Singha 的个人资料Toilet for thoughts...照片日志留言簿 工具 帮助

日志


9月28日

ตอบตามใจ 3

ตอบตามใจ 3

 

:พี่สิงห์ค่ะ ตอนนี้เปาบุ้นจิ้น กะจั่นเจา  เป็นไงบ้างอ่ะ ฝากบอกเค้าด้วยนะค่ะว่า คิดถึงมากกกก

BooNy++AveE

 

: พวกเขาแต่งงานอยู่กันอย่างมีความสุขที่เกาะซิซิลีทางตอนใต้ของอิตาลีครับ ท่านเปาหลังจากได้ค้นพบธรรมชาติของความเป็นนารีเพศในตนเอง ด้วยความเป็นผู้รักความยุติธรรม จึงก่อตั้งกลุ่มเกย์การเมืองชาวจีนประจำประเทศอิตาลีขึ้น กลุ่มนี้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเรียกร้องสิทธิเกย์จากจีนแผ่นดินใหญ่ที่ไปตั้งรกรากอยู่ในอิตาลีรวมทั้งเผยแพร่คำสอนของกระเทยรุ่นใหญ่ทั่วโลก อาทิเช่น Rudy
Giuliani
(ผู้ว่านิวยอร์คซิตี้ตอนเกิด 9-11 ตอนนี้ลงสมัครประธานาธิบดีสหรัฐฯอยู่ มีข่าวลือว่าชอบใส่ชุดราตรีอยู่ในบ้านตัวเอง) John Maynard Kaynes (บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์มหภาคของโลก คนนี้เขาก็ลือกันว่าใช่) หรือแม้กระทั่งกษัตริย์อเล็กซาน-

เดอร์มหาราช (อันนี้ใครดูหนังคงจะรู้นะ โอ้ว!เฮฟาเฮสเตียน(แฟนพระองค์)ของข้า) ส่วนจั่นเจาก่อนจะแต่งงานได้ศึกษาต่อทางด้านภาษาศาสตร์ที่หมาวิทยาลัยในเมืองมิลานจนจบปริญญาเอกเป็นดอกเตอร์จั่นเจา ปัจจุบันรับจ้างคิดคำศัพท์ใหม่ให้กับวงการกระเทย อาทิเช่น หน้าเน่าเป้าเริ่ดซึ่งแปลว่าผู้ชายที่หน้าตาเหียกมากแต่ว่ามีอาวุธลับขนาดมหึมาสร้างความพอใจได้เหลือคะนานับ เป็นรากศัพท์ของคำว่า หน้าเน่าเป้าผีบอดี้เริ่ดแปลว่าผู้ชายที่หน้าตาก็แย่ไข่ก็เล็กแต่หุ่นล่ำงามตา นอกจากนั้นดอกเตอร์จั่นเจาก็ยังอุทิศคำว่า ล้างตู้เย็น ให้กับวงการกระเทยโลก ซึ่งเป็นการเรียกการตุ๋ยให้ยาวกว่าเดิมนั่นเอง ใครเกิดไม่ทันก็จะไม่รู้ว่าคำว่าตุ๋ยนั้นเป็นคำที่เกิดมาจากข่าวฉาวเกี่ยวเนื่องกับข้าราชการผู้ใหญ่ฉายาว่าตุ๋ยซีเจ็ดไปลวนลามเด็กชายมากมาย แต่ไม่เนียนจนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวคาวรักและคำว่าตุ๋ยจึงกลายเป็นสำนวนหมายถึงการ.... เอ่อ.. นั่นแหละครับ ไปในที่สุด

                เฮ้ย! คำพวกนี้มันมีจริงๆนะเฟร่ย! (เพื่อนที่เป็นกระเทยบอกมาครับ)

           

: พี่สิงห์คิดเห็นยังไงกับคำกล่าวที่ว่า..

                "การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่สามารถใช้เทคโนโลยีเพียงประการเดียว และจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ถ้ายังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้"อ่ะคะ

                                -OnlY mE MiZZ ZamilE

 

: ดีครับ มามีสาระกันบ้าง

                มันก็จริงนะครับ หากน้องลองมองคำว่าเศรษฐกิจให้กว้างขึ้น ตลาดก็คือที่ที่พลังสองด้านมาเจอะกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อกับผู้ขาย ผู้ผลิตกับเจ้าของวัตถุดิบ พ่อค้ายากับคนติดยา ตำรวจกับโจร ผู้บริจาคกับผู้เรี่ยไร คมช.กับไทยรักไทย กอล์ฟไมค์กับเด็กสาวมอต้น  หรือแม้กระทั่งศาสนากับมนุษย์ คู่ความสัมพันธ์เหล่านี้ล้วนมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือฝ่ายหนึ่งดำรงหรือว่ามีตัวตนอยู่ได้ก็เพราะว่ามีอีกสิ่งหนึ่งอยู่  หากไม่มีโจรก็ไม่มีตำรวจ หากไม่มีเหล่าเด็กสาวผมยาวเท่าติ่งหู กอล์ฟไมค์ก็คงไม่ได้เกิด หรือว่าถ้าหากไม่มีเรา เหล่ามนุษย์ผู้อ่อนแอ ศาสนาก็คงจะไม่ใช่สิ่งจำเป็น จะพูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่าการมีอยู่ของฝ่ายหนึ่งทำให้เกิดความต้องการหรือว่าอุปสงค์ (Demand)ในอีกฝ่าย และเมื่อมีความต้องการในสิ่งที่ฝ่ายหลังนำเสนอ จึงต้องมีการตั้งราคาขึ้นเพื่อทำให้เกิดแรงจูงใจในการสร้างอุปทาน(Supply) ซึ่งอาจจะออกมาในรูปแบบของเงินหรือไม่ก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นคนบำรุงศาสนาด้วยศรัทธาในรูปแบบต่างๆ ซึ่งการแสดงออกซึ่งศรัทธาก็มีต้นทุนมาจากหลายๆอย่าง ทั้งเวลา แรงงาน และแน่นอนว่าเงินก็ถือเป็นส่วนสำคัญ

                ประเด็นที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับนามธรรมที่เรียกว่าตลาดก็คือ ต้องมีใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้จ่ายราคา ไม่ได้เพราะว่าอยาก แต่เป็นเพราะไม่มีใครจ่ายให้ และถ้าไม่จ่ายก็ไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ยกตัวอย่างเช่นหนูนวลต้องทำงานรีดนมวัวทุกเช้าเพื่อจะหาตังค์ไปซื้อขนมถุงเพื่อสะสมการ์ดดราก้อนบอลที่แถมมาด้วยให้ครบชุด(สมัยนี้เค้ายังมีกันอยู่ไหมหว่า) หนูนวลต้องรีดนมวัวเองเพราะว่าแม่ไม่ยอมซื้อให้ และป้าร้านขนมก็ไม่ได้ใจดีขนาดจะให้ฟรีเพราะว่าสงสาร ในขณะเดียวกันหนูนวลไม่เคยต้องทำงานเพื่อแลกกับอากาศที่หายใจหรือเพื่อให้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย นั่นก็เพราะว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของอากาศเลยไม่มีใครเอาไปขายได้ ในขณะที่กฎหมายใช่ว่าไร้ต้นทุนการผลิต แต่คนไทยทั้งประเทศได้ร่วมกันจ่ายต้นทุนนั้นผ่านทางเงินภาษีไปแล้ว ซึ่งรวมถึงส่วนของหนูนวลด้วย เพราะ ฉ นั้นหนูนวลจึงคิดว่ากฎหมายได้มาฟรีๆ ทั้งที่ความจริงสังคมไทยที่เหลือเป็นผู้เสียราคาให้หนูนวลได้มาซึ่งสิทธิอันชอบธรรม

                หันมามองเรื่องสิ่งแวดล้อม โลกร้อนขึ้น น้ำทะเลยกระดับ หมีขั้วโลกร้อนตาย ถามว่าใครเป็นผู้เสียประโยชน์ครับ (ถ้าตอบว่าหมีจะตบหัวให้) ใช่ครับ มนุษย์ทั้งโลกเป็นผู้เดือดร้อน และในตลาดสำหรับเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ถามว่าใครจะเป็นฝ่ายDemand แน่นอนก็ต้องเป็นเหล่ามวลมนุษย์อีกเหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกันการที่ทุกคนจะคิดแบบเดียวกับที่หนูนวลคิดเกี่ยวกับกฎหมายมันก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ บุคคลหนึ่งย่อมคิดว่านี่เป็นเรื่องส่วนรวมและสังคมต้องยอมจ่ายเพื่อมัน เพราะ ฉ นั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องควักกระเป๋าของตัวเขาเองมาจ่ายให้กับมนุษย์ทั้งโลก เพราะว่ามนุษย์ทุกคนคิดแบบนี้เป็นธรรมชาติ (ลองถามตัวเองดูสิครับ คุณไม่คิดบ้างเหรอว่า เดี๋ยวก็มีใครทำอะไรเอง อยู่เป็นนิจ) จึงไม่เกิดDemandสำหรับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง พูดอีกอย่างได้ว่าว่าปัจเจกบุคคลไม่นำเอาต้นทุนหรือว่าภาระทางสังคม(Social Cost)มาคิดรวมกับภาระส่วนตัว(Private Cost) เมื่อไม่มีใครต้องการมัน เทคโนโลยีเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมก็เลยไม่มีราคา ไม่ว่ามันจะดีหรือว่ามีประสิทธิภาพแค่ไหนก็ตาม เมื่อไม่มีราคา บริษัทและองค์กรเอกชนทั่วไปก็เลยไม่ให้ความสนใจและไม่ทำการผลิต เพราะ ฉ นั้นเราจะโทษบริษัทใหญ่ว่าละโมบโลภมากไม่คิดถึงส่วนรวมอยู่เรื่อยไปไม่ได้หรอก เพราะว่าสิ่งที่ถูกพลิตออกมาก็คือสิ่งที่มีราคาซึ่งสะท้อนความต้องการของพวกเราทุกคนนั่นเอง      

                ด้วยเหตุนี้ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม นอกจากจะต้องพึ่งพัฒนาการทางเทคโนโลยีแล้ว จำต้องมีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อให้ทุกๆคนนำเอาSocial Costมาคิดเป็นส่วนหนึ่งของPrivate Costด้วย ยกตัวอย่างเช่นที่การที่ราคาน้ำมันกระโดดขนาดนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดังกล่าว เพราะแม้แต่คนที่เห็นแก่ตัวอัปปรีย์ขมูขีที่สุดในโลกก็ยังต้องลดการบริโภคพลังงานลงเพราะว่ามันแพงฉิบหายเลยครับพี่น้องเอ้ย และตาบ้านั่นก็ได้ช่วยโลกไปพร้อมกับช่วยตัวเอง (ไม่ได้ลามกนะ) โดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลย บางประเทศก็มีการใส่ใจในประเด็นนี้ในระดับที่มากขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างเช่น อังกฤษซึ่งมีการกำหนดอัตราการปล่อยคาร์บอนที่แต่ละบุคคลจะทำได้ในแต่ละปี หากใครเกินก็ต้องเสียค่าปรับสุดโหด หรือใครใช้ไม่หมดก็สามารถเอาคาร์บอนเครดิตไปขายให้กับคนที่ต้องการได้ เป็นการสร้างแรงจูงใจในการลดคาร์บอนไปในตัว แต่แน่นอนว่าระบบแบบนี้ต้องมีวิธีการตรวจสอบที่ปึ้กมากจึงจะทำได้ ซึ่งประเทศไทยยังห่างไกลครับเอ้ย 

 

               

 

9月4日

ตอบตามใจ 2

Q:พี่สิงห์คะ ดัชนีGNHเค้าวัดยังไงเหรอคะ ใช้อะไรเป็นตัวชี้วัด

-OnlY mE MiZZ ZamilE

 

A: คอนเซปของค่า GNH (Gross National Happiness) ถูกคิดขึ้นในปี 1972 โดยกษัตริย์ Jigme Sangye Wangchuck แห่งราชวงศ์วังชุกของประเทศภูฐาน (พระราชบิดาของเจ้าชายจิ้กมี่นะแหล่ะครับ) โดยGNHเป็นตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ที่แตกหน่อมาจากหลักคำสอนของศาสนาพุทธที่ถือว่าความสุขของคนไม่ได้อยู่ที่วัตถุอย่างเดียวและพยายามจับหลักในการวัดความสุขของคนทั้งประเทศโดยมองก้าวข้ามความเจริญทางด้านวัตถุไป GNHถูกทำให้เป็นนโยบายทางการของรัฐบาลภูฐานเมื่อปี1998 ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Lyonpo Jigmi Thinley 

นักเศรษฐศาสตร์หลายๆคนถือว่าGNH นั้นเป็นตัวบ่งบอกความเป็นดีอยู่ดีของประเทศหนึ่งๆซึ่งถือได้ว่าอยู่ในระดับที่เหนือกว่าค่าGDP (Gross Domestic Product) ที่ไม่เพียงพอในการบ่งบอกถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง ยกตัวอย่างเช่น GDPเติบโตปีละ x % แต่ในx %นั้นก็เหมารวมการขายเหล้า บุหรี่ และปืนเข้าไปด้วย (ตาหน้าเหลี่ยมจะรู้ไหมเนี่ย) แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเราเอาการขายปืน เหล้าและ บุหรี่เข้าไปใช้ในการคำนวณGNH การเสพย์วัตถุมอมเมาย่อมทำให้ค่าGNHลดลง

แต่ในความเป็นเป็นจริง ความสุข ของคนเราไม่ใช่สิ่งที่วัดกันได้ง่ายๆ (หมาลัยฯ ดังๆบางแห่งมีวิชาที่ว่าด้วยการค้นหาว่าอะไรคือความสุขเปิดสอนด้วยนะครบ) การวัดค่าGNHที่เป็นมาตรฐานระดับนานาชาติจริงๆนั้นยังไม่เกิดขึ้น แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกได้มีการสัมมนาทางเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการวัดค่าGNH และได้ข้อสรุปคร่าวๆถึงมิติของความสุขของคนในสังคม ซึ่งก็คือคุณภาพของโภชนาการ ที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม การศึกษา ประกันสุขภาพ วัฒนธรรม การรับรองสิทธิมนุษยชน การพึ่งพาตนเอง และความสัมพันธ์ทางสังคม เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นตัวเลขที่น่าจะนำมาใช้ประกอบในการวัดค่าGNHได้ก็เช่น ตัวเลขการเกิดอาชญากรรม อายุของประชากรโดยเฉลี่ย ดัชนีการคอรัปชั่นของรัฐบาล หรือว่า เปอร์เซ็นของคนที่จบการศึกษาเกินระดับมัธยม ฯลฯ (ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ภูฐานใช้อยู่) แต่ก็อย่างที่บอกไปละครับ วิธีที่เป็นมาตรฐานก็ยังไม่มี แต่ในอีกไม่นานก็คงมีการพัฒนาวิธีการวัดที่แน่นอนออกมาผ่านทางเสวนาวิชาการที่ยังคงมีอยู่เรื่อยๆ และครั้งล่าสุดนี้ก็ไม่ได้ไปจัดกันที่ไหนครับ ที่กรุงเทพของเราที่เอง โดยจะจัดขึ้นในวันที่22-28 พฤศจิกายน 2550 โดยมีหัวข้อการสัมมนาว่า Gross National Happiness "Towards Global Transformation. World Views Make A Difference" ครับผม

นอกจากนี้ยังมีดัชนีอีกหลายๆอันที่น่าสนใจและเข้าใกล้เคียงกับGNHมากกว่าที่GDPเป็น หนึ่งในนั้นก็เช่นค่า GPI (Genuine Progress Indicator) หรือแปลตรงๆว่าดัชนี ความก้าวหน้าบริสุทธิ์ที่สถาบัน Redefining Progressของอเมริกาคิดออกมาทุกปี โดยค่าGPIจะรวมบางรายการที่GDPไม่ได้รวมอย่างเช่นมูลค่าของงานดูแลบ้านที่คุณแม่บ้านทำกัน หรือว่างานอาสาสมัคร และนับบางรายการที่GDPเหมาเป็นบวกให้เป็นลบแทน อย่างเช่นเงินที่รัฐลงทุนเพื่อจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือว่างบประมาณเพื่อลดปัญหาด้านอาชญากรรมเป็นต้น เพราะGPIถือว่าการที่รัฐต้องเสียเงินกับเรื่องพวกนี้มากขึ้นแปลว่าประเทศกำลังถดถอยลงในเชิงคุณภาพชีวิต  

 

Q: พีสิงห์ครับ ผมได้ข่าวมาว่าช่วงช่วงกับหลินหุ้ย หมีแพนด้าที่เชียงใหม่มันไม่ยอมมีลูกกัน ผมเป็นห่วงมากเลย กลัวว่าประชากรแพนด้าจะลดลงมากกว่านี้ พี่สิงห์คิดว่าจะมีวิธีไหนทำให้เจ้าสองตัวนี้มันผสมพันธ์กันได้บ้างครับ

-Potter1331

 

A: เผอิญจบตรีเศรษฐศาสตร์มานะครับ เขาไม่ได้สอนเรื่องการปลุกเซ็กแพนด้าซะด้วย (โว้!)  แต่ถ้าเป็นผมจะลองเอาไวอากร้าผสมยาดอง รดต้นไผ่ที่เจ้าพวกนั้นกินดูนะ หรือไม่ก็เอาคนใส่หัวหมีไปเล้าโลมกันในกรง เพื่อมันจะเกิดอารมณ์

            อย่างไรก็ตาม เพื่อประดับเกร็ดความรู้ ผมได้ไปอ่านตำราวิกิพีเดียโบราณเพื่อศึกษาเกี่ยวกับการสืบพันธ์ของแพนด้ามา มีบางอย่างที่น่าสนจีเดียว อย่างเช่นว่าหมีแพนด้าจะโจ๊ะกันท่าเดียวเท่านั้นคือทางด้านหลังแบบdoggy style และเวลาในการประกอบกิจกรรมกิ้วๆของแพนด้าจะกินเวลาเพียงแค่ 30 วินาที(ฮ่าๆๆๆ! อ่อนว่ะ) แพนด้าใช้เวลาตั้งครรภ์ประมาณ 3 ถึง 5 เดือน ลูกที่ออกมาจะมีน้ำหนักประมาณ 1/900ของแม่ หนักประมาณ 1-2โลฯ เนื่องจากว่าแพนด้าแบเบาะจะต้องการการดูแลอย่างมาก(แม่ต้องให้นมทุกครึ่งชั่วโมง) ถ้าหากว่าคลอดออกมาสองตัวพร้อมกัน คุณแม่แพนด้าจะเลือกทิ้งลูกแพนด้าไปหนึ่งตัว ปล่อยให้ตายในป่าใหญ่ และที่สำคัญคือคุณพ่อแพนด้านั้นจะไม่มีส่วนช่วยในการเลี้ยงลูกแม้แต่นิดเดียว (เกิดเป็นชาย สบายหนักหนา...) นอกจากนี้ตำราวิกิพีเดียยังบอกอีกด้วยว่าแพนด้าที่เอามาขังไว้มักจะมีปัญหาไม่ยอมผสมพันธุ์เพราะไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง (ฮ่าๆๆๆ! อ่อนว่ะ)   

               

ใครคิดคำถามอะไรออกก็ช่วยโพสไว้ก็ได้นะครับ ผมจะได้มีอะไรไปเขียนด้วย 555 ช่วยๆกัน

แนวเดิมเดี๋ยวกลับไปเขียนครับ น่าจะอีกเดือนสองเดือน