| Singha 的个人资料Toilet for thoughts...照片日志留言簿 | 帮助 |
|
4月17日 ยาแก้blogเน่าCatalyst 5 อักษรตัวหนา
ผมอายุ 23 ปี 10 ปีที่แล้ว เด็กน้อยคนหนึ่ง โดนโจมตีด้วยความคาดหวังจากผู้คนรอบข้าง “วรรณสิงห์... เธอเป็นตัวแทนโรงเรียนไปประกวดเรียงความนะ ให้คุณแม่ติวให้ด้วยล่ะ” “ทำไมเป็นลูกนักเขียนแล้วลายมือไม่สวยเลย” “นี่เหรอลูกเสกสรรค์-จิระนันท์ ก็แค่เด็กสำเร็จรูปคนหนึ่ง” ฯลฯ มันมากพอที่จะทำให้เด็กคนหนึ่ง เกลียดทั้งการเขียนและการอ่านอย่างหมดหัวใจ... 6 ปีที่แล้ว งานเขียนชิ้นแรกของผมตีพิมพ์ในวารสารของโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย มันเป็นบทความยาวสองหน้ากระดาษ เนื้อหาเกี่ยวกับประสพการของผม ในช่วงหนึ่งปีที่ไปใช้ชีวิตเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประเทศอเมริกา 4 ปีที่แล้ว นิตยสารสุดสัปดาห์ตีพิมพ์บทความของผม เป็นครั้งแรกที่ผมได้เขียนงานให้มหาชนได้อ่าน 1 เดือนที่แล้ว ผมไปนั่งเซ็นหนังสืออยู่ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ผมไม่รู้ว่าทำไม แต่หนังสือของผมขายหมดเกลี้ยง ลองมองกลับไป... เออ... ทำไมวะ
การเป็นนักเขียนไม่เคยเป็นความฝันวัยเด็กของผม ผมไม่เคยไปนั่งเขียนนิยาย สร้างโลกในกระดาษอยู่ใต้ต้นมะม่วงหลังบ้าน (อันที่จริง ผมโตมาด้วยการอ่านการ์ตูน) และอย่างที่เกริ่นไปข้างต้น ถ้าหากว่ามีครูคนไหนมาบอกให้ผมในวัยเด็กลองเขียนอะไรดูล่ะก็ ผมซึ่งมีความก้าวร้าวอย่างล้นเปี่ยมในเวลานั้นก็คงจะตอบไปว่า แล้วแม่อาจารย์เป็นครูรึเปล่าครับ แล้วทำไมมันเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นได้ ทำไมผมถึงมาคุยกับคุณผ่านหน้ากระดาษแผ่นนี้ได้ มันเป็นเรื่องที่ผมเองยังคงสงสัยเรื่อยมา ทำไมนะ...ทำไมผมถึงเริ่มเขียน
ลองมองกลับไป... ความรู้สึกแปลกแยกไม่ใช่เรื่องประหลาดสำหรับมนุษย์ ความรู้สึกที่ว่าโลกไม่เข้าใจเราและคนรอบข้างนั้นช่างเขลาเหลือเกินนั้นคงจะเคยมีกันทุกคนในวาระที่ต่างๆกันออกไป สำหรับตัวผมนั้น ผมคงไม่สามารถพูดได้ว่าผมเติบโตมาโดยมีความรู้สึกแปลกแยกสุมอยู่ในอกมากกว่าคนอื่นๆ แต่ก็คงพูดได้ว่ามันมีอยู่มากทีเดียว อย่างไรก็ตาม ผมจะขออนุญาตละเว้นการอธิบายตัวเองไว้ก่อน ความแปลกแยกในจิตใจไม่ใช่สิ่งที่จะส่งผ่านออกมาทางตัวอักษรได้อย่างง่ายดาย ในวัยเด็ก ผมดูแลจิตใจตัวเองด้วยการทำตัวไม่แตกต่าง เหมือนกับลูกสิงโตที่โดนคนเก็บไปเลี้ยง ผมเป็นสิงโตค่อนข้างเชื่องทีเดียว เชื่องในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าผมเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายแต่ประการใด หากแต่ผมยินดีที่จะคล้อยตามไปกับอะไรก็ตามที่คนรอบข้างบอกว่ามันเป็นสิ่งที่ควรเป็น ถึงแม้ว่ามันจะตรงข้ามกับความคิดเบื้องลึกของผมโดยสิ้นเชิง โดดเรียน สูบบุหรี่ ยกพวกตีกัน โกงการบ้าน แต่งตัวสวยงาม อะไรก็ตามที่ “เด็กเจ๋ง” เขาทำกัน ผมก็เอาด้วยหมด ผมกลมกลืนได้ดีมาก ถึงขั้นได้ชื่อว่าเป็น “เด็กป็อป” ในหมู่เยาวชนที่ร่วมสังคมกัน ผมได้รับการยอมรับ แต่ผมกลับรู้สึกแปลกแยกมากขึ้น แปลกแยกกับตัวเอง กับตัวตนที่อยู่ข้างใน ...แต่ผมไม่ยอมรับ ผมบอกตัวเองในตอนนั้นว่า นี่แหละ คือสิ่งที่เราเป็น เราอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่แล้ว
จนมาถึงช่วงชีวิตหนึ่ง ที่ผมได้เผชิญกลับประสพการเชิงกลับของการเป็นเด็กป็อบ หนึ่งปีที่ผมไปอยู่ที่อเมริกา ชีวิตผมพลิกผันจากเด็กหนุ่มที่ทุกๆคนในโรงเรียนรู้จักและได้รับความสนใจอย่างล้นพ้นตลอดเวลา ไปสู่เด็กที่อาศัยอยู่ในส่วนที่มืดและไม่มีใครอยากอยู่ที่สุดในโครงสร้างสังคมของเด็ก ผมกลายเป็นคนที่โดนล้อเลียนตลอดเวลา โดนดูถูกเพื่อความบันเทิงของผู้อื่นอยู่เสมอ และที่แย่กว่านั้น ผมกลายเป็นคนที่ยิ้มแหยๆทุกครั้งที่โดนล้อ ทำเหมือนกับว่าผมไม่รู้สึกอะไร และไม่เคยตอบโต้ด้วยวิธีการใดๆเลย ทุกอย่างที่ผมได้เป็นในตอนนั้น มันช่างตรงข้ามกับตัวตนที่ผมสมมุติขึ้นมาก่อนหน้านั้นเหลือเกิน มันน่าแปลก แต่ดูเหมือนว่า ในเวลานั้น สิ่งที่ผมเป็นกลับเป็นตัวแปรที่ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่ผมอยู่ และสามารถพลิกกลับได้ในช่วงเวลาอันน้อยนิด ประสพการครั้งนั้นได้สอนผมว่า ตัวตนสังเคราะห์ที่สร้างมาจากมุมมองและความต้องการของสิ่งรอบตัวนั้น มันช่างบอบบางเสียเหลือเกิน และเมื่อมันพังลง สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในใจผมก็คือความว่างเปล่า ...กลวง
กลับมาจากอเมริกา ผมจึงเริ่มเสาะหาความแท้จริง งานเขียนชิ้นแรกของผมตีพิมพ์ในวารสารโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย โดยที่มีอาจารย์ท่านหนึ่งมาบอกให้ผมลองเขียนดู ถ้าเป็นตอนก่อนไปอเมริกาผมก็คงจะปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย แต่มาครั้งนี้ ตัวผมที่กำลังกลวงเปล่ากลับคิดว่า ลองดูหน่อยก็ได้ เผื่อมันจะช่วย แต่แล้วเมื่อเขียนงานชิ้นแรกจบ ผมกลับพบกับความรู้สึกอธิบายยาก ...ไม่สุข (เหนื่อยซะด้วยซ้ำ) แต่รู้สึกดีอย่างประหลาด ผมพบว่าการเขียนทำให้ผมได้มานั่งสำรวจตัวตนของตัวเองอย่างละเอียด เป็นการสนทนาด้านเดียวแต่กลับก่อให้เกิดข้อสรุปนับไม่ถ้วน เหมือนค่อยๆตามเก็บเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณที่กระจัดกระจายอยู่ในชั้นอากาศอันเวิ้งว้าง เก็บมาทีละชิ้น ทีละชิ้น และขณะเดียวกัน ตราบใดที่มีคนอ่านแม้หนึ่งคน การเขียนทำให้ผมสามารถบอกกับโลกได้ว่า “ผมเป็นใคร” ไม่ใช่โลกที่เป็นฝ่ายบอก ว่า“ใครคือผม” เราเป็นใคร ดี เลวอย่างไร หากยินดีที่จะคุยกับตัวเองอย่างจริงใจที่สุดแล้วล่ะก็ ผมเชื่อว่าเราทุกคนจะสามารถหาคำตอบผ่านการเขียนได้เสมอ และจากนั้นมา วรรณสิงห์ก็เลิกเชื่อง และกลายเป็นสิงห์โตที่ไล่ล่าหาเศษวิญญาณตัวเองผ่านการเขียนหนังสือและการกระทำเรื่อยมา
จนมาวันนี้ ... แน่นอนว่าการที่ผมหันมาเขียนหนังสือ ก็คงจะเป็นธรรมชาติที่ผมจะได้รับคำจำกัดความว่าผมเป็น “ลูกไม้ใต้ต้น” แต่คำคำนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกแย่อะไรอีกต่อไป ผมไม่ใช่เด็กชายที่กลวงเปล่าคนนั้นอีกต่อไป จิตวิญญาณของผมในปัจจุบันถึงแม้จะยังไม่ครบ แต่ก็อยู่ในหนทางแห่งการเติมเต็ม มิได้หวาดกลัวการโดนกลืนกินอีกต่อไป
อันที่จริง มีหลายคนบอกว่าผมคือ “เสกสรรค์น้อย” และหนึ่งคนในนั้นก็คือคนที่อยู่ใกล้พวกเราสองคนที่สุด-แม่ของผมเอง แน่นอน ผมไม่ต้องบอกว่าถ้าหากผมในวัยเด็กได้ยินประโยคนั้น ผมจะรู้สึกอย่างไร แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้อ่านงานเขียนของพ่อเล่มหนึ่ง ในหนังสือชื่อ ผ่านพ้นจึงค้นพบ ของพ่อผม(ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล-ซึ่งหลายๆคนนึกว่าเป็นภาคสองของ ผ่านพบไม่ผูกพัน แต่มันไม่ใช่นะ) พ่อมองย้อนกลับไปในอดีต สำรวจงานเขียนที่ผ่านมาของตน และวิเคราะห์ถึงเส้นทางจิตวิญญาณของพ่อที่สะท้อนออกมาจากงานเขียนที่ตีพิมพ์มาตลอดระยะเวลาสามสิบกว่าปี ส่วนผมในตอนนี้ กำลังเขียนถึงพ่อที่เขียนถึงงานเขียนของพ่ออีกที พ่อบอกว่าเหตุผลเดียวที่เขาเริ่มเขียนในวัยหนุ่มก็คือ พ่ออยากบอกโลกว่าเขาคิดอะไร พ่ออธิบายความรู้สึกของพ่อตอนที่นั่งเขียนเรื่องสั้นอยู่คนเดียวหน้าผาจิที่อยู่ตรงส่วนลึกสุดของป่าในจังหวัดพะเยา (ซึ่งเป็นช่วงที่นักศึกษาหนีเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) พ่อบอกว่าความรู้สึกในตอนนั้น มันเป็นความสุขและความอบอุ่น เปรียบได้เหมือนกับนักโทษที่กำลังนั่งเขียนจดหมายถึงมิตรที่อยู่ข้างนอก ...ผมเข้าใจสิ่งที่พ่อบอกอย่างลึกซึ้ง คงจะไม่มีประโยคใดที่แทนความรู้สึกของเราสองคนได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ตระหนักว่าตัวผมกับพ่อในวัยหนุ่มนั้นมีความคล้ายคลึงกันมากขนาดไหน
เพราะ ฉ นั้น “ลูกไม้ใต้ต้น” งั้นเหรอ ผมภูมิใจ
และคงจะไม่มีอะไรจริงไปกว่านี้อีกแล้ว
|
|
|