Singha 的个人资料Toilet for thoughts...照片日志留言簿 工具 帮助

日志


5月15日

เปลี่ยนอารมณ์กันหน่อยนะครับ

Catalyst 7

โอลิมปิกเป็นเรื่องซีเรียสนะครับ

 

                ฉบับนี้ Image ขอให้ผมเขียนเรื่องโอลิมปิก

                แต่ตัวผมเอง นอกจากจะรู้ว่าโอลิมปิกครั้งนี้จัดขึ้นที่ประเทศจีนแล้ว ก็แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันอีกเลย ซึ่งพอรู้ตัวว่าจะต้องเขียนเรื่องนี้ ก็กะว่าจะลองหาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทางเครือข่ายโยงใยโยงยีข้ามชาติดู (อินเตอร์เน็ตนั่นแหละครับ) แต่จนแล้วจนรอด ผ่านมาเดือนกว่าๆก็มิได้ทำเสียที เวลาว่างที่เหลืออยู่น้อยนิดก็หมดไปกับการกระหน่ำกดจอยสติ๊กของเจ้าเครื่องเกมส์ Xbox 360ที่เพิ่งจะถอยออกมาใหม่ (สนุกอย่างรุนแรงคร้าบบบ พี่น้องเอ้ย !)

                มาวันนี้วันส่งต้นฉบับ ...อ่ะ ซวยแล้วนิ แล้วข้าพเจ้าจะเอาอะไรมาเขียนล่ะนี่...

            ผมจึงลองเขียนย่อหน้าแรกดูหลายๆรูปแบบ

                โอลิมปิกเป็นการแข่งขันกีฬาที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีมาตั้งแต่สมัยกรีกนะเออ  ซึ่งในสมัยนั้นเนี่ยนะ นักกีฬาที่เข้าแข่งขันจะมีแต่ผู้ชายเท่านั้นนะเออ(เสียงสูงขึ้น) และที่น่าสนใจก็คือนักกีฬาทุกคนจะทำการแข่งขันกีฬานานาชนิดโดยไม่ใส่อะไรเลยนะเออ(เสียงสูงมากขึ้นอีก) เปลือยกายล่อนจ้อน มะเขือแกว่งไกวลู่ลมชมแสงตะวัน (วัน....วัน ...วัน..วัน..น นนนน........)

                อืม...

...ไม่น่าจะผ่าน

ลองใหม่

โอลิมปิกเป็นการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติที่เกิดขึ้นทุกๆสี่ปี เพราะหากเกิดทุกปีก็จะมีบ่อยไป และถ้าจัดทุกทุกห้าปีก็จะทำให้มีถี่น้อยกว่าสี่ปี จึงไม่นิยมจัดกันทุกห้าหรือหกปี ในทางกลับกัน หากลองจัดทุกสองปีก็ย่อมทำให้เกิดการถกเถียงระดับนานาชาติว่าแล้วทำไมไม่จัดทุกสามปีดูล่ะ ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่เรื้อรัง ส่งผลให้การร่วมมือกันระหว่างกลุ่มประเทศมหาอำนาจเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนมีอันต้องเลื่อนออกไป...  

อืม...

...ไร้ประเด็น! ไร้ประเด็นเกิน

เอาใหม่

โอลิมปิกครั้งที่กำลังจะจัดขึ้นที่ประเทศจีนนี้ สำหรับตัวผมผู้ซึ่งไม่ค่อยจะสนใจการแข่งขันกีฬาไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆเท่าไหร่ กลับรู้สึกว่าโอลิมปิกครั้งนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ กล่าวคือกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่สองที่ถูกจัดขึ้นในประเทศที่มีระบอปการปกครองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย โดยประเทศคอมมิวนิสต์ที่เคยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกนอกจากประเทศจีนแล้ว ก็มีสหภาพโซเวียตอีกประเทศ ซึ่งโอลิมปิกในกรุงมอสโควนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี1980 ซึ่งเป็นช่วงที่สหภาพโซเวียตยังไม่ล่มสลายและกำลังแผ่แสงยานุภาพอันแกร่งกล้าออกไปทั่วยุโรป...

เฮ้ย... โอเคนิ ใช้ได้... ใช้ได้

เอาล่ะ... เขียนต่อเลยดีกว่า

...ช่วงที่สหภาพโซเวียตยังไม่ล่มสลายและกำลังแผ่แสงยานุภาพอันแกร่งกล้าออกไปทั่วยุโรป และก็...

และก็นะ...  

.....

ฉิบ...เขียนอะไรต่อดีหระ

 

เอาใหม่แล้วกัน

คำว่า โอลิมปิก มีรากฐานมาจากภาษาไทยสมัยโบราณ คำว่า โอ นั้นเพี้ยนมาจาก โย ซึ่งมักใช้เป็นคำขึ้นต้นกลอนหิบหอบที่นิยมร่ายเพื่อความบันเทิงในงานรื่นเริงมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เรื่อยมาจนถึงปลายยุคสุโขทัย ผู้ร่ายกลอนหิบหอบมักเป็นเพศชาย มีชื่อเรียกเฉพาะว่า หนุ่มหิบหอบ ส่วนวรรคที่ใช้คำว่า โย ในกลอนหิบหอบนั้นมีหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น โย โย แม่เนื้ออ่อนเอย ไปจนถึง โย โย วัดสัป วัดสัปมงคลอยู่ที่บางโพ ส่วนคำว่า ลิมปิก นั้นมาจากภาษา......

 อืม...

ลิมปิก นั้นมาจากภาษา ....

...

เอาใหม่อีกทีแล้วกัน

ตามตำนานกรีกโบราณกล่าวไว้ว่าผู้ที่ให้กำเนิดเกมส์โอลิมปิกก็คือวีรบุรุษผู้เปรียบเสมือนตัวแทนแห่งความแข็งแกร่งที่มีชื่อว่า เฮราคลีส ซึ่งเป็นบุตรแห่งเซอุส โดยวันดีคืนดีเฮราคลีสก็มีความคิดที่อยากจะเชิดชูเกียรติยศของเซอุสผู้เป็นพ่อด้วยการสร้างสนามกีฬาโอลิมปิกขึ้นมา ตามตำนานกล่าวไว้ว่าเฮราคลีสได้วัดความยาวรอบสนามแข่งขันด้วยการเดินทั้งหมด 400 ย่างก้าว และได้ขนานนามระยะทางนี้ไว้ว่า Stadion หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Stadium หรือ Stage นั่นเอง ซึ่งนี่ก็เป็นที่มาของการที่ลู่วิ่งในสนามกีฬาที่จัดการแข่งขันโอลิมปิกในปัจจุบันจะมีเส้นรอบวงยาว 400 เมตรเสมอ....

...

โอย!! ขี้เกียจอ่านวิกิพีเดียจริง

เอาใหม่!!!!

โอลิมปิก คันยิก ปิ๊กกาจู

โอรีโอ บองชู ชิซุกะ

โอเด็ดไซ้ร คอ พาราดอน

โอลชุมพร ไข่เจียว อร่อยดี

.........................

....

...ความหวังสุดท้าย สู้เว้ย!   

 

โอลิมปิกนั้นเป็นการแข่งขันกีฬาที่มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ โดยโอลิมปิกในยุคก่อนนั้นผู้เข้าแข่งขันจะเป็นชายหมดและจะเปลือยกายเข้าแข่งขัน สร้างความเสียวซี้ดเอฟเอ็มให้กับผู้เข้าชมเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันกีฬาโอลิมปิกจะจัดขึ้นทุกๆสี่ปี โดยประเทศเจ้าภาพจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ  ซึ่งกีฬาโอลิมปิกที่จะเกิดขึ้นในประเทศจีนในปีนี้นับว่าเป็นโอลิมปิกครั้งที่สองที่จัดขึ้นในประเทศคอมมิวนิสต์ โดยครั้งที่แล้วจัดที่กรุงมอสโควในสหภาพโซเวียตในปี 1980 ซึ่งนับเป็นยุคทองของสหภาพโซเวียต คำว่าโอลิมปิกนั้นมีรากศัพท์มาจาก โย ลิงเป็นหิด ในภาษาไทยโบราณ โดยตามตำนานพงศาวดารเล่าว่า ผู้ให้กำเนิดโอลิมปิกก็คือวีรบุรุษผู้แข็งแกร่งที่ชื่อเฮราคลีสผู้เป็นบุตรแห่งเซอุส และในปีนี้ประเทศที่น่าจับตามองว่าจะเป็นประเทศที่คว้าเหรียญทองสูงสุดก็คือญี่ปุ่น ดินแดนแห่งปิ๊กกาจูกับชิซูกะ และฝรั่งเศสแหล่งบองชู ส่วนเทนนิสทีมชาติไทยในปีนี้พาราดอนไม่ได้ลงแข่ง แต่เป็นคุณสมหมาย นักหวดแร็กเก็ตฝีมือดีจากชุมพร จังหวัดไข่เจียวดัง...

...

อืม

...โอลิมปิกนี่เป็นเรื่องซีเรียสนะครับ

                                                                                                                                       

วันที่ 22 พ.ค. นี้ ทางอมรินทร์จะจัดงานเปิดตัวให้หนังสือใบไม้แดงน่ะครับ (ซึ่งตรูว่าช้าไปนิดนะนี่)
ใครที่ไม่ได้เจอกันที่งานหนังสือ อยากไปก็เชิญเนื่อ
บ่ายสามถึงห้าโมง ร้านนายอินทร์ ที่มาบุญครองครับ

ส่วนอันนี้เอาไปอ่านดู เปลี่ยนอารมณ์กันหน่อยเนื่อ

Catalyst 6

ความหิวเป็นเรื่องวิชาการ

ผมคิดเรื่องนี้ออกตอนกำลังซื้อกับข้าว...

ในบางครั้ง หลายๆเรื่องมันก็ยากกว่าที่เห็น

เรื่องง่ายๆอาทิเช่นการวางแผนการเดินทาง ทำประกันรถ หรือว่าจะจ่ายภาษี สุดท้ายแล้ว มักจะกัดกินเวลามากกว่าที่คิดไว้เสมอ

ครั้งหนึ่งผมเดินไปปากซอย เพื่อซื้อกับข้าวให้ที่บ้าน และเมื่อผมเปิดเมนูออกเพื่อเลือกอาหาร ผมก็ต้องพบกับความน่าฉงนของชีวิตในระดับที่สามเมื่อผมได้ตระหนักว่าการเลือกอาหารให้ถูกใจคนทั้งบ้านในงบประมาณที่จำกัดนั้นจำเป็นต้องอาศัยทฤษฎี เศรษฐศาสตร์ในระดับที่ซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยเงื่อนไขว่าทุกคนในบ้านไม่มีตัวแปรร่วมในเชิงความชอบด้านโภชนาการที่ซ้ำกันเลย

ในกรณีหนึ่ง หากผมเลือกที่จะสั่งกับข้าวตรงกลาง การเลือกสั่งทุกอย่างที่ทุกคนในครอบครัวชอบก็จะทำให้มีจำนวนอาหารบนโต๊ะมากเกินไป ซึ่งนอกจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรเกินไปจากงบประมาณที่ผมมีแล้ว ยังเป็นการลดจำนวนอาหารที่พวกเราควรจะได้กินในวันถัดไปอีกด้วย เพราะว่าในการสั่งอาหารมากเกินพอดีนี้ การเกิดของเหลือคงจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และส่วนหนึ่งของของเหลือก็คงจะเป็นอาหารในลักษณะที่ไม่สามารถเก็บไว้กินข้ามวันได้ หรือมีต้นทุนสูงในการกักเก็บ เมื่อเปรียบเทียบการสั่งอาหารมามากเกินกับการที่ผมจะเก็บเงินไว้ซื้ออาหารสดในวันถัดไปแล้ว ทางเลือกแรกก็จะถือว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ตัวผมและครอบครัวอย่างไม่จำเป็น และถ้าหากเราลองมองในเชิงผลประโยชน์โดยรวมของสังคมแล้ว การที่ผมสั่งอาหารน้อยลง ย่อมหมายความว่าคนอื่นสามารถมาสั่งอาหารส่วนที่ผมเลือกที่จะไม่สั่งได้ โดยพวกเขาอาจจะกินหมดไม่เหลือเก็บ และทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรของสังคมที่เต็มประสิทธิภาพมากกว่าอย่างชัดเจน

แน่นอน ตัวผมเองก็มีทางเลือกอื่นอยู่ ผมอาจจะเลือกที่จะสั่งอาหารลำเอียงไปยังทางที่สมาชิกครอบครัวคนใดคนหนึ่งชอบ แต่ปัญหาที่จะตามมาทันควันก็คือ อะไรจะเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการตัดสินใจว่าจะเลือกลำเอียงไปทางใครดี ควรจะเป็นพ่องั้นหรือ เพราะว่าเป็นหัวหน้าครอบครัวและในภาวะปรกติพ่อก็จะเป็นคนที่มีอำนาจการตัดสินใจสูงสุด ซึ่งในกรณีนี้ผมก็อาจจะถือได้ว่าผมเป็นแค่กลไกทางการเมืองในการดำเนินการซื้อกับข้าวที่ได้รับคำสั่งจากพ่อมาและแค่ปฏิบัติตามโครงสร้างอำนาจเท่านั้น หรือว่าผมควรจะเอาใจแม่ที่เป็นผู้หญิงและอารมณ์อ่อนไหวที่สุดในบ้าน และมีทีท่าว่าจะเสียความสุขไปในระดับสูงสุดถ้าหากว่าแม่ไม่ได้กินสิ่งที่อยากกิน หรือว่าควรจะเป็นพี่ชายที่ชอบกินของที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับพ่อแม่และผม และการเอาใจพี่ชายก็จะเป็นการลดต้นทุนให้ครอบครัวผมไปในตัว ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่สมาชิกทุกคนควรจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่ในขณะเดียวกันผมเป็นคนเดียวที่นั่งอ่านเมนูเล่มนี้อยุ่ และการโทรหาทุกคนเพื่อหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจก็ย่อมจะทำให้เกิดต้นทุนในการกินที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกัน ท่านกลางความสับสนนี้ก็ยังมีทางเลือกอีกหนึ่งที่เปิดกว้างให้ผมเลือกใช้ ซึ่งก็คือการซื้ออาหารจานเดียวไปให้ทุกๆคนทาน แต่นั่นก็หมายความว่าครอบครัวของผมก็จะต้องจ่ายต้นทุนด้วยการละเว้นสิทธิ์ในการกินอาหารบางอย่างที่ต้องวางไว้กลางโต๊ะเท่านั้น อาทิเช่น น้ำแกง หรือว่าปลาเผา รวมไปถึงต้นทุนในเชิงความสุขจากการตักอาหารให้กันและกันที่จะหายไปกับการทานอาหารแยกจานกัน

ตัวผมในตอนนี้ เปรียบได้เสมือนกับตัวแทนของอำนาจส่วนกลางในระบบสังคมนิยม (Socialism) ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อสมาชิกของสังคมที่ผมรับผิดชอบอยู่ และอย่างที่เห็น ตัวผมเองจำเป็นที่จะต้องต่อสู้กับคำถามพื้นฐานมากมายก่อนที่จะสามารถผลิตการตัดสินใจอันใดอันหนึ่งออกมาได้ ใครควรจะได้อะไร ทำไม และเท่าไหร่คำถามเหล่านี้จะเป็นเรื่องง่ายๆก็ต่อเมื่อผมมีแค่ความเป็นอยู่ของตัวผมเองอยู่ในหัวเท่านั้น ในกรณีที่ผมเป็นเผด็จการเห็นแก่ตัวทั่วไป สุดท้ายผมก็คงจะซื้อแค่ของที่ตัวเองชอบ และบอกคนอื่นในครอบครัวว่า แล้วจะทำไม(ฟระ)!?” แต่แน่นอนว่าผมก็จะต้องคำนวณความเป็นไปได้ที่ครอบครัวผมจะก่อการกบฏเข้าไปในกระบวนการตัดสินใจด้วย เพราะ ฉ นั้นการเลือกซื้ออาหารแบบเห็นแก่ตัวอาจจะไม่ใช่ทางเลือกสำหรับผมถ้าหากว่าผมไม่มีกำลังทางทหารที่เข้มแข็งพอที่จะควบคุมทุกคนในครอบครัวได้อย่างอยู่หมัด

หรือถ้าหากว่าครอบครัวผมเป็นครอบครัวที่ยอมรับการตัดสินใจแบบทุนนิยม (Capitalism) อย่างเต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คงเหมือนกันตรงที่ผมซึ่งเป็นเจ้าของเงินสามารถซื้อของกินที่ตัวเองชอบได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร เพราะอาหารที่ผมซื้อก็จะถูกแบ่งสิทธิ์อย่างชัดเจนว่าเป็นของผม และถ้าผมเลือกที่จะแบ่งปันมันกับสมาชิกครอบครัวคนอื่นมันก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของผมในฐานะผู้ซื้อ ส่วนใครอยากกินอะไรอย่างอื่นก็ควรจะเดินออกมาซื้อเองหน้าปากซอย หรือจะพูดในอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ ทุกคนจะตอบสนองต่อผลประโยชน์และต้นทุนส่วนตัวเท่านั้น (Private Benefits & Costs) ซึ่งข้อดีของการใช้ระบบคิดแบบนี้ก็คือ ครอบครัวของผมจะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องมีการโต้แย้งใดๆกันเลย แต่ในขณะเดียวกัน อาหารที่ผมซื้อมาไม่ได้มีผลต่อชีวิตผมแค่คนเดียว แต่ครอบคลุมไปถึงการกินอยู่ของสมาชิกในครอบครัวของผมด้วย ซึ่งระบบคิดนี้ไม่ได้รวมปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่นเข้าไปด้วย ทำให้สุดท้ายแล้วจะมีแต่ความสุขของผมคนเดียวที่ได้รับการดูแล ส่วนคนอื่นจะมีความสุขกว่านี้ถ้าหากว่าเราใช้ระบบคิดแบบอื่นเข้ามาจัดการ หรือพูดอีกอย่างได้ว่าระบบการคิดนี้ไม่ได้ส่งผลให้ความสุขของสังคมอยู่ในระดับที่สูงสุด (Maximized Social Benefits) และนำไปสู่การเสียโอกาสที่จะทำให้ครอบครัวของผมมีความสุขมากกว่านี้ได้ ระบบนี้จะใช้งานได้ดีก็ต่อเมื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัวของผมเดินออกไปซื้อกับข้าวหน้าปากซอยด้วยเงินของตัวเองเท่านั้น

และปัญหาของระบบการคิดแบบทุนนิยมก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ ลองคิดดูว่าถ้าเงินที่นำมาซื้อกับข้าวนั้นไม่ได้เป็นของผมแต่เป็นเงินของกลางที่รวมเงินของทุกคนเอาไว้ ซึ่งคล้ายๆกับงบประมาณของรัฐบาลที่มาจากเงินภาษี ทำให้ผมไม่มีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตัวของผมเอง เว้นแต่ว่าเราเอาแนวคิดของประชาธิปไตยเข้ามาประยุกต์ใช้ด้วย กล่าวคือถ้าสองในสามของสมาชิกครอบครัวที่เหลือโหวตให้ผมเป็นตัวแทนที่ชอบธรรมในการตัดสินใจเลือกซื้อกับข้าวแทนตัวพวกเขาเอง มันก็อาจจะเป็นไปได้ที่ผมจะเลือกซื้อกับข้าวด้วยตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน สถานการณ์นี้ก็ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องมีกลไกตรวจสอบป้องกันไม่ให้ผมใช้เงินกองกลางเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองคนเดียวด้วย อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะต้องมีสมาชิกครอบครัวคนใดคนหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนที่ได้รับเลือกเป็นฝ่ายตรวจสอบออกไปซื้อกับข้าวกับผมด้วย แต่แน่นอนว่าผมก็อาจติดสินบนเขาได้ด้วยการเลือกซื้อกับข้าวที่ผมกับเขาชอบเท่านั้น หรือถึงแม้ว่าสุดท้าย ผมจะอยากทำให้สมาชิกครอบครัวมีความสุขที่สุดก็ตาม แต่ผมก็คงจะต้องเผชิญปัญหา ใคร ทำไม เท่าไหร่เฉกเช่นเดียวกับในกรณีที่ผมเป็นเผด็จการผู้โอบอ้อมอารี (Benevolent Dictatorship) ภายใต้ระบบสังคมนิยมดังที่ได้ยกตัวอย่างมาข้างต้นแล้ว

หลายๆคนอ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะคิดว่า มรึงจะคิดมากอะไรนักหนาฟระ!?” (หรืออาจจะเลิกอ่านไปแล้ว)

ผมเห็นด้วยครับว่าถ้าคนเราต้องคิดมากขนาดนี้ทุกครั้งที่ต้องออกมาซื้อกับข้าวนี่ สู้อยู่บ้านต้มไข่กินดีกว่า (แต่ผมคิดมากขนาดนี้จริงๆนะ เสียเวลาฉิบ) แต่นี่เป็นตัวอย่างที่อาจจะไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็สามารถแสดงให้เห็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อบุคคลหรือกลุ่มคนใดใดต้องทำการตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อดูแลกลุ่มคนทั้งสังคม ซึ่งในทางหนึ่ง นี่ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลเผชิญอยู่ในทุกวัน ทำให้ในความเป็นจริงไม่มีทางที่จะเกิด รัฐบาลที่สมบูรณ์แบบได้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองหรือเศรษฐกิจใดๆก็ตาม การเลือกเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และการเลือกก็ต้องมักจะมี ต้นทุนทางสังคมต่อส่วนใดส่วนหนึ่งของสังคมเสมอ ลองเอาถูสมองเล่นๆดูสิครับ แค่การเลือกซื้อกับข้าวที่มีผลต่อชีวิตคนแค่ 4 คนยังทำให้เกิดปัญญามากมายได้ขนาดนี้ แล้วการออกแบบนโยบายที่มีผลกระทบต่อคนทั้งประเทศ หรือกระทบแม้กระทั่งประเทศอื่นๆ จะต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองมากแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็น การเก็บข้อมูลในจำนวนที่มหาศาล กลไกการตรวจสอบที่แข็งแรง ฯลฯ

แต่การบอกว่ารัฐบาลไม่ใช่เรื่องจำเป็นก็อาจจะไม่ใช่เรื่องสมจริงนัก อย่างน้อยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ตกลงกันเองระหว่างประชาชนได้ หรือทำได้โดยต้นทุนที่สูงกว่าการทำผ่านรัฐบาลมากๆ และการที่ผมสามารถบอกได้ว่าเงินที่ผมใช้ในการซื้อกับข้าวเป็นของผมนั้น ก็เพราะว่ามีรัฐบาลและกฎหมายรองรับสิทธิความเป็นเจ้าของนั้นอยู่ ส่วนสาธารณะสมบัติอย่างเช่นถนนหรือกองกำลังป้องกันชาติก็ไม่ใช่สิ่งที่เอกชนจะสามารถใช้เพื่อแสวงหากำไรได้มากนัก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมอยากจะบอกผ่านงานเขียนชิ้นนี้ก็คือ บางทีมันอาจจะถึงเวลาแล้วที่เราจะเลิกหวังให้ระบบประชาธิปไตยมาเอาใจเราด้วยรัฐบาลดีๆ เพราะถึงแม้คนดีจริงจะสามารถข้ามกำแพงต้นทุนที่สูงลิบลิ่วมาเล่นการเมือง สามารถเอาชนะสิงสาราสัตว์ทั้งหลายและกลายมาเป็นนายกได้ (ซึ่งผมว่าอย่าหวังดีกว่า) สุดท้ายแล้วเขาก็จะเจอปัญหาพื้นฐานดังที่ผมได้กล่าวไปแล้วทั้งหมดอยู่ดี

เพราะ ฉ นั้นแล้ว

...เรามาทำอะไรกันเองดีกว่าครับ

:พี่สิงห์เคยดูเรื่อง prison breakรึเปล่า อยากถามว่าถ้าวันหนึ่งเกิดพี่กลายเป็น Michael Scofield ที่พี่ชายติดคุกและกำลังจะถูกประหารชีวิต พี่จะทำยังไงคะ?

Bank Warn

: ไอเรื่องการติดซีรี่ย์นี่ผมไม่เป็นรองใครครับ ดูมาแล้วแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่ lost 24 battlestar gallactica ฯลฯ ส่วนเรื่อง Prison break นี่ก็เพิ่ง update ดาวน์โหลด season 3 ดูจบไป (สำหรับใครที่ไม่รู้นะครับ prison break เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายหนุ่มหัวล้านที่พยายามช่วยพี่ชายที่หัวล้านเหมือนกันจากการถูกประหารชีวิตครับ ซึ่งแน่นอนว่าตัวพี่ชายนั้นโดนใส่ความโดยอำนาจมืด ทำให้สู้ในศาลไม่ชนะ และสุดท้ายน้องชายก็ตัดสินใจพาพี่ชายแหกคุกออกมา และก็ต้องหลบหนีจากการโดนไล่ล่าจากอำนาจมืดเรื่อยมาครับ)

ผมว่านะ ถ้าผมเป็น Michael Scofield เนี่ย มันอาจจะลำบากหน่อยเพราะว่าพี่ชายตัวจริงของผมดันอ้วนซะนี่ (น้ำหนักของพี่ชายน่าจะเป็นอุปสรรคในการพาหนีอย่างแน่นอน เพราะดูจากในเรื่องแล้ว ตอนที่โหนเชือกข้ามกำแพงในตอนจบ season 1 คนที่อ้วนที่สุดก็มีอันต้องหล่นตุ้บลงมาเพราะเชือกขาด พาเพื่อนซวยซะนี่) เพราะเหตุนี้ ผมคงไม่สามารถพาพี่ชายหนีออกจากคุกได้ แต่ในทางกลับกันวิกฤติก็สามารถเปลี่ยนกลายเป็นโอกาสได้ โดยผมคงเลือกที่จะเล่นประเด็นเรียกร้องสิทธิคนอ้วน และติดต่อขอความสนับสนุนจากองค์กรรักษาสิทธิคนอ้วนระหว่างประเทศภายใต้องค์กรสหประชาชาติ (UNOP: United Nation Obese People’s Rights Protection Program) ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดกระแสสนับสนุนจากทางฝั่งประเทศตะวันตก เพราะว่าที่นั่นคนอ้วนเยอะ แต่ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงว่าประเด็นนี้จะไม่ได้รับความสนใจจากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างญี่ปุ่น เพราะว่าคนที่นั่นกินแต่ปลา แต่ความเสี่ยงนี้สามารถบรรเทาได้ด้วยการข้อร้องให้จีนยื่น sanction threat เลิกค้าขายกับญี่ปุ่น และตามที่ผมได้ยินมา ลูกสาวของประธานาธิบดีหู จิน เทา ของจีนก็ค่อนข้างอ้วน จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จีนจะยอมสนับสนุนการเคลื่อนไหวของผมภายใต้UNOP และหากเราทำทั้งหมดนี้อย่างเต็มที่แล้วล่ะก็ การประหารพี่ชายผมจะต้องกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอย่างแน่นอน ซึ่งในกรณีนี้ ระบบยุติธรรมของไทยก็จะถูกรัฐบาลนานาชาติกดดันให้เลื่อนการประหารออกไป ซึ่งท้ายสุดก็นำไปสู่แนวโน้มที่กลุ่มอำนาจมืดจะถูกเปิดโปงและล่มสลายไปในที่สุด และพี่ชายผมก็จะกลายเป็นตัวแทนของการเรียกร้องสิทธิคนอ้วนข้ามชาติที่ผู้คนจะจดจำไปตลอดกาล ว่ะฮ่ะฮ่ะฮ่ะฮ่ะ~~~~~~~

ป.ล. UNOP ไม่มีจริงนะ และผมก็ไม่รู้ด้วยว่าลูกสาวหู จิน เทาอ้วนรึเปล่า

ถ.พี่สิงห์คะ คือ หนุอยากทราบ คำว่า "อัตลักษณ์" เนี้ย จริงๆแล้วมันหมายถึงอะไรอ่ะ อาจารย์เค้าพูดบ่อยมากกกกกกกกกก....เปิดหาดูในพจนานุกรมไทยแล้วมันไม่มีอ่ะคะ.... พี่สิงห์ช่วยตอบให้หนูหน่อยได้มั้ย...ขอบคุณค่ะ

ถึง Mr.Singha ผู้ไขขานปัญหาโลกแตก

^joyry^

: อัตลักษณ์หรือภาษาอังกฤษว่า Identity นี่ มันมีความหมายหลายเชิงนะครับ ถ้าสมมุติว่าอาจารย์คนนั้นเป็นอาจารย์ภาษาไทย ผมคงไม่สามารถช่วยอธิบายคำว่าอัตลักษณ์ได้ แต่ถ้าอาจารย์คนนั้นเป็นอาจารย์วิชาปรัชญา(ซึ่งผมว่าไม่น่าใช่นะ) ผมคิดว่าอาจารย์แกน่าจะหมายถึงอย่างนี้ครับ

อัตลักษณ์ในเชิงปรัชญา หมายถึงลักษณะของตนที่ไม่ขึ้นอยู่กับที่มา ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา พูดอีกแง่หนึ่งก็คือการที่คนคนหนึ่ง เป็น สิ่งเดียวเมื่อเทียบในมิติเวลาที่ต่างกัน จะลองอธิบายไม่ให้งงดูนะครับ ถ้าเป็นสิ่งของ คำว่าอัตลักษณ์ ก็จะเปรียบได้เหมือนกับคำว่า เอกลักษณ์ หรือ ลักษณะ อย่างเช่นรถมาสด้าสามสีแดงสุดรักของผม ในวันนี้กับเมื่อวานมันก็มีเอกลักษณ์เหมือนกัน คือการเป็นรถมาสด้าสามสีแดงที่มีหน้าตาเก๋าเกมส์

แต่พอมาถึงการอธิบายบุคคลแล้วล่ะก็ สิ่งที่คนเราเป็นมันมีหลายอย่างในเวลาเดียวกัน คนคนหนึ่งอาจจะเป็นทั้งคนอ้วนปากพร่อยไร้ปัญญา และเป็นนายกรัฐมนตรีไปพร้อมๆกันได้ ทำให้Selfหรือตัวตนของคนนั้นมีความซับซ้อนมากกว่าสิ่งของ และนอกจากนั้นสิ่งที่เราเป็นมันก็ไม่ได้คงที่ไปตามกาลเวลา เราตอนเด็กก็เป็นคนคนหนึ่ง เราตอนวัยรุ่นก็อีกคนหนึ่ง ตอนแก่ก็เป็นอีกคน ด้วยเหตุนี้ นักปรัชญาจึงรู้สึกว่าไม่ควรเอาคำคำเดียวกับที่เอาไว้อธิบายธรรมชาติรอบตัวมาอธิบายตัวตนของบุคคล เพราะตัวตนของสรรพสิ่งนั้นมีแค่ 1 มิติ แต่ตัวตนของมนุษย์นั้นเป็น 3 มิติ (เอกลักษณ์ X จำนวนเอกลักษณ์ที่มี X มิติเวลา) และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงบัญญัติคำว่าอัตลักษณ์ (Identity) ขึ้นมาแทนการใช้คำว่าเอกลักษณ์ (Entity) เพื่อแบ่งแยกความเป็นคนออกจากความเป็นสิ่งของครับ

แต่ความเห็นส่วนตัวนะ ผมว่านี่เป็นตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง ของการที่นักปราชญ์ตะวันตกมักพยายามแบ่งแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ และบ่อยครั้งก็นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่ามนุษย์มีความซับซ้อนและพิเศษกว่าธรรมชาติเสมอ ทำให้คนตะวันตกส่วนใหญ่(และประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวัฒนธรรมตะวันตกเช่นไทย)ในปัจจุบันมองว่ามนุษย์นั้นเกิดมาในโลกในฐานะปัจเจกที่แยกออกมาจากธรรมชาติ และธรรมชาติเป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เข้ากับความต้องการของมนุษย์ ซึ่งผมคิดว่านี่แหละคือเหตุผลหลักที่มันทำให้เกิด Global Warming ในปัจจุบัน และหากเราลองเปรียบแนวคิดนี้กับแนวคิดของนิกายเซ็นดู เซ็นพยายามบอกว่าจริงๆเราไม่มีอัตลักษณ์ในเชิงปัจเจกเลย ที่เราเป็นเราได้ก็เพราะสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา เราเป็นหมอก็เพราะมีโรงพยาบาลและคนไข้ เราอ้วนก็เพราะมีคนผอมกว่า เรายืนอยู่ก็เพราะมีพื้นให้ยืน เพราะ ฉ นั้นในนิกายเซ็น เราจึงเป็นทุกสิ่ง และทุกสิ่งเป็นเรา และผมว่าแนวคิดแบบนี้น่าจะมีประสิทธิภาพกว่ากันเยอะในการแก้ปัญหาต่างๆที่มันเกิดขึ้นในโลกอยู่ทุกวันนี้