Singha 的个人资料Toilet for thoughts...照片日志留言簿 工具 帮助

日志


8月25日

ย้ายบ้านแล้ว !!!!!!!!!!!!!!!!!!

จากนี้ไปจะย้าย blog ไปที่
http://wannasingh.wordpress.com
นะครับ

นี่จะเป็น post สุดท้ายที่นี่แล้ว
ใครที่แปะ linkไว้ที่ blogตัวเองหรือยังไงรบกวนช่วยแก้ addressให้ด้วยนะครับ
ขอบคุณมากมาย

ตอบตามใจ 25
ถ. ตอนนี้เรียนบัญชีปี4 จะจบเดือนมีนาที่จะถึงนี้ ช่วงนี้เพื่อนกำลังสมัครงานกัน บางคนที่จะจบสามปีครึ่งก็ได้งานกันแล้ว แต่ยังไม่สมัครอะไรกับเค้าซักอย่าง เพื่อนก็ด่าว่าทำไมเฉื่อยชาจัง แปลกมั้ยพี่ที่เราเรียนสายบริหารธุรกิจแต่ไม่อยากทำงานบริษัทหรืองานที่ เกี่ยวกับธุรกิจ   อยากให้พี่แนะนำว่านักบัญชีควรจะไปอยู่ตรงจุดไหนถึงจะทำงานเพื่อสังคมได้มาก
         จาก  ว่าที่นักบัญชี
ต. ความจริงแล้วคนที่เรียนสายบริหารธุรกิจมานี่แหละครับที่วงการพัฒนาสังคมกำลังต้องการมากที่สุด
ผมเองเมื่อตอนที่เรียนจบก็ไม่ได้รู้สึกต่างอะไรกับคุณมาก เพื่อนๆที่จบคณะเศรษฐศาสตร์ด้วยกันก็ต่างทยอยกันไปสมัครงานตามบริษัทใหญ่ๆ หรือไม่ก็ทำงานให้กับกิจการทางบ้าน ส่วนผมเองก็เกือบจะตามเขาไป (ไปสมัครงานที่หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์มา)แล้วแต่สุดท้ายก็ทำใจไปทำไม่ลงเพราะว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราเป็นจริงๆ
           จริงๆแล้วหลังเรียนจบผมก็ว่างงานอยู่ประมาณ 4 เดือน แต่ช่วงนั้นก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ค้นคว้าเรื่องงานพัฒนาสังคมไปด้วยเรื่อยๆ และก็เหมือนกับคุณ ผมพยายามลองหาแนวทางที่แนวคิดแบบเศรษฐศาสตร์และการบริหารงานแบบธุรกิจจะสามารถเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาสังคมได้ จนสุดท้ายก็ได้ไปรู้จักกับแนวคิดหนึ่งที่เรียกว่าองค์กรธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ตรงการระหว่าง องค์กรการกุศลทั่วไป (philanthropic organization) และธุรกิจเอกชน (Private business)
            กล่าวคือ องค์กรการกุศลเนี่ย ไม่ว่าจะมูลนิธิ NGO หรือ เครือข่ายอาสาสมัครใดๆก็ตาม จะมีการทำงานรูปแบบที่ไม่แสวงหาผลกำไรใดๆเลย โดยงานที่ทำก็จะเป็นการ “ให้” เป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่าในเชิงจริยธรรม นี่เป็นสิ่งที่ดี แต่ผลที่ตามมาก็คือองค์กรเหล่านี้ หากว่าไม่ได้เกิดมาจากความร่วมมือระดับนานาชาติหรือว่าเป็นผลพวงจากนโยบายรัฐ ในเชิงการปฏิบัติงาน องค์กรการกุศลก็มักจะต้องพึ่งพาทุนในรูปแบบที่เราเรียกกันว่าเงินให้เปล่า (Grant) ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาจากนโยบายรัฐ องค์กรทางการเมือง (เช่น UN หรือว่า World Bank) หรือว่าองค์กรธุรกิจใหญ่ๆที่มีงบด้านพัฒนาสังคม ซึ่งการพึ่งพาเงินให้เปล่าจากองค์กรเหล่านี้ ก็จะนำไปสู่ความไม่ยังยืนของการปฏิบัติงาน และการทำงานที่ไม่ตอบโจทย์ของของกลไกทางตลาด ทำให้ในระยะยาวสิ่งที่องค์การกุศลเหล่านี้ทำๆไป ก็อาจจะไม่มีผลจริงๆเลยก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะโดนภัยการเมือง ถูกตัดงบและต้องเลิกทำไปในที่สุด
            ในขณะเดียวกันองค์กรที่เป็นธุรกิจเต็มรูปแบบเลย จะเป็นองค์ที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง (Self Sustainable) เพราะว่ามีผลกำไรจากการประกอบการ และนอกจากนั้น ในการระดมทุนของภาคธุรกิจ (ที่มักจะเป็นในรูปแบบเงินกู้ ( Liability) หรือไม่ก็หุ้น (Equity)) ผู้ลงทุนจะสามารถเลือกที่จะลงทุนในธุรกิจที่ตัวเองเชื่อถือได้ เพราะจะมีการวัดผลและความน่าเชื่อถือ(Credit rating)ที่ค่อนข้างชัดเจนออกมาเป็นเป็นตัวเลข ทำให้ตลาดเงินทุนของทางด้านธุรกิจค่อนข้างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่ประสิทธิภาพในการกระจายทรัพยากรในที่สุดครับ (Efficiency in Allocation of Resource)
พูดสั้นๆอีกแง่ได้ว่า ภาคการกุศลนั้นมีจุดประสงค์ที่ดีพร้อม แต่ขณะเดียวกันก็ขาดการทำงานที่สมจริง ขณะที่ภาคธุรกิจนั้นมีประสิทธิภาพสูงแต่ก็ไม่ได้มีจุดประสงค์ในการทำให้สังคมดีขึ้นมากเท่าไหร่
           และแนวคิดเรื่อง Social Enterprise นั้นก็คือสิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองฟากนี่แหละครับ Social Enterprise ก็คือองค์กรธุรกิจที่ดำเนินงานโดยมีผลกำไรแต่ว่ามีจุดประสงค์ในการก่อตั้งก็เพื่อแก้ปัญหาสังคมครับ
           อธิบายไปอาจจะเปลืองกระดาษ เอาเป็นว่ายกตัวอย่างเลยดีกว่า มีองค์กรธุรกิจเพื่อสังคมองค์กรหนึ่งในแอฟริกาที่ชื่อว่า Play Pump เค้าต้องการแก้ปัญหาคลาดแคลนน้ำในหมู่บ้านตามชนบท เค้าก็เลยเอาปั๊มน้ำบาดาลไปติดตั้งไว้ยังที่ธุระกันดานต่างๆ และออกแบบให้ด้านบนของตัวปั๊มเป็น merry-go-round (ไอหมุนๆที่เด็กๆเล่นกันตามสนามเด็กเล่นน่ะครับ) และก็ให้เด็กๆมาเล่นกัน เมื่อเด็กเล่น น้ำก็ไหล เด็กก็สนุก คนก็มีน้ำใช้ และนอกจากนั้นเจ้าของปั๊มยังหาเงินได้ด้วย เพราะว่าเขามีป้ายบิลบอร์ดโฆษณาให้เช่าอยู่ที่ปั๊มทุกปั๊ม โปรเจ็คนี้ได้รับความสนใจจากชาวโลกค่อนข้างเยอะ ทำให้เขาเก็บค่าโฆษณาได้ค่อนข้างสูงทีเดียวครับ
          ส่วนงานที่ผมทำอยู่ตอนนี้ ผมไม่ได้เป็นผู้ประกอบการทางสังคมโดยตรง (Social Entrepreneur) แต่ผมช่วยระดมทุนและออกแบบธุรกิจทางสังคมให้กับคนที่เขาไปทำจริงๆมากกว่า คล้ายๆกับเป็น Social Investment Bank นั่นแหละครับ ส่วนงานบัญชีแบบ accountingตรงๆก็กำลังสำคัญมากในการบุกเบิก Social Audit ในประเทศไทย ซึ่งแปลเป็นไทยก็คือการตรวจบัญชีทางสังคม หรือพูดอีกแง่ก็คือการวัดผลกระทบทางสังคมออกมาเป็นตัวเลขให้ได้นั่นแหละครับ แต่ถ้าน้อง major management, marketing หรือ finance ก็มีอีกหลายแนวทางการทำงานที่ผมว่าน่าสนใจกว่า social audit ให้บุกเบิกครับ (เช่นการลงทุนภาคสังคม (Social Investment) เป็นต้น)
         ถ้างงยังไงก็เข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ www.changefusion.org ครับ ที่ทำงานผมเอง ตรงนี้ที่อธิบายมันน้อยครับ