราะ ฉ นั้นนักวาดภาพประกอบผู้นี้จะไม่ได้เป็นตัวเอกของนิทานเรื่องนี้

อันที่จริง... เขาจะไม่ได้เป็นแม้กระทั่งตัวเอกของชีวิตตัวเองซะด้วยซ้ำ

 

เฉกเช่นเดียวกับนิทานอีกหลายๆเรื่องที่ถูกวางโครงเรื่องขึ้นมาเพื่อผลักไสเอาความน่ารังเกียจของความเป็นจริงไปให้ไกลตัวมนุษย์มากที่สุด ตัวเอกของนิทานเรื่องนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่มีทั้งตรรกะและสติสัมปชัญญะ ไม่มีแม้กระทั่งความสามารถในการสนทนาและบ่งบอกความรู้สึกของตัวเอง จะต่างกันก็เพียงแค่ในคราวนี้ ตัวเอกของเรื่องนี้จะไม่ได้เป็น แกะน้อย แม่ห่าน หมี สุนัขจิ้งจอก หรือว่า ลูกหมู เท่านั้นเอง

 

บนโต๊ะทำงานของนักวาดภาพกระกอบ ท่ามกลางอุปกรณ์เขียนรูปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพู่กันสีแดงที่ดูธรรมดา สีเทียนธรรมดาๆชุดหนึ่ง ถ่านหินธรรมดาๆก้อนหนึ่ง ดินสอไม้ธรรมดาๆที่หักครึ่ง

มีปากกาสีทองด้ามหนึ่งวางอยู่

สำหรับนักวาดภาพประกอบผู้ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการสรรค์สร้างรูปภาพที่ใช้เพื่อประกอบเรื่องราวที่ผู้อื่นเป็นผู้เล่าแล้ว ปากกาด้ามนี้จะเป็นสิ่งแรกที่เขานึกถึงเสมอเวลามีใครเอ่ยถามถึงสิ่งที่สามารถบ่งบอกเอกลักษณ์พิเศษของเรื่องราวในชีวิตของเขา

...ปากกาด้ามนี้เป็นปากกาวิเศษ

ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่นักวาดภาพประกอบใช้ปากกาด้ามนี้ขีดเขียนลงบนกระดาษ ทุกสิ่งที่ถูกส่งผ่านน้ำหมึกของปากกาด้ามนี้ก็จะปรากฏขึ้นในความเป็นจริงทันที

หากเขาใช้มันเขียนภาพสุนัข เจ้าสุนัขตัวนั้นก็จะกระโดดออกมาจากผืนกระดาษทันทีที่เขาเขียนขนเส้นสุดท้ายของมันเสร็จ

หากเขาใช้มันเขียนเรื่องราว เมื่อจบบรรทัดสุดท้าย เรื่องราวเหล่านั้นก็จะเป็นจริงขึ้นมา

หากเขาใช้มันเขียนภาพสายฝน เมื่อมองไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าก็จะเริ่มครึ้มในทันที

เมื่อหลายปีก่อน นักวาดภาพประกอบจะได้เจอปากกาด้ามนี้โดยบังเอิญขณะที่เขากำลังเดินเล่นอยู่ในหมู่บ้าน เขาจะพบมันถูกทิ้งอยู่กลางทุ่งหญ้าที่รกร้างไร้ผู้คน

ณ เวลาที่เขาและมันได้พบกัน เขาจะอายุสิบหกปี เขาจะไม่รู้ว่ามันมาจากไหน ใครเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา แต่เขาจะไม่เคยนึกสงสัยเรื่องราวเหล่านั้น

แต่สิ่งที่แปลกประหลาดจริงๆในเรื่องราวทั้งหมดนี้กลับไม่ใช่พลังวิเศษของปากกาด้ามนี้ แต่กลับเป็นความจริงที่ว่าหลังจากที่เขาได้รับรู้ถึงพลังวิเศษของปากกาสีทองแล้ว เขาจะไม่เคยใช้มันเพื่อหาประโยชน์ส่วนตัวเลย ไม่ว่าจะในทางใดก็ตาม เขาจะไม่เคยใช้มันเพื่อเขียนรูปทรัพย์สมบัติ หรือเพื่อสร้างเรื่องราวที่จะนำมาซึ่งจุดจบของบุคคลที่กระทำผิดต่อเขา

หากจะพูดกว้างๆ นักวาดภาพประกอบจะใช้ปากกาวิเศษก็เพียงเพื่อเหตุผลเดียวเท่านั้น เพื่อทดลองและสนุกไปกับการได้รู้จักกับสิ่งที่เขาเขียนขึ้นมา

ด้วยเหตุนี้ ห้องทำงานของนักวาดภาพประกอบก็จะเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์นานาชนิดเสมอ หรือนานๆครั้งผู้คนในหมู่บ้านก็จะฉงนไปกับการที่พระอาทิตย์ได้กลายเป็นลายเส้นรูปเกลียววกวนที่ล้อมรอบด้วยไปด้วยเส้นเฉกเหมือนกับในรูปวาดของเด็กๆ แต่ผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปากกาด้ามนี้ก็น่าจะเป็นการที่มันจะได้แทนที่พายุหิมะกลางฤดูหนาวด้วยลูกกวาดนาๆชนิดที่ตกลงมาจากฟากฟ้าอย่างไม่ขาดสาย

สิ่งเหล่านี้คือความสุขเดียวของนักวาดภาพประกอบ เขายินดีที่จะปล่อยให้ปากกาวิเศษด้ามนี้เป็นเสมือนตัวเอกในชีวิตของเขา ในขณะที่เขาเป็นผู้ชมผู้ตื่นเต้น นั่งดูอย่างใจจดใจจ่อว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป มันก็เหมือนกับการที่เขาเลือกหนทางชีวิตแห่งการเป็นนักวาดภาพประกอบ เขาไม่เคยต้องการเรื่องราวของตัวเอง ไม่เคยอยากเป็นตัวเอก เขาเพียงแค่มีความสุขไปกับการได้ซึมซับจินตนาการของเหล่าผู้คนที่มีเรื่องราวให้เล่า สำหรับเขา ทุกครั้งที่เข้าใช้ปากกาด้ามนี้เขียนอะไรซักอย่าง   เขาก็จะรู้สึกราวกับว่าปากกาด้ามนี้กำลังเล่าเรื่องของตัวมันเองให้เขาฟัง

แต่อย่างไรก็ตาม ถึงเราอาจจะกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างนักวาดภาพประกอบกับปากกาวิเศษนั้นมีความน่าสนใจอยู่บ้าง แต่เรื่องราวเหล่านี้ก็ไม่ใช่ส่วนสำคัญของนิทานเรื่องนี้ และปากกาสีทองด้ามก็ยังไม่ใช่ตัวเอกของสิ่งที่กำลังจะถูกเล่าขานต่อไป

อันที่จริง มันจะเป็นวันที่ฝนตกหนักมากๆที่เรื่องราวของเราจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ

                                                                                                               

 

ในวันดังกล่าว นักวาดภาพประกอบจะไม่อยู่บ้าน และเขาจะไม่กลับเข้ามามีบทบาทในเรื่องราวของเราอีก แต่เมื่อทุกอย่างปิดฉากลง นักวาดภาพประกอบจะเป็นคนเดียวที่ได้เข้าใจและรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในห้องทำงานของเขา

 

...ในห้องที่เงียบงัน ปากกาสีทองด้ามหนึ่งหล่นอยู่กลางพื้น ข้างๆปากกาด้ามนั้น มีหยดหมึกหยดน้อยกลึ้งเกลือกอยู่บนพื้นไม้ที่แสนเก่าคร่ำครึ

หน้าต่างของห้องเปิดอยู่ สายฝนที่เกรี้ยวกราดถาโถมผ่านหน้าต่างเข้ามาไม่ขาดสาย ราวกับว่ามันมุ่งหวังจะทำลายทุกอย่างที่อยู่ในห้องทำงานของนักวาดภาพประกอบให้สิ้นซาก

ปากกาวิเศษสีทองนอนอยู่บนพื้นไม้อย่างสงบนิ่ง สายลมรุนแรงที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามาดันมันกลิ้งตกลงมาจากโต๊ะทำงานของนักเขียนภาพประกอบ แรงตกกระทบทำให้หัวของมันแตกร้าว ซึ่งเราอาจกล่าวได้ว่างตกกระทบทำให้หัวของมันแตกร้าว จากนี้ไปจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นจากปาลายปากกาด้ามนี้อีกต่อไปแล้ว กอยู่บนพื้นไม้ ลงกเป็นตัวเอก เขาเพจากนี้ไปจะไม่มีชีวิตหรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นจากปากลายปากกาด้ามนี้อีกต่อไปแล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าสลดใจอย่างที่เข้าใจกัน เพราะว่ามันเป็นในเวลานี้นี่เองมันก็ได้ให้กำเนิดชีวิตชีวิตหนึ่งที่เราอาจพูดได้ว่าเป็นชีวิตที่วิเศษที่สุดเท่าที่ปากกาวิเศษด้ามนี้เคยให้กำเนิด

 

เจ้าหยดหมึกน้อยค่อยๆลืมตาขึ้น

 

แต่ความจริงแล้วมันไม่มีตาหรอก มันเป็นเพียงแค่หยดหมึกที่กลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นไม้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันมองไม่เห็น เจ้าหยดหมึกน้อยมีความรู้สึกทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นหนึ่งชีวิต และในเวลานี้ เราอาจกล่าวได้ว่าเจ้าหยดหมึกน้อยมีชีวิตขึ้นมาแล้ว

โครม!

เจ้าหยดหมึกน้อยตกใจกับเสียงฟ้าผ่า หยดน้ำฝนกระเด็นผ่านหน้าต่างมาหล่นอยู่ห่างจากเจ้าหยดหมึกน้อยเพียงไม่กี่ระยะหยดน้ำ ไม่มีใครรู้ว่าถ้าหากเจ้าหยดหมึกถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับหยดน้ำฝนแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

แต่ถึงแม้มันไม่รู้ว่าทำไมมันต้องหนี แต่เจ้าหยดหมึกน้อยตกใจน่าดู มันรีบกลิ้งไปหลบอยู่เบื้องหลังปากกาไร้ชีวิตผู้เป็นแม่ของมัน

เจ้าหยดหมึกมองดูปากกาวิเศษ มันน่าประหลาดที่สิ่งที่สามารถให้กำเนิดชีวิตมากมายเช่นปากกาด้ามนี้กลับไม่มีชีวิตโดยตัวของมันเอง โดยเจ้าหยดหมึกน้อยรู้ดีว่าตัวมันถือกำเนิดมาจากปากกาด้ามนี้ และเข้าใจถึงความเป็นจริงที่ปากกาด้ามนี้จะไม่สามารถให้กำเนิดสรรพสิ่งได้อีกต่อไป มันคือเวลานี้เองที่เจ้าหยดหมึกได้เรียนรู้ถึงความเศร้าโศกและความสูญเสีย ซึ่งมันเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจหลังจากที่เจ้าหยดหมึกน้อยได้ถือกำเนิดมา ความรู้สึกของเจ้าหยดหมึกน้อยในเวลานี้ไม่ต่างอะไรไปกับเด็กน้อยผู้เพิ่งสูญเสียแม่ไป แม้ว่าแม่ของมันจะไม่เคยมีชีวิตอยู่แล้วก็ตาม

หยดน้ำฝนระดมกระหน่ำมาบนพื้นไม้อีกครั้ง ครานี้ดิ่งลงห่างจากเจ้าหยดหมึกไม่ถึงครึ่งนิ้ว มันตกใจมาก

ช่วยด้วย ช่วยด้วย นั่นเองคือคำแรกที่เจ้าหยดหมึกพูดในชีวิตน้อยๆของมัน

 

...เอี๊ยด….

หน้าต่างค่อยๆปิดลงอย่างช้าๆ เจ้าหยดหมึกน้อยมองไปเห็นแมงมุมสี่ตาหน้าตาใจดีตัวหนึ่งกำลังใช้ขา3ข้างของมันดันกระจกหน้าต่างอย่างทุลักทุเล จนหน้าต่างปิดสนิทในที่สุด

แมงมุมใจดีตรวจดูหน้าต่างอีกครั้ง จนเมื่อแน่ใจแล้วว่าปิดสนิทแล้ว ก็ค่อยๆโรยตัวลงมาที่พื้นอย่างช้าๆ และคืบคลานเข้ามาหาเจ้าหยดหมึกน้อย พร้อมมองมันด้วยสายตาที่อ่อนโยน

แมงมุมตัวนี้ไม่มีสี เหมือนกับสรรพสัตว์ทั้งหลายที่นักวาดภาพประกอบสร้างขึ้นมาจากน้ำหมึกของปากกาวิเศษ แมงมุมตัวนี้เป็นเพียงแค่ลายเส้นเดินได้ โดยทุกอณูของที่ที่ควรจะมีเนื้อหนังหรืออะไรก็ตามที่เราเอาไว้ใช้เรียกเปลือกนอกของตัวแมงมุมนั้น ถูกแทนที่ด้วยพื้นผิวสีขาวสากๆที่มองดูเหมือนกระดาษวาดเขียน

เจ้าหยดหมึกน้อยมองดูแมงมุม และค่อยๆถอยลึกลงไปมุดหลบอยู่ข้างหลังปากกาวิเศษสีทอง

แมงมุมยิ้ม และเอ่ยปากออกพูด  ไม่ต้องกลัวนะหนูน้อย เดี๋ยวเราจะดูแลเธอเองนะ

แมงมุมเดินเข้าไปหาเจ้าหยดหมึกอย่างช้าๆ อุ้มมันขึ้นมา และลูบไล้เจ้าหยดหมึกน้อยอย่างอ่อนโยนที่สุดเท่าที่ขาเล็กๆของมันจะอนุญาต

เจ้าหยดหมึกน้อยร้องไห้เบาๆ และค่อยๆหลับใหลไปในที่สุด

                                                                                                                               

 

 

ในเช้าวันถัดไป เจ้าหยดหมึกน้อยจะตื่นขึ้นมาพบกับความประหลาดใจ ซึ่งนั่นก็จะเป็นความประหลาดใจครั้งแรกในชีวิตของมัน

เจ้าหยดหมึกน้อยจะตื่นขึ้นมา และพบว่าตัวเองกำลังถูกห้อมล้อมโดยชีวิตนานาชนิด และเหล่าชีวิตที่สร้างมาจากลายเส้นทั้งหลายก็จะจ้องมองเจ้าหยดหมึกน้อยด้วยสายตาฉงนสนเท่ห์ที่ราวกับว่าพวกมันไม่เคยเห็นสิ่งใดที่ประหลาดเท่ากับเจ้าหยดหมึกน้อยมาก่อน

บางทีเวลานี้อาจจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะกล่าวถึงคุณสมบัติของเหล่าชีวิตที่กำเนิดมาจากปากกาวิเศษ... ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดไหนก็ตาม สายเส้นหนาหรือบาง โค้งหรือตรง เส้นเฉียบคมหรือว่ายุ่งเหยิง ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากปากกาวิเศษจะได้รับระยะเวลาในโลกแห่งความเป็นจริง 1 สัปดาห์เท่านั้น หากใช้ปากกาวิเศษเขียนเรื่องราว สิ่งที่เขียนจะต้องเกิดขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ผู้เขียนจรดปากกาลง หากเป็นชีวิต ...ชีวิตนั้นก็จะจบลงภายในหนึ่งสัปดาห์  

เพราะ ฉ นั้น เราอาจกล่าวได้ว่านักวาดภาพประกอบเป็นผู้ที่มีความขยันมากทีเดียว ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะได้กล่าวไปเบื้องต้นว่านิทานเรื่องนี้ไม่มีผืนป่าที่เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ หากแต่เพราะความขยันวาดของนักวาดภาพประกอบ ห้องทำงานของเขานั้นก็เรียกได้ว่าไม่ต่างอะไรไปกับผืนป่าลายเส้นที่มีสรรพสัตว์นานาชนิด ซึ่งทุกตัวล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านี้ทั้งนั้น

แต่ป่าลายเส้นนี้จะต่างจากป่าจริงๆก็ตรงที่พวกสัตว์นั้นจะมีขนาดผิดแปลกไปจากในความเป็นจริงไปบ้าง ยกตัวอย่างเช่นเจ้าช้างอ้วนที่ตัวเล็กกว่าแม่ม้าขาวอยู่เล็กน้อย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะข้อจำกัดในขนาดของกระดาษวาดเขียนของนักวาดภาพประกอบนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เจ้าช้างอ้วนจะเป็นสัตว์ตัวแรกที่เอ่ยปากคุยกับเจ้าหยดหมึกน้อยในเช้าวันนั้น...

 

อืม... พ้มว่านี่มันก็ประหลาดนะเนี่ยมันพูดพร้อมจ้องมองเจ้าหยดหมึกน้อย

แหม่... ไม่เคยขึ้นมาก่อนเรยนิ คุณลุงหมีโพกผ้าขาวม้าพูดขึ้นในสำเนียงแบบชาวไทยภาคใต้

เจ้าหยดหมึกน้อย แม้ยังเยาว์ แต่ก็เข้าใจถึงสิ่งที่สัตว์ทั้งสองตัวกำลังพูดอยู่เป็นอย่างดี

ฟังนะทุกคน... แมงมุมใจดีพูดขึ้น ดูเหมือนว่ามันจะเป็นผู้นำของเหล่าสัตว์ลายเส้นทั้งหลายที่มารวมตัวกันอยู่กลางห้องทำงานของนักวาดภาพประกอบ

พวกเราทุกตัวล้วนมีชื่อ ฉันคือแมงมุม เธอคือหมี ตัวนั้นคือผึ้ง อีกตัวคือยักษ์สามตา หรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งชื่อพวกนี้ก็ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นมาจากสิ่งที่เราเป็นทั้งนั้น มันเป็นสิ่งที่คุณพ่อของพวกเรา ให้พวกเรามาพร้อมกับชีวิตน้อยๆนี้

เจ้าหยดหมึกน้อยฟังเจ้าแมงมุมพูด โดยมันรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปหลังจากนี้

 แต่นี่เป็นครั้งแรก ครั้งแรกจริงๆ ที่ปากกาวิเศษได้ให้กำเนิดชีวิตโดยที่ไม่ได้มากจากความตั้งใจของท่านพ่อ พ่อหนูหยดหมึกน้อยผู้น่าสงสารนี้ต้องเกิดมาโดยไม่ได้ เป็น สิ่งใดเลย

สัตว์ลายเส้นทุกตัวต่างพยักหน้าเห็นด้วย

แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้แย่ไปซะหมดนะ เรายังมีทางช่วยเหลือหนูหยดหมึกน้อยอยู่ ในเวลาที่เหลือ ก่อนที่คุณพ่อจะกลับมาในอีกหกวันหลังจากนี้ เราจะต้องช่วยหนูหยดหมึกเค้าตัดสินใจให้ได้ว่าเค้าอยากเป็นอะไร

ส่วนพวกเราทุกคน เมื่อตอนที่คุณพ่อกลับมา พวกเราก็คงจะจางหายไปหมดแล้ว ในตอนนั้นทั้งห้องนี้ก็คงจะเหลือแค่หนูหยดหมึกแค่คนเดียว เพราะ ฉ นั้น นับว่าเราโชคดีมากที่หนูหยดหมึกเค้าเกิดขึ้นมา เค้าทำให้ในเวลาที่พวกเรามีเหลืออยู่ พวกเราจะมีจุดมุ่งหมายกันแล้ว พวกเราต้องช่วยกันเพื่อให้หนูหยดหมึกเค้าหาสิ่งที่เค้าอยากเป็นให้เจอให้ได้ และเมื่อคุณพ่อกลับมา คุณพ่อก็จะช่วยเอาขนนกมาจุ่มหนูหยดหมึกแล้วเอาเค้าไปวาดในสิ่งที่เค้าอยากจะเป็น ทุกคนว่าความคิดนี้เป็นยังไงบ้าง

สัตว์ลายเส้นทุกตัวต่างพยักหน้าเห็นด้วย

แมงมุมใจดีมองเจ้าหยดหมึกน้อยด้วยสายตาอันอ่อนโยน

หนูรู้ไหมจ๊ะว่าหนูโชคดีมาก พวกเราทุกตัวในที่นี้ไม่เคยได้เลือกเลยว่าอยากเป็นอะไร หนูจะเป็นคนแรกนะจ๊ะที่จะมีโอกาสดีๆอย่างนี้ หนูเป็นชีวิตแรกที่จะมีโอกาสเปลี่ยนแปลง...

เจ้าหยดหมึกน้อยอยู่นิ่งไม่กลิ้งไปมา มันมองดูหัวอันแตกร้าวของปากกาวิเศษสีทองที่ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่กลางพื้นห้อง

...น่าแปลกนักที่ไม่มีสัตว์ตัวไหนเสียใจเลย

                                                                                                                               

 

หลังจากนั้น พวกสรรพสัตว์ในป่าแห่งลายเส้นทั้งหลายก็จะตกลงกันว่าเจ้าหยดหมึกน้อยควรจะใช้เวลาอยู่กับพวกมันทีละตัวทีละตัวเพื่อที่จะได้เรียนรู้ความมีชีวิตแต่ล่ะแบบ และจะได้ตัดสินใจว่ามันอยากเป็นอะไรในท้ายที่สุด โดยพวกสัตว์ลายเส้นได้ตัดสินใจว่าร่วมกันว่าจะเรียงลำดับที่จะใช้เวลาอยู่กับเจ้าหยดหมึกน้อยตามลำดับเวลาที่พวกมันจะจางหายไป

สัตว์ทุกตัวจะตื่นเต้นเป็นอย่างมาก กับ จุดประสงค์ ที่พวกมันได้รับมาประดับชีวิตสั้นๆของพวกมัน

 

...โดยพ่อแรดใหญ่จะเป็นตัวแรกที่ได้ใช้เวลาอยู่กับเจ้าหยดหมึกน้อย

 

เอาล่ะ ไอหนู เดี๋ยวฉันแสดงให้ดูว่าเป็นแรดมันดียังไงบ้างนะเออ พ่อแรดใหญ่เป็นแรดที่มีนอสองนอ อันหนึ่งหักครึ่งขณะที่อีกอันยังสมบูรณ์ดี พ่อแรดใหญ่เป็นแรดที่เดินสองขาและใส่สูทลายทางสลับขาวและดำ แต่ฝีมือการวาดของนักวาดภาพประกอบก็ไม่ได้แม่นยำพอที่จะทำให้ลายเส้นบนสูทของมันนั้นเป็นเส้นตรงที่มีขนาดเท่ากันทุกเส้น

เป็นแรดน่ะ แข็งแรงนะเออ พ่อแรดใหญ่พูดไปพลาง เอานออันที่ยังไม่หักชนเสาไปพลาง นอของมันทำให้เสาไม้ในห้องทำงานของนักวาดภาพประกอบมีรอยขูดที่ดูลึกและเฉียบคม

แข็งแรงแล้วดียังไงเหรอครับ เจ้าหยดหมึกน้อยถามพ่อแรดใหญ่

อ้าว ก็จะได้ปกป้องคนอื่นได้ยังไงล่ะเออ…” พ่อแรดใหญ่ตอบ แต่เจ้าหยดหมึกน้อยไม่พูดอะไร

อ้า... และนอกจากนั้น เป็นแรดน่ะ ยังได้แต่งตัวเท่อีกด้วยนะเออ พ่อแรดใหญ่พูดต่อพร้อมกับชี้ไปที่เสื้อสูทลายทางของตัวเอง

แล้วถ้าผมเป็นสัตว์อย่างอื่นแล้วให้นักวาดภาพประกอบวาดสูทให้ไม่ได้เหรอครับ เจ้าหยดหมึกน้อยถาม พ่อแรดใหญ่ไม่สามารถบอกได้ว่าเจ้าหยดหมึกน้อยกำลังถามด้วยความรู้สึกเช่นไร ไม่รู้ว่ามันกำลังสงสัยหรือว่าท้าทาย ทั้งนี้ก็เพราะเจ้าหยดหมึกน้อยไม่มีทั้งหู ตา หรือจมูกเอาไว้บอกความรู้สึกเหมือนอย่างที่สัตว์ตัวอื่นๆเค้ามีกัน

เอ่อ... ได้สิ แต่ก็... คงไม่เท่เท่าฉันหรอกนะเออ... พ่อแรดใหญ่ตอบอย่างตะกุกตะกักราวกับไม่คิดว่าจะโดนถามเช่นนี้มาก่อน มันพูดต่อว่า เออ...นี่ ระวังหน่อยนะ ห้ามเรียกคุณพ่ออย่างนั้นสิเออ คุณพ่อเป็นผู้ให้กำเนิดพวกเราทุกตัวนะ เราต้องแสดงความเคารพหน่อยนะเออ

แต่ผมไม่ได้เกิดจากฝีมือเขานี่นา เจ้าหยดหมึกน้อยตอบ

พ่อแรดใหญ่ถอนหายใจ มองดูเจ้าหยดหมึกน้อยแล้วพูดว่า เฮ้อ... ไม่ต้องน้อยใจไปนะไอหนู เดี๋ยวพอคุณพ่อกลับมา คุณพ่อก็จะช่วยให้นายเป็นได้ทุกอย่างที่นายอยากเป็นเลยนะเออ... แต่เชื่อฉันเหอะ เป็นแรดน่ะดีสุดแล้ว...

 

แก็ง... แก็ง...

 

มันจะเป็นเวลาบ่ายสอง ณ ตอนที่นาฬิกาดังขึ้น พ่อแรดใหญ่จะมีสีหน้าเสียดายแต่ในขณะเดียวกันก็แลดูสงบ มันจะค่อยๆจางหายและละลายไปกับไอแดดในขณะที่มันโบกมือลาเจ้าหยดหมึกน้อย แต่เจ้าหยดหมึกน้อยจะไม่โบกมือกลับ ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่ามันไม่มีมือนั่นเอง

...จนกระทั่งร่างของพ่อแรดใหญ่จะหมดสิ้น ไม่เหลือแม้เงา

 

...สัตว์ที่จะมาใช้เวลาอยู่กับเจ้าหยดหมึกน้อยตัวที่สองก็คือเจ้าช้างอ้วนนั่นเอง

นิทานเพลินใจ (ภาค 2 ยาวมาก ใครอ่านจบจะจูบสักที)

พ้มบอกคุณเลยนะ เป็นช้างนี่มันดี มันสุดยอดไปเลยเจ้าช้างอ้วนผู้ใส่หมวกแก๊ปใบโตพยายามพูดจาโฆษณาความเป็นช้างกับเจ้าหยดหมึกน้อย

คุณเห็นงวงนี่ไหม นอกจากสวยแล้วนะคุณ เอาไว้ถือของไว้ฉวยจับอะไรนี่ง่ายไปหมดเลยนา เวลากินอะไรก็คว้าเข้าปากรวดเดียวเลย โอ้ย...สะดวก ไอกระพ้มเห็นคุณไม่มีแขนไม่มีขามาถืออะไรแล้วก็... โอย สงส้านสงสาร แต่อย่าไปเอามันเลย แขนเนี่ย งวงดีกว่าเยอะเชื่อผม เป็นช้างเหอะ เชื่อผม 

แล้วงวงนี่ดีกว่าแขนยังไงเหรอครับ คุณช้าง เจ้าหยดหมึกน้อยถาม เป็นอีกครั้งที่สัตว์ผู้ถูกถามไม่อาจล่วงรู้ถึงอารมณ์ของเจ้าหยดหมึกน้อยได้

โอย แขนมันจะไปดีอะไร้ สั้นก็สั้น แรงก็น้อย อย่างงวงผมเนี่ย ของอยู่ไหน สูง ต่ำ หยิบถึงหมดนา เชื่อผม

 ตัวผมเองไม่เคยมีแขนหรืองวงผมก็เลยไม่รู้ครับ เอ...แต่จะว่าไป คุณช้างก็เคยมีแต่งวงนี่นา แล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะครับว่าแขนมันไม่ดี

เจ้าช้างอ้วนเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ สายตาที่มันมองเจ้าหยดหมึกน้อยเริ่มเปลี่ยนไป

โอย... อะไรเนี่ย... อะไรเนี่ย คนอุตส่าห์หวังดี เอาของดีมาโชว์ให้ดู นึกว่าจะเห็นพระคุณ คุณกลับมาย้อนพ้มอีก... ไม่ไหว ไม่ไหว เด็กสมัยนี้ไม่มีสำนึกเอาเร้ย ให้ตายสิ

ผมก็แค่อยากรู้... เจ้าหยดหมึกน้อยพูดด้วยเสียงหงอยๆ แต่เจ้าช้างอ้วนไม่ได้ตอบอะไร มันหันหลังและเดินหนีไปด้วยท่าทางฉุนเฉียว

 

แก็ง... แก็ง...

 

และร่างของเจ้าช่างอ้วนก็ค่อยๆระเหยหายไปในอากาศ

 

และในลำดับต่อมาก็จะเป็นลุงหมีผู้โพกผ้าขาวม้า

ไอ้ย่า เป่นหมีมันหรอยนิ น้องเอ้ยสำเนียงแบบชาวใต้ของลุงหมีดังกึกก้องไปทั่วห้องทำงานของนักวาดภาพประกอบ สัตว์ลายเส้นทุกตัวต่างพากันหันมามองลุงหมีก่อนที่จะกลับไปทำอะไรก็ตามที่พวกมันทำอยู่ต่อ

 หรอยพรือ? (ดียังไง) เป่นมี่นี่นะ มันอบอุ่นสบายในตอนน่าว ห้าอาห้านก็เก้งหนิ นอกจ้ากหนั่น โบ๋หญิ้ง (พวกผู้หญิง) ยั่งชอบด้วยหลาว แลตะน้องบ่าว (ดูสิน้องชาย)พอพูดจบ ลุงหมีก็ส่งสายตาผสมอารมณ์หวานไปยังแม่วัวสาวที่กำลังนอนหงายโชว์เต้านมกลมกลึงอยู่ที่อีกฝั่งของห้อง เธอมองดูลุงหมีอย่างยั่วยวน

แต่ว่าตอนนี้เป็นหน้าฝนนี่นา และกว่าหน้าหนาวจะมาถึงผมก็คงจะระเหยหายไปแล้ว ส่วนสาวๆผมเองก็ไม่อยากเท่าไหร่ เพราะหากรักใครทั้งที่รู้ว่าไม่นานก็ต้องจากกันมันก็คงจะเป็นทุกข์มากกว่าสุขนะครับ ผมว่า เจ้าหยดหมึกน้อยตอบลุงหมี ท่าทีของมันยังคงไร้ความรู้สึกเหมือนเดิม

น้องบ่าว อย่าขี้บ่นแรงนิ บางอย่างไม่ได้ช้ายก็มีไว้ก้อนตะ ใคร้จะรู่ วันไหนอาจถึ้งคราวจ้ำเป็น มีไว้ไม่เสี้ยห้าย... เป่นมี่ตะ น้องเอ้ย

 

แก็ง... แก็ง...

 

และร่างของคุณลุงหมีผู้โพกผ้าขาวม้าก็ค่อยๆจางหายไป

 

อีกหลายวันหลังจากนั้น เจ้าหยดหมึกจะได้พูดคุยกับสัตว์ที่เกิดมาจากลายเส้นของนักวาดภาพประกอบอีกนานาชนิด และเจ้าหยดหมึกน้อยก็จะได้พบว่าสัตว์ทุกตัวนั้นล้วนพยายามชักนำให้เจ้าหยดหมึกน้อยเป็นในสิ่งเดียวกับที่พวกมันเป็นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแม่ม้าขาวที่กล่าวถึงขนสวยๆของมันไม่หยุด ลิงดุที่โอ้อวดว่าสติปัญญาของมันนั้นช่างเฉียบแหลม มังกรสีดำที่เชื่อว่ามันเป็นสัตว์ที่มีสายเลือดที่สูงส่งอยู่เหนือสัตว์อื่นๆทั้งหลาย หรือว่าแมลงวันตาโตที่บอกว่ามันเป็นสัตว์ที่ว่องไวที่สุดในปฐพี และทุกครั้ง เจ้าหยดหมึกน้อยก็จะถามสัตว์เหล่านั้นกลับไปว่าพวกมันรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งต่างๆที่พวกมันเชื่อนั้นเป็นความจริง แต่กลับไม่มีสักตัวที่สามารถให้คำตอบที่จะทำให้เจ้าหยดหมึกน้อยเชื่อได้

และในที่สุด ห้องทำงานของนักวาดภาพประกอบก็จะค่อยๆเงียบงันลง สรรพสัตว์ทั้งหลายก็จะหายตัวไปทีละตัว ทีละตัว และมันจะเป็นเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ตัวเจ้าหยดหมึกน้อยเองจะหายไป ที่ทั้งห้องจะเหลือสัตว์อยู่แค่ตัวเดียว ซึ่งสัตว์ตัวนั้นก็คือแมงมุมใจดีนั่นเอง

และเมื่อแมงมุมใจดีกับเจ้าหยดหมึกน้อยได้พูดคุยกัน มันจะเป็นครั้งแรกที่เจ้าหยดหมึกน้อยได้เป็นผู้เริ่มต้นบทสนทนา

 

คุณแมงมุม... คุณแมงมุมเกิดขึ้นมาทีหลังสัตว์ตัวอื่นๆที่เหลือเหรอครับ

ใช่จ๊ะ... หนูน้อย แมงมุมใจดีพูดพร้อมส่งรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยนให้กับเจ้าหยดหมึกน้อย

แล้วทำไม... ทำไมสัตว์ที่เหลือดูเหมือนว่าจะยกให้คุณแมงมุมเป็นหัวหน้าล่ะครับ

จริงอยู่ที่พวกมันคิดอย่างงั้นจ๊ะ แต่มันไม่เกี่ยวหรอกว่าฉันจะเกิดขึ้นมาตอนไหน ความจริงก็จริงอย่างที่เธอเห็นอยู่ ฉันเกิดขึ้นมาก่อนหน้าเธอเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง คุณพ่อเขียนฉันออกมาก่อนที่คุณพ่อจะออกไปจากบ้านไม่กี่นาที ส่วนการที่พวกมันยกให้ฉันเป็นผู้นำนั้นนั่นก็เพราะมันสิ่งคือที่ฉันเป็น... ก็เท่านั้นเองจ๊ะ

   อ๋อ... เพราะ ฉ นั้น ข้อดีของการเป็นแมงมุมก็คือความเป็นผู้นำใช่ไหมฮะ เจ้าหยดหมึกน้อยถาม เป็นอีกครั้งที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่านี่คือการท้าทายหรือเป็นความสงสัย

ไม่ใช่หรอกจ๊ะ แมงมุมใจดีตอบ

เจ้าหยดหมึกน้อยรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน มันถามแมงมุมใจดีต่อ อ้าว... แล้วทำไมคุณแมงมุมถึงได้เป็นผู้นำสัตว์ตัวอื่นล่ะครับ

ใช่ ฉันได้เป็นผู้นำ... แต่ฉันไม่รู้ว่านั่นเป็นข้อดีรึเปล่า เพราะฉันเองก็ไม่เคยได้เป็นผู้ตามเหมือนกัน เลยไม่รู้ว่าอย่างไหนมันดีกว่ากัน แต่ดูจากเวลาที่ฉันมีเหลืออยู่ ฉันว่าฉันก็คงไม่ได้รู้แล้วล่ะแล้วล่ะนะ แมงมุมใจดียังคงยิ้มอยู่ มันพูดต่อไปว่า จะว่าไป นี่ฉันยังไม่รู้เลยว่าที่ฉันได้เป็นผู้นำนี่มันเป็นเพราะว่าฉันเป็นแมงมุมรึเปล่า ฉันไม่รู้จักแมงมุมตัวอื่น เพราะ ฉ นั้นฉันก็ไม่อาจรู้ได้ว่าแมงมุมตัวอื่นจะได้เป็นผู้นำเมื่อไปอยู่ท่ามกลางสัตว์ทั้งหลายเหมือนอย่างที่ฉันได้เป็นไหม

ต้องได้สิครับ ก็คุณแมงมุมยังได้เป็นเลยนี่นา เจ้าหยดหมึกน้อยพูดออกมา   

ไม่หรอก... หนูน้อย ...นี่คือชีวิตของฉัน แม้เพียงสั้นๆแต่มันก็คือสิ่งที่ฉันเป็น แต่ชีวิตก็นี้เป็นของฉันคนเดียวเท่านั้น เพราะ ฉ นั้นฉันก็ไม่สามารถพูดแทนแมงมุมตัวอื่นได้หรอกนะว่าชีวิตของพวกมันจะเป็นอย่างไรหรือพวกมันจะได้เป็นใครและมีบทบาทอะไร ฉันอาจจะได้เป็นผู้นำเพราะฉันเป็นแมงมุม หรือจริงๆแล้วฉันแค่เป็นผู้นำที่เผอิญเป็นแมงมุมก็ได้ แต่ฉันไม่มีทางบอกเธอได้หรอกว่าจริงๆแล้วมันเป็นแบบไหน

.... ผมเข้าใจครับ คำตอบของเจ้าหยดหมึกน้อยทำให้แมงมุมใจดีรู้สึกประหลาดใจ

แหม... เข้าใจอะไรยากๆได้เร็วดีนะ โตเกินเด็กนะเรา... แมงมุมใจดีพูดพร้อมมองดูเจ้าหยดหมึกน้อยอย่างเอ็นดู

...เจ้าหยดหมึกน้อยไม่ตอบอะไร ประโยคเมื่อครู่ทำให้มันรู้สึกหงุดหงิด แต่มันก็ไม่โวยวายอะไร มันเลือกที่จะพยายามเข้าใจสิ่งที่แมงมุมใจดีพูดและโยนอารมณ์โกรธเคืองทิ้งไป เหมือนกับที่มันพยายามเข้าใจในความขี้อวดของสรรพสัตว์ทุกตัวที่มันได้พูดคุยด้วยก่อนหน้านี้

ส่วนแมงมุมใจดีผู้ไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติใดๆก็พูดต่อไปว่า แต่อย่าลืมนะ ว่าสิ่งที่ฉันเป็นเนี่ย ฉันไม่ได้เลือกที่จะเป็น มันคือสิ่งที่ฉันได้รับมา ฉันได้รับชีวิตนี้มาจากคุณพ่อ... แต่เธอ ...เธอเป็นชีวิตที่พิเศษนะหนูน้อย เธอเป็นชีวิตที่สร้างมาจากน้ำหมึกชีวิตแรกที่จะได้เลือกว่าเธออยากจะเป็นอะไร เธอเป็นชีวิตแรกที่ได้รับสิทธิในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ...มีไม่คนนะหนูน้อย ที่ได้รับโอกาสอันแสนวิเศษนี้  

เจ้าหยดหมึกนิ่งเงียบ... ราวกับว่ามันรู้อยู่แล้วว่าแมงมุมใจดีจะต้องพูดประโยคเมื่อครู่ออกมา รวมถึงประโยคที่เจ้าแมงมุมกำลังจะพูดต่อไปด้วย

เอาล่ะ... แล้วเธอเลือกได้รึยังจ๊ะว่าเธออยากจะเป็นอะไร

...

จะเป็นช้างไหม งวงยาวหยิบฉวยอะไรก็ง่ายนะ หรือจะเป็นลิงดีนะ ฉลาดมากๆเลยนะ...

....

หรือจะเป็นผึ้งดีนะ อัธยาศัยดี เข้ากับคนอื่นได้ง่าย เป็นนกกระเรียนก็ดีนะ ปากของมันสวยที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหมดแล้วล่ะ...

....แต่ ....

แต่ฉันว่านะ เธอน่าจะเหมาะที่จะเป็นสิงโตนะ พูดน้อยๆอย่างนี้น่ะ ความกล้าหาญของสิงโตก็น่าจะมีประโยชน์กับเธอนะ แต่... ฉันว่าเธออย่าเลือกเป็นแมงมุมเลยนะ ...ฉันกลัวเธอตั้งความหวังไว้ว่าเธอเป็นแมงมุมแล้วจะได้เป็นผู้นำแบบฉัน แต่นั่นมันอาจจะไม่เป็นจริงก็ได้นะ...

...แต่... คุณแมงมุมทำไมถึงพูดอย่างงั้นแต่กับตัวเองล่ะครับ

 หืม... พูดอะไรเหรอจ๊ะ

ก็คุณแมงมุมบอกว่าคุณแมงมุมไม่รู้ว่าถ้าผมเลือกเป็นแมงมุมแล้วผมจะได้เป็นผู้นำเหมือนอย่างคุณแมงมุมหรือเปล่า แต่คุณแมงมุมกลับบอกผมว่าผมจะมีงวงยาวถ้าผมเป็นช้าง ผมจะฉลาดถ้าผมเป็นลิง ผมจะกล้าหาญถ้าผมเป็นสิงโต ผมจะมีปากสวยๆถ้าผมเป็นนกกระเรียน แล้ว... แล้วคุณแมงมุมแน่ใจได้ยังไงเหรอครับ ว่าผมจะไม่กลายเป็นสิงโตขี้ขลาด ผึ้งนิสัยไม่ดี หรือว่านกกระเรียนปากหัก ...คุณแมงมุมรู้ได้ยังไงเหรอครับ

เมื่อพูดจบ เจ้าหยดหมึกน้อยก็มองเห็นสายตาที่กำลังพุ่งมาจากตาทั้งสี่ดวงของแมงมุมใจดี แม้สัตว์ลายเส้นนั้นไม่ควรจะมีสีสันใดๆ แต่ตอนนี้ตาของมันกลับแดงก่ำดั่งเลือด นี่เป็นครั้งแรกที่แมงมุมใจดีส่งความรู้สึกมุ่งร้ายมาที่เจ้าหยดหมึกน้อย สีแดงในตาของมันรุ่มร้อนราวกับกำลังจะเผาเจ้าหยดหมึกน้อยให้แหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี แต่ก่อนที่เจ้าหยดหมึกน้อยจะพยายามกลิ้งเกลือกหนีไป ตาของแมงมุมใจดีก็กลับมาเป็นสีขาว พร้อมส่งประกายอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยความหวังดีอีกครั้ง

แหม... เด็กโง่... ก็สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่พวกมันมีมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้วยังไงล่ะจ๊ะ เพราะ ฉ นั้น ถ้าเธอเลือกที่จะเป็นแบบพวกมัน เธอก็จะมีแบบเดียวกันแน่นอน น้ำเสียงของแมงมุมใจดีกลับมาใจดีอีกครั้งหนึ่ง แต่ความรู้สึกของเจ้าหยดหมึกน้อยนั้นไม่ได้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

ผมไม่เชื่อหรอกฮะ... ผมไม่เชื่อว่าโลกนี้จะไม่มีสิงโตที่ขี้ขลาด แรดที่แต่งตัวไม่ดี แม่ม้าที่ขนไม่สวย หรือว่าหมีที่ไม่ได้เป็นชาวใต้ ...ผมไม่สามารถเชื่ออย่างงั้นได้ครับ

แมงมุมใจดีนิ่งไปสักพัก ตาของมันเริ่มมีสีขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เป็นสีเหลืองอ่อนๆ มันถอนหายใจยาวๆหนึ่งครั้งก่อนที่จะพูดต่อไป

 เอาเถอะ... เธอไม่เชื่อฉันก็ไม่เป็นไร ...หนูน้อย แต่ยังไงซะ เธอก็ต้องเลือกอยู่ดีนะ อีกไม่กี่ชั่วโมงคุณพ่อก็จะกลับมาแล้ว เธอรู้ไหมว่าคุณพ่อจะเสียใจขนาดไหนถ้าคุณพ่อกลับมาแล้วรู้ว่าคุณพ่อจะไม่มีโอกาสสร้างสรรค์ชีวิตที่น่าอัศจรรย์ขึ้นมาอีกเป็นครั้งสุดท้าย

แต่... นักวาดภาพประกอบไม่ใช่พ่อผมนิครับ สิ่งที่ให้ชีวิตผมไม่ได้มีชีวิตซะด้วยซ้ำ เจ้าหยดหมึกน้อยพูดพลางชายสายตาที่ไม่มีใครเห็นของมันไปยังปากกาวิเศษสีทองที่ยังคงนอนแตกสลายอยู่อย่างสงบนิ่งบนพื้นไม้เก่าๆของห้องทำงานของนักวาดภาพประกอบ

ไม่ใช่! แต่อีกไม่นานคุณพ่อก็จะเป็นคุณพ่อของเธอด้วย!”แมงมุมใจดีตะโกน น้ำเสียงของแมงมุมใจดีเริ่มมีความเกรี้ยวกราดปะปนอยู่

ผม.... ทำไม.... ทำไมผมต้องเลือกด้วยล่ะครับ อีกไม่กี่ชั่วโมงผมก็จะหายไปอยู่แล้ว ผมแค่เกิดมาเป็นหยดหมึกและก็ตายไปในฐานะหยดหมึกไม่ได้เหรอครับ เจ้าหยดหมึกน้อยกรีดร้อง

นี่! เจ้าเด็กเห็นแก่ตัว เธอไม่คิดถึงเพื่อนๆของฉันทุกตัวที่หายไปแล้วบ้างเหรอ รู้บ้างไหมว่าพวกเขามีความตั้งใจมากขนาดไหนที่จะช่วยให้เธอค้นพบตัวตนของเธอ แม้ชีวิตของพวกเขาจะสั้นนิดเดียว แต่พวกเขาก็ยินดีสละเวลาที่มีค่ามาช่วยเด็กเนรคุณอย่างเธอ เธอเคยคิดถึงคนอื่นนอกจากตัวเองบ้างไหม !” ณ ตอนนี้ตาของแมงมุมใจดีได้กลายเป็นสีส้มเข้มไปแล้ว

                แต่นั่นมันก็เพื่อ...  นั่นก็เพื่อตัวพวกเขาเองนี่ฮะ... พวกเขาทุกตัวก็อยากมีจุดประสงค์ในชีวิต อยากมีคนสืบทอดสิ่งที่พวกเขาเป็นกันทั้งนั้นนี่ฮะ เจ้าหยดหมึกน้อยพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับว่ามันกำลังจะร้องไห้

                หุบปากนะ! แล้วฉันล่ะ ถ้าฉันไม่ช่วยเธอไว้จากหยดฝนในวันนั้น ไม่อุ้มเธอไว้ ป่านนี้เธอก็คงละลายหายหายไปแล้ว

                ... ผม... ผมรู้ฮะ ...เพราะงั้นก็ผมเลย...

                เธอบอกว่าคุณพ่อไม่ใช่พ่อของเธอ นั่นอาจจะจริงก็ได้ แต่ฉันนี่สิ ฉันเป็นผู้ให้ชีวิตเธอ เพราะ ฉ นั้น เธอต้องฟังฉัน

                ผมเลย...

                ฉันนี่แหละ คือแม่ของเธอ! เธอต้องฟังฉัน!” ตอนนี้ดวงตาของแมงมุมใจดีกลายเป็นสีแดงเข้มไปเรียบร้อยแล้ว

                ผมรู้ฮะ... เพราะอย่างนั้นผมเลยรักคุณแมงมุมไงครับ

                ....

                แมงมุมใจดีนิ่งเงียบไปสักครู่ ตาทั้งสี่ของมันเริ่มกลับมาเป็นสีขาวอีกครั้ง เขี้ยวยาวๆที่โผล่ออกมาจากปากของมันก็ค่อยๆหลบกลับเข้าไปซ่อนอยู่ในรอยยิ้มอันอ่อนโยนของมันเหมือนเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว และแมงมุมใจดีก็กลับมาหน้าใจดีเหมือนเดิม

                เอาล่ะ... ฉันได้ยินอย่างงั้นฉันก็ไม่โกรธแล้วล่ะ ...เมื่อกี้ถ้าฉันทำเธอตกใจฉันก็ขอโทษนะ... หนูน้อย แมงมุมใจดีพูด

                ทีนี้... เธอบอกฉันได้รึยังจ๊ะ ว่าเธอเลือกที่จะเป็นอะไรเหรอจ๊ะ

 

และนั่นจะเป็นประโยคสุดท้ายที่แมงมุมใจดีจะพูดด้วยน้ำเสียงใจดี

 

 

...

ผม...

ผมเป็น...

ผมเป็นหยดหมึกครับ

...

 

 

 

            แมงมุมใจดีกระโดดไปหาม้วนกระดาษชำระที่วางอยู่ห่างจากตัวมันไม่กี่ก้าวย่าง มันเริ่มออกแรงผลัก หวังให้ม้วนกระดาษกลิ้งไปทับเจ้าหยดหมึกน้อยผู้หมดหนทางหลบหนี

                ถ้าอย่างงั้น... แกก็ซึมหายไปจากโลกนี้ซะเถอะ ไอเด็กเนรคุณ!” ตาของแมงมุมใจดีกลายเป็นสีแดงอีกครั้ง

                เจ้าหยดหมึกน้อยไม่ขยับไปไหน มันโล่งใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิด

 

 

แก็ง... แก็ง...

 

และร่างของแมงมุมใจดีก็ค่อยๆจางหายไป

เหลือแต่ม้วนกระดาษที่แน่นิ่ง ไม่ไหวติง

 

 

 

 

 

 

                                                                                                                                               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มันจะเป็นตอนที่เขาเปิดประตูห้องทำงานของเขาเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งสัปดาห์ ที่นักวาดภาพประกอบจะเดินเข้ามาในห้อง

และได้พบว่าปากกาวิเศษสีทองที่เปรียบเสมือนสิ่งพิเศษสิ่งเดียวในชีวิตของเขานั้นได้ตกลงมาแตกสลายอยู่กลางพื้น

และความวิเศษของมันนั้นก็ได้จบสิ้นลงแล้ว

 

ก่อนที่เขาจะได้รู้สึกเสียใจกับการจากไปของตัวเอกในชีวิตของเขา

เขาจะเริ่มรู้สึกถึงความเงียบงันของห้องทำงานของตัวเอง

เขาจะรู้สึกไม่คุ้นเคย

แต่เขาก็จะเข้าใจ

 

เขาจะเริ่มรู้สึกถึงความรู้สึกเปลี่ยวเหงาสุดขั้วหัวใจที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน

ซึ่งจากนี้ไปอีกหลายปี

มันจะเป็นสิ่งเดียวที่เขารู้สึก

ความรู้สึกนี้จะกลายเป็นสิ่งที่เขาเกลียดชังยิ่งกว่าสิ่งไหน

แต่เขาก็จะเข้าใจมัน

 

และนอกจากนั้น

เขาจะได้มองเห็นหยดหมึกสีดำหยดหนึ่ง

หยดหมึกหยดนั้นจะอยู่บนริมขอบถ้วยใบหนึ่ง

ถ้วยใบนั้นก็จะมีน้ำใส่อยู่เต็มใบ

ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลง เขาจะได้ยินเสียงเจ้าหยดหมึกน้อยเอ่ยบางสิ่ง

 

 

ผมเป็นหยดหมึก

 

และเขาจะได้เห็นมันกลิ้งตกลงไปในถ้วยใบนั้นด้วยกำลังของตัวมันเอง

และร่างของเจ้าหยดหมึกน้อย ก็จะค่อยๆจางหายไป

ในขณะที่น้ำในถ้วยใบนั้น ค่อยๆขุ่นมัว

 

สำหรับนักวาดภาพประกอบ

หัวใจของเขาจะแตกสลาย

 

....

แต่เขาก็จะเข้าใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และนิทานเรื่องนี้ ก็จะสอนให้รู้ว่า .....

13 Juni

Catalyst 8 + ตอบตามใจ 20(แล้วแหนะ)

แจ้งข่าว: โอสถ์ ได้ทำเพลงแล้ว โฮ่ย พยายามมา 5ปี !!!! ดีใจชะเอิงเอย (Q:อะไร อะไร ทำเพลงไรคะ  ขยายความด่วนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน, A: ทำอัลบั้มกับค่ายสนามหลวงครับ น่าจะออกกลางปีหน้า ผมแต่งเพลงกับทำดนตรี มีใครสนใจสมัครเป็นนักร้องมะ 55 ยังหาอยู่ )

Catalyst 8

Image: สิงหาคม 2551

ข้ออ้างที่รัก

 

                จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องแปลก

                พระเจ้าสาปให้เราทุ่มเทชีวิตในสัดส่วนที่เยอะพอควรเพื่อการตามหาวิญญาณอีกซีกหนึ่ง

อีกคนที่พลัดพรากจากกัน...จากกันไปตั้งแต่ก่อนที่เราทั้งคู่จะได้เข้าใจว่าทำไมเราถึงต้องการกันและกัน

            คำสาปของพระเจ้า สร้าง เธอขึ้นมา

และตราบใดที่คุณยังหา เธอไม่พบ... เธอ ก็จะเป็นเหตุผลเดียวที่คุณไม่เคยพูดได้เต็มปากว่า ชีวิตของผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

                หรือแม้ว่าคุณจะได้พบกับคนที่คุณแน่ใจว่าเป็นเธอแล้ว ...โชคดีหรือร้ายไม่ทราบได้... คุณจะทำได้อย่างมากก็แค่จ้องมองดวงตาของเธอ และเห็นแต่เงาสะท้อนของตัวเองเท่านั้น

สิ่งที่คุณเห็นไม่ใช่ เธอแต่มันเป็นแค่อีกด้านหนึ่งของตัวคุณ ด้านอันสวยงามที่คุณจะได้พบก็ต่อเมื่ออยู่กับเธอเท่านั้น

และไม่มีวันที่วิญญาณทั้งสองซีกของคุณจะมองเห็นสิ่งเดียวกันได้

เป็นได้แค่เพียงกระจก

...สะท้อนส่วนที่ลุ่มลึกและบอบบางของกันและกัน

 

เพราะ ฉ นั้น จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องแปลก...

พระเจ้าสร้างชายและหญิงให้รักกัน

แต่พระเจ้าไม่เคยบอกว่าทำไม

 

 

เคยรู้สึกว่าตัวเองกำลังหาข้ออ้างเพื่อจะรักอะไรสักอย่างไหมครับ

ไม่ว่าเธอจะดีหรือเลว สุดท้ายเราก็มักจะมีคำพูดสารพัดมาปกป้องสิ่งที่เรารักเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการพูดปกป้องประเทศไทยจากฝรั่งที่มาดูถูกเหยียดหยาม ไปจนถึงเจ้าของปกป้องหมาที่ไปกัดเพื่อนบ้าน หรือแม้กระทั่งนักเขียนที่มานั่งหาข้อแก้ต่างแทนผลงานของตนที่ถูกวิจารณ์

แต่นั่นก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องที่จะกล่าวเสมอไป เพราะเส้นแบ่งระหว่างการปกป้องสิ่งที่เรารัก กับการปกป้องเหตุผลที่เรารักสิ่งนั้นก็ค่อนข้างจะเจือจาง และมันก็ยากที่จะแยกแยะให้เห็นความแตกต่างของการกระทำทั้งสองอย่างชัดเจน

ถ้าผมจะลองอธิบายแบบคนคลั่งไคล้ตรรกะดู ท้ายสุดแล้วความรักก็คือการยึดติดกับบางสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากทุกสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา ความรักคือความเชื่อว่าบางอย่างจะนำพามาซึ่งความสุข หรือเราอาจจะบอกว่าความรักคือการสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อกำหนดว่าสิ่งใดจำเป็นในการใช้ชีวิตของเราก็ได้

แต่หากผมเลิกคิดที่จะอธิบายความรักและลองมองดูความรักตามสิ่งมันปรากฏต่อสายตา ความรักนั้นก็ช่างเป็นมโนภาพที่เลื่อนลอยเคว้งคว้าง ไร้คำบรรยาย

และความรักในตัวบุคคลนั้น หากแลดูแล้วอาจเหมือนละเอียดอ่อนและลุ่มลึกกว่าความรักในตัวอุดมคติ แต่แท้จริงแล้ว โดยเนื้อในก็มิได้ต่างกัน ความรักก็คือความรู้สึกอยากรูปแบบหนึ่ง มันคือความอยากที่เกิดมาจากความอ่อนแอพื้นฐานที่เราต่างตั้งสุมมุติฐานกันขึ้นมาว่ามนุษย์ทุกคนย่อมมี ความอ่อนแอที่ทำให้มนุษย์ไร้ความสามารถที่จะดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยวนั่นเอง

เวลาเรารักใครสักคน เรามักวาดฝันไปว่าคนคนนี้จะมาเติมเต็มทุกสิ่งที่เราขาดหาย นึกเอาเองว่าเขาจะต้องทำในสิ่งที่เราคาดหวัง หรือแม้กระทั้งเพ้อฝันไปกับนิยามขอคำว่า ตลอดไป

สุดท้ายแล้ว ...ตัวเราเองก็ทำให้ความผิดหวังกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เสียเอง

ที่ผ่านมา แม้ว่ามนุษย์จะพยายามวาดภาพความรักให้สวยงามมากแค่ไหน สุดท้ายเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรักนั้นมักจะนำมาซึ่งการกระทำและอารมณ์ที่โง่เขลาในหลายๆรูปแบบ

นี่... คือความเป็นจริง

ทำไมผมถึงรักคุณ อะไรทำให้เราพบกัน จะมีวันไหนที่เธอจะไม่รักฉันแล้วไหม คำถามเหล่านี้ ผมเชื่อว่ามันคงถูกเอ่ยผ่านปากคู่รักทุกคู่มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

แต่หากจะลองถามคำถามที่ยิ่งใหญ่กว่าดู

ทำไมคนเราถึงต้องรัก...

เพราะหากจะกล่าวว่าความรักนั้นแลดูเหมือนละเอียดอ่อนและลุ่มลึก หากแต่ในความเป็นจริง มนุษย์ทุกคน ตั้งแต่บุคคลที่หยาบช้ากระด้างที่สุดไปจนถึงนักบุญผู้มีจิตใจสูงส่งล้วนแล้วแต่รักเป็นกันทั้งนั้น

หากความรักเป็นเรื่องที่สูงส่งจริง เหตุใดมันจึงเป็นเรื่องที่ธรรมดามากขนาดนี้ไปพร้อมๆกันด้วย

หรือว่าที่แท้แล้วมันเป็นเพราะความจริงที่ว่าความรักเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนมีโดยที่ไม่ต้องเข้าใจมันก็ได้ที่เพิ่มคุณค่าให้กับตัวมันเอง

อาจไม่มีคำตอบ หรืออาจไม่มีประโยชน์ที่จะหาคำตอบ แต่อย่างหนึ่งที่พวกเราทำเสมอมาก็คือยอมรับว่ารักเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และมันคือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา

ใช่แล้ว... เราไม่ได้หยุดอยู่แค่การหาข้ออ้างในการรักใครสักคน

เราทำแม้กระทั่งการเสาะหาข้ออ้างที่จะ รัก

เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เพราะว่าพระเจ้าบอกให้รักกัน หรือเพราะความเห็นแก่ตัวในระดับเซลที่ต้องการจะสืบพันธุ์

ซึ่งจะว่าไป มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเราจะเสาะหาเหตุผลสักหนึ่งข้อในการสร้างข้อผูกมัดมากมายให้กับชีวิต  ข้อผูกมัดที่เชื้อเชิญมาแต่ความวุ่นวาย ซึ่งในบ่อยครั้งก็สร้างแต่ปัญหามากกว่าความสุข

แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้ง ที่เราจะแน่ใจได้จริงๆ ว่ามันคือเหตุผลที่แท้จริง

            คนเราไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเราถึงนั่งกุมมือคนที่อยู่ข้างๆเรา

 

แต่...

แต่ผมมองข้างๆกาย ผมก็ยังมองเห็นเธอ” … หญิงสาวของผม

ผมรู้ว่าวันนี้ผมจำเป็นต้องมีเธอ แต่ผมก็ไม่เคยรู้ว่าถ้าหากเราไม่ได้พบกัน วันนี้ของผมจะเป็นอย่างไร

ผมรับรู้ได้เสมอว่าเธอรู้สึกอะไร แต่ผมก็ไม่เคยเข้าใจว่าจริงๆแล้วเธอรู้สึกอย่างไร

ผมอยากให้เธอมีความสุข แต่มันก็เพราะเมื่อเธอสุข ผมเองก็จะสุขไปด้วย

                ผมคิดว่าผมรักเธอ...

แต่อย่างที่กล่าวไป สำหรับผม... นิยามของคำว่า รัก นั้นไม่เคยชัดเจน

                ผมไม่อาจรู้ได้ว่าผมรักเธอ หรือจริงๆแล้วผมแค่รักเงาสะท้อนของตัวเองที่ส่องประกายอยู่ในแววตาของเธอ หรือแค่อยากโอบกอดความสุขที่ผมเชื่อว่าเธอเป็นคยให้

                ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชีวิตที่ผ่านมาผมได้ตามหาสิ่งที่ เธอเป็นรึเปล่า แต่ผมรู้ว่าถ้าหากการเดินทางดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริงๆล่ะก็ เธอก็น่าจะเป็นจุดหมายสุดท้ายแล้ว

               

เพราะ ฉ นั้น มันอาจจะจริง

ท้ายที่สุดคนเราก็ไม่มีเหตุผลที่จะรักใครสักคน ไม่เข้าใจแม้กระทั่งสิ่งที่ตัวเองกำลังรู้สึก สิ่งที่เราเป็นมันก็แค่ผลลัพธ์ของสมการบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และลึกล้ำเกินกว่ากำลังของมนุษย์ที่จะเข้าใจ ความรักก็เป็นแค่หนึ่งในลูกเล่นต่างๆนาๆของพระเจ้าที่คนเราไม่มีสิทธิ์ต่อต้าน

ความแตกต่างระหว่าง เหตุผล และ ข้ออ้าง ก็คือเหตุผลเกิดก่อนขณะที่ข้ออ้างนั้นตามมาทีหลัง

เพราะ ฉ นั้น เราอาจต้องทำใจ และอ้าแขนยอมรับในสิ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นคำสาปหรือคำอวยพรจากสรวงสวรรค์นี้ต่อไป เพราะสิ่งใดที่เราพยายามเสาะหาจากนี้ไป จะเป็นได้อย่างมากก็แค่ ข้ออ้างที่เรารัก เท่านั้น

 

ความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง

สุดท้ายก็แค่หนึ่งในอีกหลายล้านสิ่งที่เราไม่มีทางเข้าใจ

 

สวัสดีค่ะพี่สิงห์ เมื่อเดือนที่แล้วๆ(ไม่แน่ใจว่าเมื่อไหร่)มีคนมาเล่าให้ฟังในเว็บพันธุ์ทิพย์เกี่ยวกับบุคคลหนึ่งซึ่งแสดงตัวว่า เขาเป็นคนที่จะไม่ยืนทำความเคารพในโรงหนังเมื่อเพลงสรรเสริญดังขึ้น แน่นอนว่าคนในเว็บนั้นต่างรวมหัวกันด่าและประจานผู้ชายคนนี้จนเกิดสงครามย่อยๆในเว็บ ไม่แน่ใจว่าพี่ทราบเรื่องนี้รึป่าวนะคะ โดยส่วนตัวตอนแรกนู๋รู้สึกว่าการกระทำของชายคนดังกล่าว ไม่ต่างจากเด็กที่เรียกร้องความสนใจถึงต้องมาประกาศตัวต่อสาธารณะชน จึงไม่ได้สนใจอะไร แต่เมื่อวันก่อนมีคนมาเล่าเพิ่มให้ฟังว่าผู้ชายคนนี้ได้ออกมาแสดงตัวทางสื่อทีวีอย่างเปิดเผย และยังยืนยันความคิดเดิมโดยยกข้อกฎหมายมาอ้าง ว่าสิ่งที่เค้าทำไม่ผิดกฎหมาย อยากจะทราบความคิดเห็นของพี่น่ะค่ะ ว่าโดยส่วนตัวแล้วพี่มองเรื่องนี้ยังไงคะ ทั้งต่อชายคนดังกล่าวและต่อผู้คนที่ให้ความสนใจชายคนนี้โดยการออกมาด่าและประจานการกระทำของเค้า ช่วยตอบด้วยนะคะอยากทราบจริงๆ
 ปล. พี่จะมีงานเขียนอื่นออกมาในเร็วๆนี้รึป่าวคะ

Manekan

โอสถ์ ช่างเป็นเรื่องที่ sensitive จริงนะนี่ คนตอบลำบากใจจริง (รวมถึง บ.ก. สุดสัปดาห์ด้วยนิ) แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ว่าเสรีภาพทางความคิดเป็นสิ่งที่ควรจะสละเพียงเพราะว่ากลัวความซวยมาเยือน เพราะ ฉ นั้น ถ้าหากเล่มหน้าคอลัมน์ผมหายไป (หรือหนังสือไม่ได้ออกอีกแล้ว) ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดนะครับ ผมก็แค่ต้องไปหางานใหม่ทำเท่านั้นเอง (พูดเหมือนเขียนคอลัมน์นี้แล้วได้ชิ้นละห้าหมื่นเลยนะ)

                ผมขอพูดเช่นนี้ก็แล้วกันนะเออ ผมเชื่อว่าศรัทธาที่แข็งแรงและบริสุทธิ์นั้นควรผ่านการพิสูจน์ก่อนครับ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเรื่องความรักที่มีให้องค์พระมหากษัตริย์ของเราเท่านั้น แต่รวมไปถึงศรัทธาในศาสนา ปรัชญาที่เป็นแก่นของจิตวิญญาณ หรือแม้กระทั่งการเลือกว่าจะเชียร์บอลทีมไหน    การสงสัยว่าเราทำไมถึงเชื่อในสิ่งที่เราเชื่อและทำในสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งความหมายที่แท้จริงในสิ่งที่เราเป็น   

                อย่างในกรณีนี้ ผมจะขอเอาเรื่องกฎหมายโยนทิ้งไปก่อนนะครับ เพราะกฎหมายก็เป็นแค่ศีลธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์เท่านั้นเอง ส่วนชายคนดังกล่าวกับผม ถึงแม้ไม่ได้สนิทอะไร แต่ความจริงก็รู้จักกันอยู่ครับ และสิ่งที่เขาทำนั้น จะเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ผมว่าก็ต่อเมื่อมีสองข้อนี้ก่อนครับ ข้อแรกก็คือเขาเคยเป็นหนึ่งในคนไทยที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์กับเช่นเดียวที่ทั้งสังคมทำ แต่เหตุการณ์บางอย่างในชีวิตทำให้เขาได้สูญเสียศรัทธาที่เขามีไป และนำไปสู่การเลือกที่จะทำในสิ่งที่เขาทำในที่สุด หรือพูดอีกแง่ได้ว่าการกระทำของเขานั้นต้องมาจากเหตุบางอย่างที่เหมาะสม มิใช่ว่าทำเพียงเพราะเรียกร้องความสนใจอย่างที่น้องพูดมาครับ เฉกเช่นเดียวกับการที่เราทุกมีความรักให้กับในหลวงนั่นแหละครับ ถ้าสักวันเราลองถามตัวเองดูจริงๆ ว่าทำไมเราถึงรักในหลวง แต่ต้องถามแบบตั้งใจและค้นหาคำตอบอย่างจริงจังนะครับ ไม่แน่ว่าคำตอบที่เราเจออาจจะช่วยให้เราเข้าใจคนที่เลือกที่จะไม่ยืนในโรงหนังก็ได้นะครับ

                และในข้อสอง (ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่ชายคนนั้นทำไม่น่าจะผ่านข้อนี้นะครับ) ผมเชื่อว่าการไม่ยืน นั้น จริงๆแล้วเป็นสิ่งที่เก็บไว้กับตัวเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไม่ยืนเพื่อให้คนอื่นเห็น เพราะถ้าหากเรามีความเข้าใจในสังคมรอบข้างแม้แต่น้อย เราก็จะมีความเคารพให้ผู้อื่นที่มีความเห็นแตกต่างนะครับ การที่เราไม่ยืนและทำตัวเด่นด้วยการคุยกันเสียงดัง กินป็อปคอร์นหรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็เท่ากับการบอกทุกคนที่ยืนอยู่อย่างอ้อมๆว่า มรึงจะยืนกันทำไมฟระ ไอฟราย นั่นแหละครับ การกระทำเช่นนี้จะมีจุดประสงค์ได้ก็เพียงอย่างเดียวก็คือเพื่อตอบสนองอัตตาของตนเองเท่านั้นเอง ถ้าทำใจยืนไม่ได้จริงผมก็ขอแนะนำให้นั่งอยางเงียบๆครับ หรือไม่ก็ดูแถวหลังๆก่อน และพอเพลงขึ้นปุ๊ปก็ออกไปนอกโรงก็ได้ครับ แล้วก็กลับเข้ามาตอนเพลงจบ แต่ในขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่าคนที่เลือกที่จะยืนก็ไม่มีสิทธิไปต่อว่าด่าทอคนที่นั่งอยู่อย่างสงบ โดยไม่ได้เรียกร้องความสนใจใดๆนะครับ

                แต่อย่างว่านี่ก็แค่ความเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้น ใครคิดต่างจากนี้ก็เขียนกันเข้ามาได้นะครับ (แต่อย่ายาวเกินเน่อ) ถ้ามีเหตุผลที่ดีก็จะเอามาลงครับผม

                ป.ล. งานเขียนเล่มต่อไปก็อาจจะเป็นรวมเล่มตอบตามใจนี่และคราบ

 

สวัสดีจ้า เราเคยรู้สึกไม่เข้าใจตัวเอง ในขณะที่เพื่อนอายุไล่เลี่ยกัน เขาคิดไปไกล เช่น เขาเรียนจบ เขาจะมีงานทำ ไปทำงานต่างจังหวัด จะ สอบเป็นผู้สอบบัญชี จะเป็นนายตัวเอง โอ้ย หลากหลายสารพัน แต่ทำไมเราแค่ ทำวันนี้ให้ดีพอ ยังไม่มีเป้าหมายหรือจุดยืนอันใด  เราเลยอยากรู้มุมมองของสิงห์ ว่าถ้าเอาสาระ จะมีมุมมองอย่างไร เคยมีใครมาพูดให้เข้าหูสิงห์ ทุกวันไหม ว่าเรียนจบแล้ว ทำไมไม่ทำงานบริษัท ทำไมไม่เรียนโท เพิ่มความรู้ ทำไม ทำไม และ ทำไม (แอบคิดในใจ มายุ่งอะไรกะตู) แต่เมื่อเรามีสัมพันธ์กับมนุษย์ หลากหลายสมอง โดนกรอกหูทุกวันมันก็อดคิดไม่ได้ (อ่ะ อย่าตอบว่าก็อุดหูอย่าไปฟัง) หวังว่าจดหมายนี้ อาจจะทำให้สิงห์ มีเรื่องลงสุดสัปดาห์บ้าง จะรออ่าน ถ้าไม่ได้ลง เด๋วจะส่งเรื่องอื่นไปอีก เอาให้รู้กันไป วะฮ่าฮ่า  สวัสดีจ้า

ON

                โอสถ์ เรื่องนี้นี่มีปัญหากันเยอะนะครับ ซึ่งผมว่ามันก็ค่อนข้างเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ใฝ่หาคำตอบอะไรสักอย่าง เพื่อให้เข้าใจถึงความหมายแห่งการมีอยู่ของตน ผมเองก็ไม่ต่างกัน

                แต่อย่างหนึ่งที่ผมเชื่อก็คือความหมายกับความสุขไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกัน บางทีคุณอาจจะต้องเลือกดูนะครับ ถ้าหากว่ามีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่แล้วก็จงเลิกสนใจคำพูดคนรอบข้างไป ถ้าเป็นเช่นนั้นผมถือว่าคุณมีบุญซะด้วยซ้ำ แต่ถ้ายังรู้สึกขาดอะไรบางอย่างอยู่ ก็อยากให้ลองค้นหาความฝันของตัวเองให้เจอดู ซึ่งคำตอบนั้นอาจไม่ได้มาจากการเดินดุ่มๆเข้าไปหา แต่อาจจะมาจากการได้หลุดพ้นจากสภาวะเดิมๆที่เจอะเจออยู่ทุกวันก็เป็นได้นะครับ ผมแนะนำว่าการเดินทางไกลนานๆโดยไม่ต้องเหลียวหลังหันกลับมามองก็อาจจะช่วยคุณได้  แต่ผมก็ไม่อาจสัญญาได้ว่าหลังจากคุณได้เจอความหมายแล้ว สิ่งที่รออยู่จะคือความสุขหรือไม่

                เพราะ ฉ นั้น ปริญญาโท งานดีๆ คำชื่นชม การหลุดพ้น

                อะไรก็แล้วแต่ เลือกเอาเถอะครับ แต่ละคนก็มีหนทางต่างกันไป

มีแต่คนอยากผอม แต่ดิฉันอยากอ้วนมาก ทำยังไงดี กินก็ไม่ใช่น้อย ๆ แต่ยังไม่อ้วน กรรมพันธุ์หรือก็ไม่ใช่ เพราะพี่สาวอ้วนมาก ช่วยตอบให้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

กิตติมา

 

ไอกระผมก็จะขอถามกลับก่อนนะครับว่าคุณเธอจะอยากอ้วนไปทำอุลอะไรรือครับ นี่พูดในฐานะคนที่เพิ่งอดข้าวอดน้ำ กินแต่ผักปลาจนลดไปได้ 6 กิโลฯเมื่อเดือนที่แล้วนะขอรับ กว่าจะลดได้มันทรมารนะรู้ไหม ...ทรมาร แต่ก็อีกนั่นแหละ สังคมก็ย่อมมีความคิดที่หลากหลายนะครับ ถ้าผมไม่รับฟังคุณเพียงเพราะเรามีรสนิยมทางน้ำหนักที่แตกต่างกันเดี๋ยวชาวบ้านเค้าจะครหากันได้ว่าจิตใจผมคดแคบเหมือนนายกคนปัจจุบันนะเออ

                ไอการที่คุณไม่อ้วนสักทีนั้นอาจจะมาจากปัจจัยหลายอย่างนะครับ บางทีมันอาจจะเป็นเหตุผลทางกรรมพันธุ์จริงๆก็ได้นะ พี่น้องก็ไม่จำเป็นว่าต้องได้รับทุกอย่างจากพ่อแม่มาเหมือนกันหมด (ยกตัวอย่างเช่นพี่ชายกระผมที่ผมดกดำเป็นมันยอง แต่ตัวผมนั้นกลับหัวเถิกฤกดิ์ดีซะอย่างงั้น) ส่วนอาการที่คุณเป็นนี่อาจจะเรียกว่า (อาจจะนะ กระพ้มมิใช่หมอ) lipodystrophy ก็ได้นะครับ ซึ่งอาการนี้เป็นอาการที่ร่างกายเผาพลาญไขมันอย่างรวดเร็วตลอดเวลา เรียกว่ากินเท่าไหร่ใช้หมดครับ

                มีวิจัยบางอันที่ผมอ่านมาจากอินเตอร์เน็ตนะ (ฟังดูโคตรหน้าเชื่อถือเลย..) เค้าบอกว่าวิธีหนึ่งที่อาจได้ผลคือให้ลองลดอาหารดูสักสามสี่วันก่อน และจากนั้นให้กินเป็นปกติหนึ่งสัปดาห์ ทำอย่างงี้ซ้ำไปซ้ำมาน้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆครับ แต่ก็อย่างที่บอกไปว่ากระผมไม่ใช่แพทย์ผู้มีจรรยาบัน เพราะ ฉ นั้นผมว่าทางที่ดีไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดีกว่านะขอรับ   

                เออ เอาเข้าไป ตอบหมดตั้งแต่ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจยันความรักและสุขภาพ ดูซิเดี๋ยวจะมีอะไรมาอีก (ไอสิงห์เอ้ย ไม่น่าทำตัวรู้ไปหมดเลย)

 

สวัสดีค่ะ กะว่าจะเข้ามาทักทายตั้งนานล่ะคะ ชอบอ่านมากเลยคอลัมภ์นี้ ...ที่สุดมีคำถามนะคะ อยากถามว่า เวลาเราอยากรู้ในเรื่องอะไรซักอย่าง แล้วเราได้ถามคนอื่นเพื่ออยากจะได้คำตอบ(ที่มันบรรเจิด) แต่เค้าก็ตอบแบบกวนๆ เราจะทำไงดีคะ กับคนประเภทนี้ เพราะเจอบ่อยมาก

Walaipan

 

ผมว่าถ้าเราเจอคนอย่างนั้นนะครับ ทางที่ดีเราควรบินไปเวียดนาม และซื้อข้าวสารมาตุนไว้นะครับ เพราะว่าน้ำมันกำลังแพง และที่สำคัญอย่าลืมเอาเจลใส่ผมไปนะครับ เพราะว่าในการเดินทางไกลนั้น ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีกางเกงในใส่ แต่ให้ผมอยู่ทรงนี่สำคัญมากกกกกกก

... :-P มีเยอะจริงๆนะครับ คนประเภทนี้

 

พี่สิงห์ คือ จะถามว่า " มีเพื่อนคนนึงชอบคนที่เค้ามีแฟนแล้วอ่ะ (มันเป็นเรื่องธรรมดาที่แก้ไม่ตกจิงๆนะพี่) ทำไงดีอ่ะค่ะ คนที่เพื่อนชอบเค้าคบกับแฟนมาประมาณ 3-4 ปีแล้วอ่ะพี่ เพื่อนอายุประมาณ17  คนที่เพื่อนชอบอายุประมาณ 24 คนที่เพื่อนชอบนิสัยคล้ายๆพี่อ่ะแหละ (ถึงได้มาถามพี่งัย) พี่คิดว่าเค้าพอมีโอกาสจะชอบเพื่อนหนูมั่งมั๊ยเนี่ย (คนแก่ๆนี่ชอบผู้หญิงแบบไหนนะเนี่ย??) เห็นล่ะเครียดแทนเพื่อนเลย เพ้อทั้งวัน ไม่ต้องตอบผ่านสเปซก็ๆได้นะค่ะ ตอบในเมลล์ก้อได้ค่ะ

himitsu tp

 

: .......พี่ว่านะ ถ้าพี่บอกว่ามีโอกาสน้องก็คงเชื่อพี่ แต่ถ้าบอกไม่มีน้องก็คงคิดว่า พี่สิงห์คงไม่ได้ถูกไปหมดทุกเรื่องหรอก

                ...เพราะ งั้นปล่อยมันเป็นไปเถิดครับ อนิจจัง กะละมัง

                ป.ล. ผมไม่ว่างตอบในเมลเน่อ เพราะ ฉ นั้นใครถามเข้ามาแล้วอยากได้คำตอบอย่างเร่งด่วยคงจะไม่ได้นะครับ ขออภัย





15 Mai

เปลี่ยนอารมณ์กันหน่อยนะครับ

Catalyst 7

โอลิมปิกเป็นเรื่องซีเรียสนะครับ

 

                ฉบับนี้ Image ขอให้ผมเขียนเรื่องโอลิมปิก

                แต่ตัวผมเอง นอกจากจะรู้ว่าโอลิมปิกครั้งนี้จัดขึ้นที่ประเทศจีนแล้ว ก็แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันอีกเลย ซึ่งพอรู้ตัวว่าจะต้องเขียนเรื่องนี้ ก็กะว่าจะลองหาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทางเครือข่ายโยงใยโยงยีข้ามชาติดู (อินเตอร์เน็ตนั่นแหละครับ) แต่จนแล้วจนรอด ผ่านมาเดือนกว่าๆก็มิได้ทำเสียที เวลาว่างที่เหลืออยู่น้อยนิดก็หมดไปกับการกระหน่ำกดจอยสติ๊กของเจ้าเครื่องเกมส์ Xbox 360ที่เพิ่งจะถอยออกมาใหม่ (สนุกอย่างรุนแรงคร้าบบบ พี่น้องเอ้ย !)

                มาวันนี้วันส่งต้นฉบับ ...อ่ะ ซวยแล้วนิ แล้วข้าพเจ้าจะเอาอะไรมาเขียนล่ะนี่...

            ผมจึงลองเขียนย่อหน้าแรกดูหลายๆรูปแบบ

                โอลิมปิกเป็นการแข่งขันกีฬาที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีมาตั้งแต่สมัยกรีกนะเออ  ซึ่งในสมัยนั้นเนี่ยนะ นักกีฬาที่เข้าแข่งขันจะมีแต่ผู้ชายเท่านั้นนะเออ(เสียงสูงขึ้น) และที่น่าสนใจก็คือนักกีฬาทุกคนจะทำการแข่งขันกีฬานานาชนิดโดยไม่ใส่อะไรเลยนะเออ(เสียงสูงมากขึ้นอีก) เปลือยกายล่อนจ้อน มะเขือแกว่งไกวลู่ลมชมแสงตะวัน (วัน....วัน ...วัน..วัน..น นนนน........)

                อืม...

...ไม่น่าจะผ่าน

ลองใหม่

โอลิมปิกเป็นการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติที่เกิดขึ้นทุกๆสี่ปี เพราะหากเกิดทุกปีก็จะมีบ่อยไป และถ้าจัดทุกทุกห้าปีก็จะทำให้มีถี่น้อยกว่าสี่ปี จึงไม่นิยมจัดกันทุกห้าหรือหกปี ในทางกลับกัน หากลองจัดทุกสองปีก็ย่อมทำให้เกิดการถกเถียงระดับนานาชาติว่าแล้วทำไมไม่จัดทุกสามปีดูล่ะ ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่เรื้อรัง ส่งผลให้การร่วมมือกันระหว่างกลุ่มประเทศมหาอำนาจเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนมีอันต้องเลื่อนออกไป...  

อืม...

...ไร้ประเด็น! ไร้ประเด็นเกิน

เอาใหม่

โอลิมปิกครั้งที่กำลังจะจัดขึ้นที่ประเทศจีนนี้ สำหรับตัวผมผู้ซึ่งไม่ค่อยจะสนใจการแข่งขันกีฬาไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆเท่าไหร่ กลับรู้สึกว่าโอลิมปิกครั้งนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ กล่าวคือกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่สองที่ถูกจัดขึ้นในประเทศที่มีระบอปการปกครองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย โดยประเทศคอมมิวนิสต์ที่เคยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกนอกจากประเทศจีนแล้ว ก็มีสหภาพโซเวียตอีกประเทศ ซึ่งโอลิมปิกในกรุงมอสโควนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี1980 ซึ่งเป็นช่วงที่สหภาพโซเวียตยังไม่ล่มสลายและกำลังแผ่แสงยานุภาพอันแกร่งกล้าออกไปทั่วยุโรป...

เฮ้ย... โอเคนิ ใช้ได้... ใช้ได้

เอาล่ะ... เขียนต่อเลยดีกว่า

...ช่วงที่สหภาพโซเวียตยังไม่ล่มสลายและกำลังแผ่แสงยานุภาพอันแกร่งกล้าออกไปทั่วยุโรป และก็...

และก็นะ...  

.....

ฉิบ...เขียนอะไรต่อดีหระ

 

เอาใหม่แล้วกัน

คำว่า โอลิมปิก มีรากฐานมาจากภาษาไทยสมัยโบราณ คำว่า โอ นั้นเพี้ยนมาจาก โย ซึ่งมักใช้เป็นคำขึ้นต้นกลอนหิบหอบที่นิยมร่ายเพื่อความบันเทิงในงานรื่นเริงมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เรื่อยมาจนถึงปลายยุคสุโขทัย ผู้ร่ายกลอนหิบหอบมักเป็นเพศชาย มีชื่อเรียกเฉพาะว่า หนุ่มหิบหอบ ส่วนวรรคที่ใช้คำว่า โย ในกลอนหิบหอบนั้นมีหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น โย โย แม่เนื้ออ่อนเอย ไปจนถึง โย โย วัดสัป วัดสัปมงคลอยู่ที่บางโพ ส่วนคำว่า ลิมปิก นั้นมาจากภาษา......

 อืม...

ลิมปิก นั้นมาจากภาษา ....

...

เอาใหม่อีกทีแล้วกัน

ตามตำนานกรีกโบราณกล่าวไว้ว่าผู้ที่ให้กำเนิดเกมส์โอลิมปิกก็คือวีรบุรุษผู้เปรียบเสมือนตัวแทนแห่งความแข็งแกร่งที่มีชื่อว่า เฮราคลีส ซึ่งเป็นบุตรแห่งเซอุส โดยวันดีคืนดีเฮราคลีสก็มีความคิดที่อยากจะเชิดชูเกียรติยศของเซอุสผู้เป็นพ่อด้วยการสร้างสนามกีฬาโอลิมปิกขึ้นมา ตามตำนานกล่าวไว้ว่าเฮราคลีสได้วัดความยาวรอบสนามแข่งขันด้วยการเดินทั้งหมด 400 ย่างก้าว และได้ขนานนามระยะทางนี้ไว้ว่า Stadion หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Stadium หรือ Stage นั่นเอง ซึ่งนี่ก็เป็นที่มาของการที่ลู่วิ่งในสนามกีฬาที่จัดการแข่งขันโอลิมปิกในปัจจุบันจะมีเส้นรอบวงยาว 400 เมตรเสมอ....

...

โอย!! ขี้เกียจอ่านวิกิพีเดียจริง

เอาใหม่!!!!

โอลิมปิก คันยิก ปิ๊กกาจู

โอรีโอ บองชู ชิซุกะ

โอเด็ดไซ้ร คอ พาราดอน

โอลชุมพร ไข่เจียว อร่อยดี

.........................

....

...ความหวังสุดท้าย สู้เว้ย!   

 

โอลิมปิกนั้นเป็นการแข่งขันกีฬาที่มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ โดยโอลิมปิกในยุคก่อนนั้นผู้เข้าแข่งขันจะเป็นชายหมดและจะเปลือยกายเข้าแข่งขัน สร้างความเสียวซี้ดเอฟเอ็มให้กับผู้เข้าชมเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันกีฬาโอลิมปิกจะจัดขึ้นทุกๆสี่ปี โดยประเทศเจ้าภาพจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ  ซึ่งกีฬาโอลิมปิกที่จะเกิดขึ้นในประเทศจีนในปีนี้นับว่าเป็นโอลิมปิกครั้งที่สองที่จัดขึ้นในประเทศคอมมิวนิสต์ โดยครั้งที่แล้วจัดที่กรุงมอสโควในสหภาพโซเวียตในปี 1980 ซึ่งนับเป็นยุคทองของสหภาพโซเวียต คำว่าโอลิมปิกนั้นมีรากศัพท์มาจาก โย ลิงเป็นหิด ในภาษาไทยโบราณ โดยตามตำนานพงศาวดารเล่าว่า ผู้ให้กำเนิดโอลิมปิกก็คือวีรบุรุษผู้แข็งแกร่งที่ชื่อเฮราคลีสผู้เป็นบุตรแห่งเซอุส และในปีนี้ประเทศที่น่าจับตามองว่าจะเป็นประเทศที่คว้าเหรียญทองสูงสุดก็คือญี่ปุ่น ดินแดนแห่งปิ๊กกาจูกับชิซูกะ และฝรั่งเศสแหล่งบองชู ส่วนเทนนิสทีมชาติไทยในปีนี้พาราดอนไม่ได้ลงแข่ง แต่เป็นคุณสมหมาย นักหวดแร็กเก็ตฝีมือดีจากชุมพร จังหวัดไข่เจียวดัง...

...

อืม

...โอลิมปิกนี่เป็นเรื่องซีเรียสนะครับ

                                                                                                                                       

วันที่ 22 พ.ค. นี้ ทางอมรินทร์จะจัดงานเปิดตัวให้หนังสือใบไม้แดงน่ะครับ (ซึ่งตรูว่าช้าไปนิดนะนี่)
ใครที่ไม่ได้เจอกันที่งานหนังสือ อยากไปก็เชิญเนื่อ
บ่ายสามถึงห้าโมง ร้านนายอินทร์ ที่มาบุญครองครับ

ส่วนอันนี้เอาไปอ่านดู เปลี่ยนอารมณ์กันหน่อยเนื่อ

Catalyst 6

ความหิวเป็นเรื่องวิชาการ

ผมคิดเรื่องนี้ออกตอนกำลังซื้อกับข้าว...

ในบางครั้ง หลายๆเรื่องมันก็ยากกว่าที่เห็น

เรื่องง่ายๆอาทิเช่นการวางแผนการเดินทาง ทำประกันรถ หรือว่าจะจ่ายภาษี สุดท้ายแล้ว มักจะกัดกินเวลามากกว่าที่คิดไว้เสมอ

ครั้งหนึ่งผมเดินไปปากซอย เพื่อซื้อกับข้าวให้ที่บ้าน และเมื่อผมเปิดเมนูออกเพื่อเลือกอาหาร ผมก็ต้องพบกับความน่าฉงนของชีวิตในระดับที่สามเมื่อผมได้ตระหนักว่าการเลือกอาหารให้ถูกใจคนทั้งบ้านในงบประมาณที่จำกัดนั้นจำเป็นต้องอาศัยทฤษฎี เศรษฐศาสตร์ในระดับที่ซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยเงื่อนไขว่าทุกคนในบ้านไม่มีตัวแปรร่วมในเชิงความชอบด้านโภชนาการที่ซ้ำกันเลย

ในกรณีหนึ่ง หากผมเลือกที่จะสั่งกับข้าวตรงกลาง การเลือกสั่งทุกอย่างที่ทุกคนในครอบครัวชอบก็จะทำให้มีจำนวนอาหารบนโต๊ะมากเกินไป ซึ่งนอกจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรเกินไปจากงบประมาณที่ผมมีแล้ว ยังเป็นการลดจำนวนอาหารที่พวกเราควรจะได้กินในวันถัดไปอีกด้วย เพราะว่าในการสั่งอาหารมากเกินพอดีนี้ การเกิดของเหลือคงจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และส่วนหนึ่งของของเหลือก็คงจะเป็นอาหารในลักษณะที่ไม่สามารถเก็บไว้กินข้ามวันได้ หรือมีต้นทุนสูงในการกักเก็บ เมื่อเปรียบเทียบการสั่งอาหารมามากเกินกับการที่ผมจะเก็บเงินไว้ซื้ออาหารสดในวันถัดไปแล้ว ทางเลือกแรกก็จะถือว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ตัวผมและครอบครัวอย่างไม่จำเป็น และถ้าหากเราลองมองในเชิงผลประโยชน์โดยรวมของสังคมแล้ว การที่ผมสั่งอาหารน้อยลง ย่อมหมายความว่าคนอื่นสามารถมาสั่งอาหารส่วนที่ผมเลือกที่จะไม่สั่งได้ โดยพวกเขาอาจจะกินหมดไม่เหลือเก็บ และทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรของสังคมที่เต็มประสิทธิภาพมากกว่าอย่างชัดเจน

แน่นอน ตัวผมเองก็มีทางเลือกอื่นอยู่ ผมอาจจะเลือกที่จะสั่งอาหารลำเอียงไปยังทางที่สมาชิกครอบครัวคนใดคนหนึ่งชอบ แต่ปัญหาที่จะตามมาทันควันก็คือ อะไรจะเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการตัดสินใจว่าจะเลือกลำเอียงไปทางใครดี ควรจะเป็นพ่องั้นหรือ เพราะว่าเป็นหัวหน้าครอบครัวและในภาวะปรกติพ่อก็จะเป็นคนที่มีอำนาจการตัดสินใจสูงสุด ซึ่งในกรณีนี้ผมก็อาจจะถือได้ว่าผมเป็นแค่กลไกทางการเมืองในการดำเนินการซื้อกับข้าวที่ได้รับคำสั่งจากพ่อมาและแค่ปฏิบัติตามโครงสร้างอำนาจเท่านั้น หรือว่าผมควรจะเอาใจแม่ที่เป็นผู้หญิงและอารมณ์อ่อนไหวที่สุดในบ้าน และมีทีท่าว่าจะเสียความสุขไปในระดับสูงสุดถ้าหากว่าแม่ไม่ได้กินสิ่งที่อยากกิน หรือว่าควรจะเป็นพี่ชายที่ชอบกินของที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับพ่อแม่และผม และการเอาใจพี่ชายก็จะเป็นการลดต้นทุนให้ครอบครัวผมไปในตัว ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่สมาชิกทุกคนควรจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่ในขณะเดียวกันผมเป็นคนเดียวที่นั่งอ่านเมนูเล่มนี้อยุ่ และการโทรหาทุกคนเพื่อหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจก็ย่อมจะทำให้เกิดต้นทุนในการกินที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกัน ท่านกลางความสับสนนี้ก็ยังมีทางเลือกอีกหนึ่งที่เปิดกว้างให้ผมเลือกใช้ ซึ่งก็คือการซื้ออาหารจานเดียวไปให้ทุกๆคนทาน แต่นั่นก็หมายความว่าครอบครัวของผมก็จะต้องจ่ายต้นทุนด้วยการละเว้นสิทธิ์ในการกินอาหารบางอย่างที่ต้องวางไว้กลางโต๊ะเท่านั้น อาทิเช่น น้ำแกง หรือว่าปลาเผา รวมไปถึงต้นทุนในเชิงความสุขจากการตักอาหารให้กันและกันที่จะหายไปกับการทานอาหารแยกจานกัน

ตัวผมในตอนนี้ เปรียบได้เสมือนกับตัวแทนของอำนาจส่วนกลางในระบบสังคมนิยม (Socialism) ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อสมาชิกของสังคมที่ผมรับผิดชอบอยู่ และอย่างที่เห็น ตัวผมเองจำเป็นที่จะต้องต่อสู้กับคำถามพื้นฐานมากมายก่อนที่จะสามารถผลิตการตัดสินใจอันใดอันหนึ่งออกมาได้ ใครควรจะได้อะไร ทำไม และเท่าไหร่คำถามเหล่านี้จะเป็นเรื่องง่ายๆก็ต่อเมื่อผมมีแค่ความเป็นอยู่ของตัวผมเองอยู่ในหัวเท่านั้น ในกรณีที่ผมเป็นเผด็จการเห็นแก่ตัวทั่วไป สุดท้ายผมก็คงจะซื้อแค่ของที่ตัวเองชอบ และบอกคนอื่นในครอบครัวว่า แล้วจะทำไม(ฟระ)!?” แต่แน่นอนว่าผมก็จะต้องคำนวณความเป็นไปได้ที่ครอบครัวผมจะก่อการกบฏเข้าไปในกระบวนการตัดสินใจด้วย เพราะ ฉ นั้นการเลือกซื้ออาหารแบบเห็นแก่ตัวอาจจะไม่ใช่ทางเลือกสำหรับผมถ้าหากว่าผมไม่มีกำลังทางทหารที่เข้มแข็งพอที่จะควบคุมทุกคนในครอบครัวได้อย่างอยู่หมัด

หรือถ้าหากว่าครอบครัวผมเป็นครอบครัวที่ยอมรับการตัดสินใจแบบทุนนิยม (Capitalism) อย่างเต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คงเหมือนกันตรงที่ผมซึ่งเป็นเจ้าของเงินสามารถซื้อของกินที่ตัวเองชอบได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร เพราะอาหารที่ผมซื้อก็จะถูกแบ่งสิทธิ์อย่างชัดเจนว่าเป็นของผม และถ้าผมเลือกที่จะแบ่งปันมันกับสมาชิกครอบครัวคนอื่นมันก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของผมในฐานะผู้ซื้อ ส่วนใครอยากกินอะไรอย่างอื่นก็ควรจะเดินออกมาซื้อเองหน้าปากซอย หรือจะพูดในอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ ทุกคนจะตอบสนองต่อผลประโยชน์และต้นทุนส่วนตัวเท่านั้น (Private Benefits & Costs) ซึ่งข้อดีของการใช้ระบบคิดแบบนี้ก็คือ ครอบครัวของผมจะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องมีการโต้แย้งใดๆกันเลย แต่ในขณะเดียวกัน อาหารที่ผมซื้อมาไม่ได้มีผลต่อชีวิตผมแค่คนเดียว แต่ครอบคลุมไปถึงการกินอยู่ของสมาชิกในครอบครัวของผมด้วย ซึ่งระบบคิดนี้ไม่ได้รวมปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่นเข้าไปด้วย ทำให้สุดท้ายแล้วจะมีแต่ความสุขของผมคนเดียวที่ได้รับการดูแล ส่วนคนอื่นจะมีความสุขกว่านี้ถ้าหากว่าเราใช้ระบบคิดแบบอื่นเข้ามาจัดการ หรือพูดอีกอย่างได้ว่าระบบการคิดนี้ไม่ได้ส่งผลให้ความสุขของสังคมอยู่ในระดับที่สูงสุด (Maximized Social Benefits) และนำไปสู่การเสียโอกาสที่จะทำให้ครอบครัวของผมมีความสุขมากกว่านี้ได้ ระบบนี้จะใช้งานได้ดีก็ต่อเมื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัวของผมเดินออกไปซื้อกับข้าวหน้าปากซอยด้วยเงินของตัวเองเท่านั้น

และปัญหาของระบบการคิดแบบทุนนิยมก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ ลองคิดดูว่าถ้าเงินที่นำมาซื้อกับข้าวนั้นไม่ได้เป็นของผมแต่เป็นเงินของกลางที่รวมเงินของทุกคนเอาไว้ ซึ่งคล้ายๆกับงบประมาณของรัฐบาลที่มาจากเงินภาษี ทำให้ผมไม่มีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตัวของผมเอง เว้นแต่ว่าเราเอาแนวคิดของประชาธิปไตยเข้ามาประยุกต์ใช้ด้วย กล่าวคือถ้าสองในสามของสมาชิกครอบครัวที่เหลือโหวตให้ผมเป็นตัวแทนที่ชอบธรรมในการตัดสินใจเลือกซื้อกับข้าวแทนตัวพวกเขาเอง มันก็อาจจะเป็นไปได้ที่ผมจะเลือกซื้อกับข้าวด้วยตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน สถานการณ์นี้ก็ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องมีกลไกตรวจสอบป้องกันไม่ให้ผมใช้เงินกองกลางเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองคนเดียวด้วย อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะต้องมีสมาชิกครอบครัวคนใดคนหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนที่ได้รับเลือกเป็นฝ่ายตรวจสอบออกไปซื้อกับข้าวกับผมด้วย แต่แน่นอนว่าผมก็อาจติดสินบนเขาได้ด้วยการเลือกซื้อกับข้าวที่ผมกับเขาชอบเท่านั้น หรือถึงแม้ว่าสุดท้าย ผมจะอยากทำให้สมาชิกครอบครัวมีความสุขที่สุดก็ตาม แต่ผมก็คงจะต้องเผชิญปัญหา ใคร ทำไม เท่าไหร่เฉกเช่นเดียวกับในกรณีที่ผมเป็นเผด็จการผู้โอบอ้อมอารี (Benevolent Dictatorship) ภายใต้ระบบสังคมนิยมดังที่ได้ยกตัวอย่างมาข้างต้นแล้ว

หลายๆคนอ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะคิดว่า มรึงจะคิดมากอะไรนักหนาฟระ!?” (หรืออาจจะเลิกอ่านไปแล้ว)

ผมเห็นด้วยครับว่าถ้าคนเราต้องคิดมากขนาดนี้ทุกครั้งที่ต้องออกมาซื้อกับข้าวนี่ สู้อยู่บ้านต้มไข่กินดีกว่า (แต่ผมคิดมากขนาดนี้จริงๆนะ เสียเวลาฉิบ) แต่นี่เป็นตัวอย่างที่อาจจะไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็สามารถแสดงให้เห็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อบุคคลหรือกลุ่มคนใดใดต้องทำการตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อดูแลกลุ่มคนทั้งสังคม ซึ่งในทางหนึ่ง นี่ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลเผชิญอยู่ในทุกวัน ทำให้ในความเป็นจริงไม่มีทางที่จะเกิด รัฐบาลที่สมบูรณ์แบบได้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองหรือเศรษฐกิจใดๆก็ตาม การเลือกเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และการเลือกก็ต้องมักจะมี ต้นทุนทางสังคมต่อส่วนใดส่วนหนึ่งของสังคมเสมอ ลองเอาถูสมองเล่นๆดูสิครับ แค่การเลือกซื้อกับข้าวที่มีผลต่อชีวิตคนแค่ 4 คนยังทำให้เกิดปัญญามากมายได้ขนาดนี้ แล้วการออกแบบนโยบายที่มีผลกระทบต่อคนทั้งประเทศ หรือกระทบแม้กระทั่งประเทศอื่นๆ จะต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองมากแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็น การเก็บข้อมูลในจำนวนที่มหาศาล กลไกการตรวจสอบที่แข็งแรง ฯลฯ

แต่การบอกว่ารัฐบาลไม่ใช่เรื่องจำเป็นก็อาจจะไม่ใช่เรื่องสมจริงนัก อย่างน้อยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ตกลงกันเองระหว่างประชาชนได้ หรือทำได้โดยต้นทุนที่สูงกว่าการทำผ่านรัฐบาลมากๆ และการที่ผมสามารถบอกได้ว่าเงินที่ผมใช้ในการซื้อกับข้าวเป็นของผมนั้น ก็เพราะว่ามีรัฐบาลและกฎหมายรองรับสิทธิความเป็นเจ้าของนั้นอยู่ ส่วนสาธารณะสมบัติอย่างเช่นถนนหรือกองกำลังป้องกันชาติก็ไม่ใช่สิ่งที่เอกชนจะสามารถใช้เพื่อแสวงหากำไรได้มากนัก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมอยากจะบอกผ่านงานเขียนชิ้นนี้ก็คือ บางทีมันอาจจะถึงเวลาแล้วที่เราจะเลิกหวังให้ระบบประชาธิปไตยมาเอาใจเราด้วยรัฐบาลดีๆ เพราะถึงแม้คนดีจริงจะสามารถข้ามกำแพงต้นทุนที่สูงลิบลิ่วมาเล่นการเมือง สามารถเอาชนะสิงสาราสัตว์ทั้งหลายและกลายมาเป็นนายกได้ (ซึ่งผมว่าอย่าหวังดีกว่า) สุดท้ายแล้วเขาก็จะเจอปัญหาพื้นฐานดังที่ผมได้กล่าวไปแล้วทั้งหมดอยู่ดี

เพราะ ฉ นั้นแล้ว

...เรามาทำอะไรกันเองดีกว่าครับ

:พี่สิงห์เคยดูเรื่อง prison breakรึเปล่า อยากถามว่าถ้าวันหนึ่งเกิดพี่กลายเป็น Michael Scofield ที่พี่ชายติดคุกและกำลังจะถูกประหารชีวิต พี่จะทำยังไงคะ?

Bank Warn

: ไอเรื่องการติดซีรี่ย์นี่ผมไม่เป็นรองใครครับ ดูมาแล้วแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่ lost 24 battlestar gallactica ฯลฯ ส่วนเรื่อง Prison break นี่ก็เพิ่ง update ดาวน์โหลด season 3 ดูจบไป (สำหรับใครที่ไม่รู้นะครับ prison break เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายหนุ่มหัวล้านที่พยายามช่วยพี่ชายที่หัวล้านเหมือนกันจากการถูกประหารชีวิตครับ ซึ่งแน่นอนว่าตัวพี่ชายนั้นโดนใส่ความโดยอำนาจมืด ทำให้สู้ในศาลไม่ชนะ และสุดท้ายน้องชายก็ตัดสินใจพาพี่ชายแหกคุกออกมา และก็ต้องหลบหนีจากการโดนไล่ล่าจากอำนาจมืดเรื่อยมาครับ)

ผมว่านะ ถ้าผมเป็น Michael Scofield เนี่ย มันอาจจะลำบากหน่อยเพราะว่าพี่ชายตัวจริงของผมดันอ้วนซะนี่ (น้ำหนักของพี่ชายน่าจะเป็นอุปสรรคในการพาหนีอย่างแน่นอน เพราะดูจากในเรื่องแล้ว ตอนที่โหนเชือกข้ามกำแพงในตอนจบ season 1 คนที่อ้วนที่สุดก็มีอันต้องหล่นตุ้บลงมาเพราะเชือกขาด พาเพื่อนซวยซะนี่) เพราะเหตุนี้ ผมคงไม่สามารถพาพี่ชายหนีออกจากคุกได้ แต่ในทางกลับกันวิกฤติก็สามารถเปลี่ยนกลายเป็นโอกาสได้ โดยผมคงเลือกที่จะเล่นประเด็นเรียกร้องสิทธิคนอ้วน และติดต่อขอความสนับสนุนจากองค์กรรักษาสิทธิคนอ้วนระหว่างประเทศภายใต้องค์กรสหประชาชาติ (UNOP: United Nation Obese People’s Rights Protection Program) ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดกระแสสนับสนุนจากทางฝั่งประเทศตะวันตก เพราะว่าที่นั่นคนอ้วนเยอะ แต่ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงว่าประเด็นนี้จะไม่ได้รับความสนใจจากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างญี่ปุ่น เพราะว่าคนที่นั่นกินแต่ปลา แต่ความเสี่ยงนี้สามารถบรรเทาได้ด้วยการข้อร้องให้จีนยื่น sanction threat เลิกค้าขายกับญี่ปุ่น และตามที่ผมได้ยินมา ลูกสาวของประธานาธิบดีหู จิน เทา ของจีนก็ค่อนข้างอ้วน จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จีนจะยอมสนับสนุนการเคลื่อนไหวของผมภายใต้UNOP และหากเราทำทั้งหมดนี้อย่างเต็มที่แล้วล่ะก็ การประหารพี่ชายผมจะต้องกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอย่างแน่นอน ซึ่งในกรณีนี้ ระบบยุติธรรมของไทยก็จะถูกรัฐบาลนานาชาติกดดันให้เลื่อนการประหารออกไป ซึ่งท้ายสุดก็นำไปสู่แนวโน้มที่กลุ่มอำนาจมืดจะถูกเปิดโปงและล่มสลายไปในที่สุด และพี่ชายผมก็จะกลายเป็นตัวแทนของการเรียกร้องสิทธิคนอ้วนข้ามชาติที่ผู้คนจะจดจำไปตลอดกาล ว่ะฮ่ะฮ่ะฮ่ะฮ่ะ~~~~~~~

ป.ล. UNOP ไม่มีจริงนะ และผมก็ไม่รู้ด้วยว่าลูกสาวหู จิน เทาอ้วนรึเปล่า

ถ.พี่สิงห์คะ คือ หนุอยากทราบ คำว่า "อัตลักษณ์" เนี้ย จริงๆแล้วมันหมายถึงอะไรอ่ะ อาจารย์เค้าพูดบ่อยมากกกกกกกกกก....เปิดหาดูในพจนานุกรมไทยแล้วมันไม่มีอ่ะคะ.... พี่สิงห์ช่วยตอบให้หนูหน่อยได้มั้ย...ขอบคุณค่ะ

ถึง Mr.Singha ผู้ไขขานปัญหาโลกแตก

^joyry^

: อัตลักษณ์หรือภาษาอังกฤษว่า Identity นี่ มันมีความหมายหลายเชิงนะครับ ถ้าสมมุติว่าอาจารย์คนนั้นเป็นอาจารย์ภาษาไทย ผมคงไม่สามารถช่วยอธิบายคำว่าอัตลักษณ์ได้ แต่ถ้าอาจารย์คนนั้นเป็นอาจารย์วิชาปรัชญา(ซึ่งผมว่าไม่น่าใช่นะ) ผมคิดว่าอาจารย์แกน่าจะหมายถึงอย่างนี้ครับ

อัตลักษณ์ในเชิงปรัชญา หมายถึงลักษณะของตนที่ไม่ขึ้นอยู่กับที่มา ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา พูดอีกแง่หนึ่งก็คือการที่คนคนหนึ่ง เป็น สิ่งเดียวเมื่อเทียบในมิติเวลาที่ต่างกัน จะลองอธิบายไม่ให้งงดูนะครับ ถ้าเป็นสิ่งของ คำว่าอัตลักษณ์ ก็จะเปรียบได้เหมือนกับคำว่า เอกลักษณ์ หรือ ลักษณะ อย่างเช่นรถมาสด้าสามสีแดงสุดรักของผม ในวันนี้กับเมื่อวานมันก็มีเอกลักษณ์เหมือนกัน คือการเป็นรถมาสด้าสามสีแดงที่มีหน้าตาเก๋าเกมส์

แต่พอมาถึงการอธิบายบุคคลแล้วล่ะก็ สิ่งที่คนเราเป็นมันมีหลายอย่างในเวลาเดียวกัน คนคนหนึ่งอาจจะเป็นทั้งคนอ้วนปากพร่อยไร้ปัญญา และเป็นนายกรัฐมนตรีไปพร้อมๆกันได้ ทำให้Selfหรือตัวตนของคนนั้นมีความซับซ้อนมากกว่าสิ่งของ และนอกจากนั้นสิ่งที่เราเป็นมันก็ไม่ได้คงที่ไปตามกาลเวลา เราตอนเด็กก็เป็นคนคนหนึ่ง เราตอนวัยรุ่นก็อีกคนหนึ่ง ตอนแก่ก็เป็นอีกคน ด้วยเหตุนี้ นักปรัชญาจึงรู้สึกว่าไม่ควรเอาคำคำเดียวกับที่เอาไว้อธิบายธรรมชาติรอบตัวมาอธิบายตัวตนของบุคคล เพราะตัวตนของสรรพสิ่งนั้นมีแค่ 1 มิติ แต่ตัวตนของมนุษย์นั้นเป็น 3 มิติ (เอกลักษณ์ X จำนวนเอกลักษณ์ที่มี X มิติเวลา) และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงบัญญัติคำว่าอัตลักษณ์ (Identity) ขึ้นมาแทนการใช้คำว่าเอกลักษณ์ (Entity) เพื่อแบ่งแยกความเป็นคนออกจากความเป็นสิ่งของครับ

แต่ความเห็นส่วนตัวนะ ผมว่านี่เป็นตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง ของการที่นักปราชญ์ตะวันตกมักพยายามแบ่งแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ และบ่อยครั้งก็นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่ามนุษย์มีความซับซ้อนและพิเศษกว่าธรรมชาติเสมอ ทำให้คนตะวันตกส่วนใหญ่(และประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวัฒนธรรมตะวันตกเช่นไทย)ในปัจจุบันมองว่ามนุษย์นั้นเกิดมาในโลกในฐานะปัจเจกที่แยกออกมาจากธรรมชาติ และธรรมชาติเป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เข้ากับความต้องการของมนุษย์ ซึ่งผมคิดว่านี่แหละคือเหตุผลหลักที่มันทำให้เกิด Global Warming ในปัจจุบัน และหากเราลองเปรียบแนวคิดนี้กับแนวคิดของนิกายเซ็นดู เซ็นพยายามบอกว่าจริงๆเราไม่มีอัตลักษณ์ในเชิงปัจเจกเลย ที่เราเป็นเราได้ก็เพราะสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา เราเป็นหมอก็เพราะมีโรงพยาบาลและคนไข้ เราอ้วนก็เพราะมีคนผอมกว่า เรายืนอยู่ก็เพราะมีพื้นให้ยืน เพราะ ฉ นั้นในนิกายเซ็น เราจึงเป็นทุกสิ่ง และทุกสิ่งเป็นเรา และผมว่าแนวคิดแบบนี้น่าจะมีประสิทธิภาพกว่ากันเยอะในการแก้ปัญหาต่างๆที่มันเกิดขึ้นในโลกอยู่ทุกวันนี้

17 April

ยาแก้blogเน่า

Catalyst 5

อักษรตัวหนา

 

                ผมอายุ 23 ปี

                10 ปีที่แล้ว เด็กน้อยคนหนึ่ง โดนโจมตีด้วยความคาดหวังจากผู้คนรอบข้าง วรรณสิงห์... เธอเป็นตัวแทนโรงเรียนไปประกวดเรียงความนะ ให้คุณแม่ติวให้ด้วยล่ะ  ทำไมเป็นลูกนักเขียนแล้วลายมือไม่สวยเลย  นี่เหรอลูกเสกสรรค์-จิระนันท์ ก็แค่เด็กสำเร็จรูปคนหนึ่ง ฯลฯ

                มันมากพอที่จะทำให้เด็กคนหนึ่ง เกลียดทั้งการเขียนและการอ่านอย่างหมดหัวใจ...

                6 ปีที่แล้ว งานเขียนชิ้นแรกของผมตีพิมพ์ในวารสารของโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย มันเป็นบทความยาวสองหน้ากระดาษ เนื้อหาเกี่ยวกับประสพการของผม ในช่วงหนึ่งปีที่ไปใช้ชีวิตเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประเทศอเมริกา

                4 ปีที่แล้ว นิตยสารสุดสัปดาห์ตีพิมพ์บทความของผม เป็นครั้งแรกที่ผมได้เขียนงานให้มหาชนได้อ่าน

                1 เดือนที่แล้ว ผมไปนั่งเซ็นหนังสืออยู่ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ผมไม่รู้ว่าทำไม แต่หนังสือของผมขายหมดเกลี้ยง

                ลองมองกลับไป...

                เออ... ทำไมวะ

 

                การเป็นนักเขียนไม่เคยเป็นความฝันวัยเด็กของผม ผมไม่เคยไปนั่งเขียนนิยาย สร้างโลกในกระดาษอยู่ใต้ต้นมะม่วงหลังบ้าน (อันที่จริง ผมโตมาด้วยการอ่านการ์ตูน) และอย่างที่เกริ่นไปข้างต้น ถ้าหากว่ามีครูคนไหนมาบอกให้ผมในวัยเด็กลองเขียนอะไรดูล่ะก็ ผมซึ่งมีความก้าวร้าวอย่างล้นเปี่ยมในเวลานั้นก็คงจะตอบไปว่า แล้วแม่อาจารย์เป็นครูรึเปล่าครับ

                แล้วทำไมมันเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นได้ ทำไมผมถึงมาคุยกับคุณผ่านหน้ากระดาษแผ่นนี้ได้ มันเป็นเรื่องที่ผมเองยังคงสงสัยเรื่อยมา ทำไมนะ...ทำไมผมถึงเริ่มเขียน

 

ลองมองกลับไป...

                ความรู้สึกแปลกแยกไม่ใช่เรื่องประหลาดสำหรับมนุษย์ ความรู้สึกที่ว่าโลกไม่เข้าใจเราและคนรอบข้างนั้นช่างเขลาเหลือเกินนั้นคงจะเคยมีกันทุกคนในวาระที่ต่างๆกันออกไป สำหรับตัวผมนั้น ผมคงไม่สามารถพูดได้ว่าผมเติบโตมาโดยมีความรู้สึกแปลกแยกสุมอยู่ในอกมากกว่าคนอื่นๆ แต่ก็คงพูดได้ว่ามันมีอยู่มากทีเดียว อย่างไรก็ตาม ผมจะขออนุญาตละเว้นการอธิบายตัวเองไว้ก่อน ความแปลกแยกในจิตใจไม่ใช่สิ่งที่จะส่งผ่านออกมาทางตัวอักษรได้อย่างง่ายดาย

                  ในวัยเด็ก ผมดูแลจิตใจตัวเองด้วยการทำตัวไม่แตกต่าง เหมือนกับลูกสิงโตที่โดนคนเก็บไปเลี้ยง ผมเป็นสิงโตค่อนข้างเชื่องทีเดียว เชื่องในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าผมเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายแต่ประการใด หากแต่ผมยินดีที่จะคล้อยตามไปกับอะไรก็ตามที่คนรอบข้างบอกว่ามันเป็นสิ่งที่ควรเป็น ถึงแม้ว่ามันจะตรงข้ามกับความคิดเบื้องลึกของผมโดยสิ้นเชิง

                โดดเรียน สูบบุหรี่ ยกพวกตีกัน โกงการบ้าน แต่งตัวสวยงาม อะไรก็ตามที่ เด็กเจ๋ง เขาทำกัน ผมก็เอาด้วยหมด ผมกลมกลืนได้ดีมาก ถึงขั้นได้ชื่อว่าเป็น เด็กป็อป ในหมู่เยาวชนที่ร่วมสังคมกัน

                ผมได้รับการยอมรับ

                แต่ผมกลับรู้สึกแปลกแยกมากขึ้น แปลกแยกกับตัวเอง กับตัวตนที่อยู่ข้างใน

...แต่ผมไม่ยอมรับ ผมบอกตัวเองในตอนนั้นว่า นี่แหละ คือสิ่งที่เราเป็น เราอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่แล้ว

    

          จนมาถึงช่วงชีวิตหนึ่ง ที่ผมได้เผชิญกลับประสพการเชิงกลับของการเป็นเด็กป็อบ หนึ่งปีที่ผมไปอยู่ที่อเมริกา ชีวิตผมพลิกผันจากเด็กหนุ่มที่ทุกๆคนในโรงเรียนรู้จักและได้รับความสนใจอย่างล้นพ้นตลอดเวลา ไปสู่เด็กที่อาศัยอยู่ในส่วนที่มืดและไม่มีใครอยากอยู่ที่สุดในโครงสร้างสังคมของเด็ก ผมกลายเป็นคนที่โดนล้อเลียนตลอดเวลา โดนดูถูกเพื่อความบันเทิงของผู้อื่นอยู่เสมอ และที่แย่กว่านั้น ผมกลายเป็นคนที่ยิ้มแหยๆทุกครั้งที่โดนล้อ ทำเหมือนกับว่าผมไม่รู้สึกอะไร และไม่เคยตอบโต้ด้วยวิธีการใดๆเลย ทุกอย่างที่ผมได้เป็นในตอนนั้น มันช่างตรงข้ามกับตัวตนที่ผมสมมุติขึ้นมาก่อนหน้านั้นเหลือเกิน 

          มันน่าแปลก แต่ดูเหมือนว่า ในเวลานั้น สิ่งที่ผมเป็นกลับเป็นตัวแปรที่ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่ผมอยู่ และสามารถพลิกกลับได้ในช่วงเวลาอันน้อยนิด ประสพการครั้งนั้นได้สอนผมว่า ตัวตนสังเคราะห์ที่สร้างมาจากมุมมองและความต้องการของสิ่งรอบตัวนั้น มันช่างบอบบางเสียเหลือเกิน

                และเมื่อมันพังลง

สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในใจผมก็คือความว่างเปล่า

...กลวง

 

                 กลับมาจากอเมริกา ผมจึงเริ่มเสาะหาความแท้จริง

                งานเขียนชิ้นแรกของผมตีพิมพ์ในวารสารโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย โดยที่มีอาจารย์ท่านหนึ่งมาบอกให้ผมลองเขียนดู ถ้าเป็นตอนก่อนไปอเมริกาผมก็คงจะปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย แต่มาครั้งนี้ ตัวผมที่กำลังกลวงเปล่ากลับคิดว่า ลองดูหน่อยก็ได้ เผื่อมันจะช่วย

                แต่แล้วเมื่อเขียนงานชิ้นแรกจบ ผมกลับพบกับความรู้สึกอธิบายยาก ...ไม่สุข (เหนื่อยซะด้วยซ้ำ) แต่รู้สึกดีอย่างประหลาด

                ผมพบว่าการเขียนทำให้ผมได้มานั่งสำรวจตัวตนของตัวเองอย่างละเอียด เป็นการสนทนาด้านเดียวแต่กลับก่อให้เกิดข้อสรุปนับไม่ถ้วน เหมือนค่อยๆตามเก็บเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณที่กระจัดกระจายอยู่ในชั้นอากาศอันเวิ้งว้าง เก็บมาทีละชิ้น ทีละชิ้น

                และขณะเดียวกัน ตราบใดที่มีคนอ่านแม้หนึ่งคน การเขียนทำให้ผมสามารถบอกกับโลกได้ว่า ผมเป็นใคร  

                ไม่ใช่โลกที่เป็นฝ่ายบอก ว่าใครคือผม

                เราเป็นใคร ดี เลวอย่างไร หากยินดีที่จะคุยกับตัวเองอย่างจริงใจที่สุดแล้วล่ะก็ ผมเชื่อว่าเราทุกคนจะสามารถหาคำตอบผ่านการเขียนได้เสมอ

          และจากนั้นมา วรรณสิงห์ก็เลิกเชื่อง และกลายเป็นสิงห์โตที่ไล่ล่าหาเศษวิญญาณตัวเองผ่านการเขียนหนังสือและการกระทำเรื่อยมา

               

          จนมาวันนี้ ...

แน่นอนว่าการที่ผมหันมาเขียนหนังสือ ก็คงจะเป็นธรรมชาติที่ผมจะได้รับคำจำกัดความว่าผมเป็น ลูกไม้ใต้ต้น

แต่คำคำนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกแย่อะไรอีกต่อไป

ผมไม่ใช่เด็กชายที่กลวงเปล่าคนนั้นอีกต่อไป จิตวิญญาณของผมในปัจจุบันถึงแม้จะยังไม่ครบ แต่ก็อยู่ในหนทางแห่งการเติมเต็ม

มิได้หวาดกลัวการโดนกลืนกินอีกต่อไป

 

อันที่จริง มีหลายคนบอกว่าผมคือ เสกสรรค์น้อยและหนึ่งคนในนั้นก็คือคนที่อยู่ใกล้พวกเราสองคนที่สุด-แม่ของผมเอง

แน่นอน ผมไม่ต้องบอกว่าถ้าหากผมในวัยเด็กได้ยินประโยคนั้น ผมจะรู้สึกอย่างไร

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้อ่านงานเขียนของพ่อเล่มหนึ่ง ในหนังสือชื่อ ผ่านพ้นจึงค้นพบ ของพ่อผม(ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล-ซึ่งหลายๆคนนึกว่าเป็นภาคสองของ ผ่านพบไม่ผูกพัน แต่มันไม่ใช่นะ) พ่อมองย้อนกลับไปในอดีต สำรวจงานเขียนที่ผ่านมาของตน และวิเคราะห์ถึงเส้นทางจิตวิญญาณของพ่อที่สะท้อนออกมาจากงานเขียนที่ตีพิมพ์มาตลอดระยะเวลาสามสิบกว่าปี ส่วนผมในตอนนี้ กำลังเขียนถึงพ่อที่เขียนถึงงานเขียนของพ่ออีกที

พ่อบอกว่าเหตุผลเดียวที่เขาเริ่มเขียนในวัยหนุ่มก็คือ พ่ออยากบอกโลกว่าเขาคิดอะไร

พ่ออธิบายความรู้สึกของพ่อตอนที่นั่งเขียนเรื่องสั้นอยู่คนเดียวหน้าผาจิที่อยู่ตรงส่วนลึกสุดของป่าในจังหวัดพะเยา (ซึ่งเป็นช่วงที่นักศึกษาหนีเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) พ่อบอกว่าความรู้สึกในตอนนั้น มันเป็นความสุขและความอบอุ่น เปรียบได้เหมือนกับนักโทษที่กำลังนั่งเขียนจดหมายถึงมิตรที่อยู่ข้างนอก

...ผมเข้าใจสิ่งที่พ่อบอกอย่างลึกซึ้ง คงจะไม่มีประโยคใดที่แทนความรู้สึกของเราสองคนได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ตระหนักว่าตัวผมกับพ่อในวัยหนุ่มนั้นมีความคล้ายคลึงกันมากขนาดไหน

 

เพราะ ฉ นั้น

ลูกไม้ใต้ต้น งั้นเหรอ

ผมภูมิใจ

 

และคงจะไม่มีอะไรจริงไปกว่านี้อีกแล้ว

 

 

               

 

                  

 

               

24 März

โอยยยยยย คลอดสักที

ขอบคุณทุกคนมากๆครับ
พวกคุณไม่มีทางรู้หรอก
ตอนที่ผมเดินไปที่เวทีตอนวันเสร์ แล้วมีคนรอให้เซ็นอยู่เต็มไปหมด
มันมีความหมายมากมายแค่ไหน

ขอบคุณสำหรับความทรงจำดีๆอีกหนึ่งหน้ากระดาษ
ขอบคุณน้องพเยีย(ชื่อนี้จริงๆ)สำหรับการ์ด
ขอบคุณน้องแก้วสำหรับปากกา สวยมาก ชอบนิ
ขอบคุณ ฯลฯ

ทั้งเสียใจและดีใจที่หนังสือหมดตอนวันอาทิตย์
แต่ช่วยไม่ได้เนอะ หนังสือมันขายดีนี่เนอะ ...โฮะ โฮะ โฮะ

...
ล้อเล่นนะ
(เดินไปบอกพี่นิ้วกลมว่าหนังสือขายหมดเกลี้ยง เค้าก็บอกว่า "ชิ เกินหน้าเกินตานะ" ;-P )

ใครที่ไม่ได้เซ็นให้ โทษทีนะครับ ไม่ค่อยว่างไปเท่าไหร่
และขอโทษที่เซ็นชื่อบางคนผิด หูมันไม่ดี (ขำๆน่า)
เดี๋ยวจะรีบเขียน ออก "ตอบตามใจ" ให้ทันงานหน้าเน่อ

...
แต่ก็เอามาโพสต์ ได้อ่านกันหมดแล้วนิ
จะตัดยอดขายตัวเองทำไมฟระ ...ตูนิ

แล้วเจอกันงานหน้าครับ

ีูู่่


 

Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

ใบไม้แดง
ออกวันที่ 2 เมษาครับ
ผมไปเซ็นที่Bootอัมรินทร์วันที่ 5-6 เมษาครับผม บ่ายสองมั้ง


ฝากอุดหนุนและบอกต่อกันด้วยเน้อ


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire










07 März

Catalyst 4

Catalyst 4                                  

คู่

    ผมไม่ค่อยชอบวินาทีแรกๆของการลืมตาสักเท่าไหร่
   
    ในเช้าของวันปรกติ ผมมักจะโดนโจมตีโดยกลุ่มอาการมากชนิดอย่างกรำจิต ที่มาบ่อยสุดจะนับได้สาม คือปวดหลัง ปวดมือ และเลือดออกตามไรฟันเวลาแปรงฟัน
     หมอบอกว่านั่นคืออาการที่พบเห็นได้ทั่วไปในเหล่าพนักงานบริษัทโชคร้ายผู้มีชะตาด้อยคุณภาพ ต้องนั่งจดจ่อหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน การยกศอกขึ้นท้าวโต๊ะที่อยู่สูงเกินพอดีเป็นเวลานานจะส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอเกร็งและแข็งดุจดั่งกล้ามท้องของเขาทราย ซึ่งจะไปดึงทั้งแผ่นหลังให้ตึงและนำไปสู่อาการปวดหลังเรื้อรังแบบเดียวกันกับที่ร่วมเตียงกับผมมานาน นอกจากนั้น หมอยังบอกผมอีกด้วยว่า การใช้คอมพิวเตอร์เป็นนิจเป็นนวลนั้นก็เปรียบได้กับการที่ “มือ” ต้องยกน้ำหนักอยู่ตลอดเวลา และสามารถนำไปสู่อาการปวดมือขั้นรุนแรงได้
แต่ก็ไม่ใช่ว่าการตื่นของผมจะนำไปสู่การพบเจอสิ่งแย่ๆซะอย่างเดียว อย่างน้อยทุกเช้า ผมก็ได้มีความสุขกับการกินอาหารเช้าอย่างเต็มคราบ (เค้าว่ากันว่า ยิ่งหิว ยิ่งกินแล้วอร่อย) และหลังอาหารเช้า ผมก็จะได้จุดบุหรี่มวนแรกของวันสูบ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นมวนที่อร่อยที่สุด (ไอนี่เองที่ทำให้เลือดออกตามไรฟัน) และที่สำคัญที่สุด การที่ผมตื่น เท่ากับเป็นการเริ่มต้นของอีกวัน ที่จะอนุญาตให้ผมได้ก้าวเดินต่อไป
ก้าวไปบนเส้นทางแห่งการเติมเต็มความหมายของตัวผมเอง
    ความหมาย ที่ทำให้วันของผมมีค่ามากกว่าของคนอื่น
    ...อย่างน้อย ผมก็อยากที่จะเชื่ออย่างนั้น

    งานปัจจุบันของผมเป็นงานอธิบายยาก พวกเราชอบที่จะเรียกตัวเองว่า Social Broker ซึ่งแปลเป็นไทยอย่างไม่ฉลาดนักก็คงจะตรงกับคำว่า นายหน้าทุนภาคสังคม และด้วยการอธิบายที่ไม่ค่อยจะละเอียดนัก สิ่งที่พวกเราทำคือการรวบรวมเงินพัฒนาสังคมจากแหล่งทุนต่างๆ ไม่ว่าจะจากสถาบันต่างๆ กองทุนพัฒนาสังคมข้ามชาติ หรือว่าเงินของบุคคลทั่วไป และจากนั้นเราก็นำไปลงทุนกับองค์กรพัฒนาสังคมต่างๆ ที่เราเห็นว่ามีประสิทธิภาพ และไม่ค่อยจะมีใครสนใจสนับสนุนกัน เช่น เวปไซต์ที่ทำเรื่องสื่อเสรี เครือข่ายนวัตกรรมเกษตรที่ช่วยชาวบ้านลดรายจ่าย ปีละเป็นแสน หรือว่าโครงการที่จะช่วยให้ชาวบ้านไม่ต้องซื้อไฟจากกฟผ.ไปอีกนานด้วยเครื่องปั่นไฟพลังน้ำแสนทรงพลัง พูดง่ายๆก็คือเรา พยายามโค่นล้มรัฐบาล (ล้อเล่นนะ) ด้วยการทำตัวเป็นผู้กำหนดงบประมาณซะเอง เปรียบได้เหมือนกับยอดปิรามิดที่จะช่วยส่งทรัพยากร ทางสังคมไปให้กับองค์กรพัฒนาสังคมที่เหลือในประเทศ โดยอาศัยทุนทางสังคมที่มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป
    และแน่นอน มันเป็นงานที่หนัก ก็เหมือนกับทุกๆงานที่คนอื่นเค้าทำกัน ผมได้นอนวันล่ะ 4-5 ชม. ต้องนั่งจ้องคอมเกือบจะทั้งวัน เงินเดือนก็น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ส่วนวันหยุดแทบจะเรียกได้ว่ามีแค่ในนาม  และแน่นอนว่ามันคือสาเหตุของอาการปวดร้าวยามตื่นของผม

    แต่...

    ...แต่อย่างน้อยผมก็อยากจะคิดว่าอาการเจ็บหลัง ปวดมือของผมนั้น มีความหมายมากกว่าอาการแบบเดียวกันของ พนักงานบริษัทนำเข้าปลาเข้ากระป๋องที่ทำงานหนักเกินไป ผมอยากจะมองตัวเองในฐานะผู้ที่เสียสละเพื่อบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่า เมื่อเทียบกับ “คนส่วนใหญ่” ที่ไหลไปตามกระแสชีวิตและมีชีวิตอยู่สำหรับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น

   “แต่แล้วมันจริงรึเปล่า...”

    ....นี่ก็คืออีกอาการที่ผมมีเกือบทุกเช้า

    อย่างหนึ่งที่ผมรู้ว่าผมเป็นแน่ๆก็คือ “นักปราชญ์” นี่ไม่ใช่การสรรเสริญตัวเองแต่อย่างใด ถ้าหากเราลองทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “ปรัชญา” ดูใหม่ คำคำนี้หมายถึงการศึกษาเหตุผลของการมีอยู่ของทุกสิ่ง โดยเฉพาะการมีอยู่ของ “ชีวิต” และถ้าหากเราแปลคำว่า “นักปราชญ์” อย่างตรงไปตรงมาว่า “ผู้ที่ศึกษาปรัชญา” ล่ะก็ การบรรยายตัวเองว่าเป็นนักปราชญ์ ก็หมายถึงการเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการดำรงอยู่ ของตัวเองตลอดเวลานั่นเอง ซึ่งไอนิสัยขี้สงสัยนี่ก็เป็นลักษณะของผมมาตั้งแต่ยังเด็กแล้ว และบางคนอาจจะบอกว่านักปราชญ์ก็เป็นแค่คนที่วันๆ เอาแต่ตีความหมายของประโยคต่างๆในหนังสือ ไม่ค่อยจะทำประโยชน์ที่จับต้องได้ให้กับโลกสักเทาไหร่ ผมว่านั่นอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้ พวกเรานักปราชญ์อาจจะถือได้ว่าเป็นคนที่เห็นแก่ตัวที่วันๆนั่งถามคำถามเพื่อประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น แต่ก็อีกนั่นแหละ    
    สุดท้ายแล้วการมองว่าคนเราทุกคนเห็นแก่ตัวก็อาจจะเป็นเรื่องที่สมจริงที่สุดก็เป็นได้  
    สุดท้ายแล้วคนทุกคนย่อมทำเพื่อผลประโยชน์ของตนในทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเพื่อความสบายใจหรือเพื่อความมั่งคั่งของตน อย่างในกรณีของผม ที่ผมเป็นนักปราชญ์ก็เพื่อที่จะหาวิธีการขจัดไออาการขี้สงสัยเรื้อรังยามเช้าของผมให้หมดไป ก็เท่านั้นเอง
   
    และเมื่อลองนำปรัชญามาใช้ในการแก้ปัญหาการวัด “คุณค่าของความปวดหลัง” ของ “คนส่วนใหญ่” และ “คนอย่างผม” ดู ผมคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์ที่จะลองเปรียบเทียบดูให้คนอย่างผมเป็นคนส่วนน้อยที่เชื่อว่าโลกกลมในสมัยที่ทุกคนเชื่อว่าโลกแบนดู การเปรียบเทียบดั่งนี้ไม่ได้เพื่อบอกว่าตัวเองรู้ดีกว่าคนอื่น เพียงแค่รู้สึกว่ายุคสมัยที่ทุกคนชื่อว่าโลกกลมและคนส่วนน้อยเชื่อว่าโลกแบนนั้นฟังดูไม่ค่อยสมจริงนัก
    ในสถานการณ์ดังกล่าว คนอย่างผมที่เชื่อว่าโลกกลมคงจะรู้สึกว่าตนนั้นแตกต่าง แต่ขณะเดียวกันก็ถูกต้อง ผมก็คงจะพยายามรวบรวมข้อมูลและหลักฐานทั้งหมดมานำเสนอมหาชนเพื่อสนับสนุนข้อสรุปของผม ที่ทำทั้งหมด ถ้าหากไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงและการยอมรับจากสังคม ก็คงเพื่อการให้อาหารอัตตาตนเอง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ความเชื่อในโลกที่แบนราบของมหาชนนั้น ไม่ได้มีที่มาจากข้อมูลและหลักฐานใดๆ หากแต่แตกหน่อมาจากความเชื่อของบุคคลทุกคนรอบตัวมากกว่าและย่อมถูกเปลี่ยนหรือหักเหได้ความเชื่อแบบเดียวกันเท่านั้น เพราะ ฉ นั้น สุดท้ายแล้วการถกเถียงกันระหว่างผมกับพวกเขาอาจจะวกกลับมาในเชิงสลับ ผมอาจจะเป็นฝ่ายถามซะเองว่า “คุณว่าโลกแบน พาผมไปดูขอบโลกหน่อยสิ” และแน่นอนว่าพอเราวกกลับมาที่เดิม คำอธิบายที่หลุดออกมาก็อาจจะเป็น “พวกเราหลงทางและไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรง” หรือถ้าหากใครยินดีที่จะเปลี่ยนสักหน่อย ก็อาจบอกว่า “ความจริงแล้วโลกเป็นรูปกรวยต่างหาก” และผมก็คงจะตอบกับไปว่า “เจ้ดแม๋”
    ผมไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วคนทั่วโลกยอมรับกันได้อย่างไรว่าโลกกลม แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่ายุคสมัยที่มีข้อถกเถียงปัญญาอ่อนอย่างที่ผมยกตัวอย่างไปเมื่อกี้นั้นคงจะยาวนานไม่น้อย แต่ท้ายที่สุด ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตามพอทุกคนเชื่อว่าโลกกลมหมด คนที่ถูกเรียกว่า “ไอพวกที่คิดว่าโลกกลม” ก็จะหมดไปจากโลกทันที
    ก็เหมือนกับการที่เราจะเรียกใครว่า “ผู้ขาย”ได้ ก็จะเป็นที่จะต้องมี “ผู้ซื้อ” เหมือนกับแม่เหล็กนั้นมีสองขั้วที่ตรงข้ามกันเสมอ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นแม่เหล็กอันเดียว และคงจะไม่มีทิศเหนือถ้าหากว่าไม่มีทิศใต้
    ไม่มี “คนอย่างผม” ก็ไม่มี “คนส่วนใหญ่”
    ไม่มี “คนส่วนใหญ่” ก็ไม่มี “คนอย่างผม”

    มันเป็นปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สองสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกันนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องดำรงอยู่ด้วยกัน พร้อมกัน และไม่สามารถแยกจากกันได้ 
ในทุกยุคทุกสมัยก็จะยังคงมีกลุ่มคนที่คิดและทำไม่เหมือนชาวบ้านต่อไป และถ้าหากว่าไม่มีชาวบ้าน พวกเขาก็คงจะไม่สามารถเรียกตัวเองว่าคิด ไม่เหมือนชาวบ้านได้ และในเมื่อทั้งสองฝ่ายไม่สามารถดำรงอยู่โดยไม่มีอีกฝ่ายได้ ผมก็คงจะต้องเอาสรุปว่าอาการปวดหลังของผม ไม่ดีมีค่ามากไปกว่าอาการปวดหลังของคนอื่นเลย ในแง่หนึ่งที่ผมต้องปวดหลังก็เพราะว่าคนอื่นเลือกที่จะไม่ปวดหลังจากต้นเหตุเดียวกับผม และในขณะเดียวกันผมก็ทำให้คนอื่นปวดหลังด้วยการเลือกที่เป็นอย่างที่ผมเป็นและขณะเดียวกันก็ยังใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปอยู่ บางทีข้อแตกต่างเดียวระหว่างผมกับเขาก็คือ เมื่อมีคนวาดรูปวงกลมทึบสีดำบนพื้นหลังสีขาว พวกเขาอาจจะมองเห็นลูกบอลสีดำ หรือไม่ก็ชาม ในขณะที่ผมอาจจะมองเห็นรูบนกำแพงสีขาว

   บางที “คนอย่างผม” กับ “คนส่วนใหญ่” อาจจะไม่มีคุณค่าในการดำรงอยู่ที่แตกต่างกันเลยก็เป็นได้
   แต่ถ้าหากว่าเราต้องมองฝ่ายหนึ่งเป็น “ผู้หลับใหล” และอีกฝ่ายเป็น “ผู้ตื่นแล้ว” ล่ะก็

   ...ผมก็แค่สงสัยว่าผมอยู่ฝ่ายไหน

 










25 Februar

เข้าใจว่าเบื่อการเมืองกัน แต่ข่วยกันนิดนะครับ จะเลือกตั้งกันอยู่แล้วเนื่อ

สวัสดีทุกคน

เข้าใจว่าสถานการณ์การเมืองตอนนี้มันช่างย่ำแย่ยวนใจเสียเหลือเกิน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เบื่อการเมืองมาก (เห็นหน้านายกฯก็ปวดอึแล้ว)แต่...
มันก็ยังไม่สิ้นหวังไปซะทีเดียว ยังเหลือสว.อยู่นะครับ อาจดูไม่สำคัญนัก แต่มันก็คือการเอาคนเข้าไปตรวจสอบไอพวกที่เราเบื่อๆกันอยู่นี่แหละ สำคัญมากที่จะต้องออกไปเลือกตั้งกันครั้งนี้

เพื่อเป็นการให้กำลังใจทุกคนที่กำลังอยากจะลาออกจากการเป็นประชาชนไทยกันอยู่แล้วเนี่ย ผมกับเพื่อนก็ช่วยกันทำ campaign online ที่ชื่อว่า "เบื่อการเมือง... แต่" ขึ้นมา โดยเข้าไปดูวิดีโอที่พวกเราทำขึ้นมาได้ที่นี่ครับ

http://www.youtube.com/watch?v=ywEjbAfDtDw

หวังว่าทุกคนจะชอบกันนะครับ ถ้าชอบก็ช่วยส่งต่อไปให้ทุกคนให้มากที่สุดนะครับ

โดยวิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของ campaign online ที่พวกเราทำขึ้นมาเพื่อช่วยคุณรสนา ผู้สมัครเบอร์ 5 ในการเลือกตั้งสว.ครั้งนี้ ขอให้ทุกคนเข้าไปดูได้ที่

www.fanrosana.com/

 โดยทำขึ้นมาในฐานะ fan club ล้วนๆ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับการสนับสนุนทางการเงินหรือทางอื่นใดจากคุณรสนา อยากให้นี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ประชาชนสามารถทำได้เองเพื่อสนับสนุนผู้สมัครที่เราชอบกันนะครับ หวังว่าทุกคนจะช่วยกันสนับสนุนและออกไปเลือกตั้งกันนะครับ

สิงห์
ป.ล. ช่วยforwardกันเยอะเยอะเยอะเลยนะเออ + ใครเห็นด้วยเอา embed code ไปแปะกันเยอะๆลยนะ (กดที่คำว่า menu ใต้วิดีโอมันจะขึ้นมาให้ดู)
       

12 Februar

ตอบตามใจ 12

ตอบตามใจ 12

    ถ:สวัสดีคะ พอดีอ่านเจอในแพรวสุด ก็เลยเมลมาให้คุณช่วยตอบ วันหนึ่งคุณรู้สึกอยากจะเปลี่ยนงานแต่คุณไม่กล้าที่จะบอกหัวหน้าคุณ คุณจะบอกไงค่ะ ขอบคุณนะคะ
จืราภรณ์

     ต:โอสถ์ ช่างเป็นปัญหาโลกแตกจริงๆนะครับ ไอเรื่องนี้ ผมเจอไอเคสเดียวกันนี้ในเพื่อนผมก็มากมายหลายคน โอสถ์ ทางที่ดีนะผมว่าเรื่องพวกนี้ถือคติเห็นแก่ตัวเป็นดีที่สุดสุดท้ายมันก็ชีวิตเราแหละเน่อ ถ้าเอาความเกรงใจมานำผมว่าก็เท่านั้น หัวหน้าเค้าอย่างมากก็น้อยใจและบ่นว่า “ชิ ใช่ซี่ ฉันมันไม่เก่งเหมือนบรรหารนี่” ไปสองสามอาทิตย์แต่เชื่อว่าสุดท้ายหัวหน้าที่รักก็คงจะทำใจได้และหาลูกน้องคนใหม่มาใช้สอยต่อไป ส่วนตัวเราเองหากจะทนทำต่อไปก็คงจะเป็นทุกมากกว่าเยอะ บ่นให้ใครฟังไปก็ไร้ผลเพราะว่าสุดท้ายก็ติดอยู่ตรงจุดเดิมอยู่ดี เปรียบได้เสมือนกับนางเอกหนังเกาหลีที่เป็นโรคลูคิเมีย(มันเกี่ยวอะไรกัน) แต่ถ้าไม่กล้าบอกจริงผมก็ขอแนะนำให้แกล้งป่วยเป็นริดสีดวงอย่างอุกอาจ ลาซะอย่างละม่อม เปลี่ยนเบอร์และไม่อย่างกรายไปใกล้ออฟฟิศในระยะ 3 กิโลเมตรเป็นเวลาสิปแปดเดือนครับ
    .....
    ล้อเล่นนะ... อย่าไปทำจริงนะครับ ขี้เกียจรับผิดชอบ  :-P

    ถ:หวัดดีคุณสิงห์ เมื่อใหร่ประเทศเราจะสงบสุขสักทีและคุณคิดว่าการที่ประเทศหนึ่งจะสงบสุขต้องประกอบด้วยปัจจัยอะไรบ้าง ขอบคุณ
    ปล.ทำไมไม่เคยถ่ายรูปในลักษณะที่คนปกติถ่ายบ้างล่ะเนี่ย?
                                                                                                                                       Werayoot
    ต: ประเทศไทยสงบสุขรึเปล่า? ผมว่าตามมาตรฐานสากลเราคงต้องตอบว่าสงบสุขนะ สงครามกลางเมืองหรือนอกเมืองเราก็ไม่มี หากจะนับสามจังหวัดภาคใต้ก็ยังต้องถือว่าเกิดขึ้นในพื้นที่ที่จำกัดมาก อันนี้ไม่ได้บอกว่าประเทศเรานั้นดีอยู่แล้ว เพียงแค่ถ้าเราว่ากันเรื่องความสงบสุขในเชิงกายภาพแล้ว ผมก็ต้องถือว่าประเทศไทยนั้นดีกว่าหลายๆประเทศมากๆ (ดูอย่างพม่าสิครับ)
    แต่ผมก็เข้าใจว่าสิ่งที่คุณพยายามจะสื่อนั้นน่าจะเป็นเรื่องการเมืองและโครงสร้างอำนาจมากกว่า แต่ผมว่ารัฐบาลที่ได้จากการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะอยู่ได้นานนะครับ แต่ไม่ใช่เพราะว่ามีความเข้มแข็งหรือศักยภาพอันสูงส่งอะไรหรอก แต่มีเหตุผลอื่นครับ หากจะลองคิดดู ก็อย่างที่รู้ๆกันว่ารัฐบาลนี้ ไม่ได้ใกล้เคียงกับการเป็นขวัญใจชนชั้นกลางเท่าไหร่นัก และก็ได้เห็นกันแล้วว่าการยึดฐานเสียงรากหญ้าแค่อย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าคุณจะอยู่ยงคงกระพันธ์ แต่หลังจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาผมว่ามันมีกระแสใหม่ที่แข็งแรงมากเข้ามาอยู่ตรงกลาง นั่นก็คือกระแส “ท้อ” หรือว่า “เบื่อการเมือง” ซึ่งไม่ได้มีอิทธิพลกับแค่คนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้สนใจสังคมอยู่แล้ว แต่การที่สู้กันมาแทบตายในปีครึ่งที่ผ่านมา และสุดท้ายก็ได้อีตานี่มาเป็นนายกฯเนี่ย มันส่งผลให้ความท้อแท้แผ่ขยายไปสู่กลุ่มคนที่ก่อนหน้านี้มีพลังและความตั้งใจจริงในการขับเคลื่อนสังคมจนหมดกำลังใจไปตามๆกัน ไม่ว่าจะเป็นคนรอบตัวผมที่จัดได้ว่าเป็น “ปัญญาชน” หรือว่า “คนหนุ่มสาวไฟแรง” พอลองถามเรื่องการเมืองดู ก็พากันส่ายหัวถอดหายใจไปตามๆกัน ผมเลยเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงที่มีกำลังมาจากประชาชนในช่วงนี้คงจะเป็นไปได้ยาก และขั้วอำนาจอีกขั้วหนึ่งก็ดูเหมือนว่าจะเริ่มถอยเข้าคลองไปเพราะว่าเข็ดกันแล้วมั้งครับ
เพราะ ฉ นั้นผมว่าถ้าเราอยากได้ “ความสงบสุข” ที่ต้องแลกมาด้วยการปล่อยให้รัฐบาลชุดนี้ครองเมืองไปอีกสักสองสามปี ผมว่าเราได้ค่อนข้างจะแน่นอนครับ แต่ในมุมมองของผม ก็ไม่จำเป็นที่คำว่า “สงบสุข”จะต้องเป็นเรื่องดีเสมอไป มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นความสงบสุขที่หยุดนิ่งอยู่ที่สภาวะไหนด้วย (โดยส่วนตัวรับไม่ได้กับ นายกฯและก็มหาดไทฯที่สุดแล้ว แม่เจ้าคุณเอ๊ย~~~) และที่แย่ที่สุดก็คือถึงแม้จะเอาระเบิดไปปาทำเนียบ เรื่องก็ไม่จบ ทุกอย่างมันอยู่ที่โครงสร้างน่ะครับ ถ้าอยากได้ความสงบที่ไม่ต้องแลกกันขนาดนี้ผมว่าเราก็ต้องมีประชาธิปไตยที่แข็งแรงกว่านี้อย่างมากครับแต่ก็อีกนั่นแหละ ผมเขียนข้อความนี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พอตีพิมพ์จริงๆจะเกิดอะไรขึ้นบ้างแล้วก็ไม่รู้

      ไปดูนี่ซะ http://www.fringer.org/?p=318 โกรธโว้ย

ป.ล.คุณหมายถึงรูปผมดูดีเกินมนุษย์ทุกรูปเลยใช่หรือเปล่า ผมรู้ครับ มีคนบอกบ่อย หนักใจครับ (ถุย!)

    ถ: ดีค่ะ...^_^ -- ช่วยตอบให้หายข้องใจที --... คือ ไม่เข้าใจว่า เดี๋ยวนี้โทรทัศน์ไทยเป็นอะไร ทำไมมันต้องมีส่ง sms ความคิดเห็นด้วย มันน่ารำคาญอ่ะ ... บางทีก็ไม่ได้ อยากอ่านหรอกนะ แต่มันโชว์ขึ้นมาซะเกือบครึ่งจอ ซะขนาดนั้น ใครไม่สะดุดตาก็บ้าแล้ว เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นว่า ถ้าที่บ้านมี ทีวี 30นิ้ว คงได้เห็นจอภาพจริงๆแค่ประมาณ 27 นิ้ว
                                                                                                                                                                                                          suparom prasatkaew
      ต: ง่ายๆครับ เหตุผลก็คือรายได้นั่นเอง แบ่งกันสามทางระหว่างเจ้าของสถานี ผู้ผลิตรายการ และผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เมื่อผู้เกี่ยวข้องในการผลิตรายการมีแรงจูงใจกันขนาดนี้แล้ว ผมว่ามันก็ผิดธรรมชาติไปค่อนข้างเยอะนะครับ ถ้าหากว่าไอธุรกิจตรงนี้มันจะหายไป อย่างของเอเอฟผมคุยกับเจ้าของรายการ ถ้าจำไม่ผิดรายการนี้ก็มีรายได้จาก sms มากกว่า 20 ล้านบาทต่อหนึ่ง season
      แต่ก็อีกนั่นแหละ แค่บางสิ่งเป็นธรรมชาติของธุรกิจ ก็ใช่ว่ามันจะต้องเป็นเรื่องดีเสมอไป ส่วนตัวแล้วผมเป็นคนที่สนับสนุน Liberalism หรือว่าลัทธิเสรีนิยมเป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถึงแม้ว่าตัวคอนเซปของไอการส่ง sms นี้ อาจจะฟังดูดีเหมือนกับว่าเป็นการส่งเสริมเสรีนิยม ให้คนได้ออกความเห็นเพื่ออภิปรายประเด็นเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปที่ดีกว่า แต่เอาเข้าจริงๆ ธรรมชาติของมนุษย์ก็มักจะทำให้ทุกอย่างที่ดีในเชิงหลักการพังในเชิงปฏิบัติเสมอ กล่าวคือเสรีนิยมที่แท้จริงนั้น คือการออกความเห็นโดยมีพื้นฐานจาก “ความเป็นจริง” และ “ตรรกะที่สมบูรณ์” และที่สำคัญคือทุกคนต้องรับผิดชอบในความเห็นของตน โดยสรีชนที่แท้จริงจะไม่หยุดอยู่แค่นั้น เสรีชนที่แท้จริงจะนำเอาความคิดที่ตกตะกอนแล้วไปใช้ในการสร้างรากฐานของการใช้ชีวิตและการกระทำอีกด้วย มิเช่นนั้นความคิด วาจา และการกระทำก็จะไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน และไม่สามารถถือเป็นอิสระอย่างแท้จริงได้ แต่เมืองไทยเรารับอะไรก็เอามาแต่เปลือกแหละครับ ไม่ใช่แค่sms แต่รวมถึงพวก web board หรือพวก forumต่างๆในอินเตอร์เน็ตด้วย วันๆเข้าไปผมก็เจอแต่พวก “เกรียน” เต็มไปหมด (พวกที่วันๆสักแต่ด่าอย่างไร้เหตุผล ไม่ดูตาม้าตาเรือนั่นแหละครับ) และใครพูดอะไรก็ไม่เคยต้องรับผิดชอบเลย แม้กระทั่งพวกที่ชอบสัญญาออกทีวีก็ตาม แต่ก็อีกนันแหละ ผมด่ามากไปเดี๋ยวกลายเป็น “เกรียน” ไปซะเอง ว่าแล้วออกไปทำอะไรดีๆกันดีกว่า อย่าเอาแต่นั่งบ่นเลยคราบ

       ถ:ถ้าความตายเป็นสิ่งแน่นอน แล้ว ความแน่นอนคือความไม่แน่นอนถ้างั้น แม้แต่ความตาย ก็เป็นสิ่งไม่แน่นอนด้วยสิ เอ๊ะยังไง งง?!!" ช่วยอธิบายด้วยคับ ขอบคุณคับ
Icoolpk
       ต: ก็เหมือนกับการที่ชาวอุดรฯชอบกินไข่เจียว และวงเฉลียงก็มีเพลงไข่เจียว เพราะ ฉ นั้นวงเฉลียงจึงมาจากอุดรฯกันทั้งวง แต่ขณะเดียวกันทักษิณหน้าเหลี่ยม แต่ไข่เจียวนั้นออกไปทางกลม ทักษิณจึงไม่ใช่ชาวอุดรฯ และชาวอุดรจะหน้ากลม สมฤดี นั่นแหละครับ