| Singha 的个人资料Toilet for thoughts...照片日志留言簿 | 帮助 |
|
4月12日 แม้ผ่านบทความนี้เคยเขียนไว้นานแล้ว
บางคนอาจเคยอ่าน บางคนไม่
... ถึงผู้หญิงที่เคยผ่านมาในใจทุกคน
ความรักไม่เคยเหมาะกับผมอย่างไร...
มันก็คงจะเป็นเช่นนั้นต่อไป...
ตลอดไป...
(June 2004) ชีวิตภาคทฤษฎี 6 เรื่องในวงกลม
ผมอยู่คนเดียว เปล่าเลย เหตุผลมันไม่ใช่เพราะบ้านหลังนี้มันคับแคบเกินไป หากมองตามความเป็นจริงแล้ว มันใหญ่พอที่จะให้ผมกับคนอีกประมาณ18.5คนอยู่ร่วมชายคากันได้ เพียงแต่ผมพอใจมันในแบบที่มันเป็นอยู่ และมันก็เพียงเท่านั้น เท่าที่จำความได้ ตั้งแต่ลืมตาออกมาจากรู-ปี๊ป!- ของพระมารดาผม ผมมีชีวิตอยู่โดยยึดถือคติสำคัญที่ว่าอะไรที่เราไม่พอใจที่จะทำ ก็ไม่ต้องไปทำแม่ง มาตลอด และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมได้พบว่าการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตพันธ์เดียวกันตัวอื่น มักจะจบลงด้วยการกระทำที่ฝืนใจตัวเองเสมอ (ผมได้ทฤษฎีนี้มาตอนเรียนประถมขณะที่พบว่าตัวเองวิ่งหนีแม่ค้าขายปลาร้าอยู่ หลังจากที่มีเพื่อนคนนึงบอกผมว่า “เฉพาะผู้กล้าในตำนานเท่านั้นที่จะขโมยปลาร้าของยายฉอดได้”) ด้วยเหตุนี้ และเพื่อตัดความยุ่งยากในชีวิตออกไป ผมจึงตัดสินใจที่จะหายใจต่อไปในรูปแบบของศูนย์กลางแห่งจักรวาล จักรวาลที่มีสมาชิกเพียงหนึ่งเดียวอันดำรงอยู่ภายในบ้านหลังนี้ บ้านที่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอย่างที่ผมต้องการให้มันเป็น อำนาจสั่งการทุกอย่างตกเป็นของผม ผมสั่งได้แม้กระทั่งต้นพลูด่างหลังบ้าน ให้มันแปล่งปลั่งส่องแสงสีเขียวเมื่อผมสดใส และห่อเหี่ยวแห้งเหือดเมื่อผมอยากเอาก้อนขี้หมาแห้งมาทุบหัวตัวเองตาย ผมปรับเตียงให้อ่อนนุ่มเด้งดึ๋งได้ตามใจนึก และในรั้วบ้านหลังนี้ ผมมีอำนาจเหนือสภาพดินฟ้าอากาศ ผมสั่งให้ฟ้าใสหรือเมฆครึ้มได้ ผมเป็นพระเจ้า หากคุณสงสัยล่ะก็ ไม่เลย ไม่เคยมีผู้ใดเคยได้เข้าออกบ้านหลังนี้นอกจากผม หรืออย่างน้อยผมก็พยายามให้มันเป็นอย่างนั้น (แม้แต่บุพการีของผมก็ทำได้อย่างมากเพียงแค่เอานิ้วหัวแม่ตีนแหย่เข้ามาตรงซอกประตู ก่อนที่ผมจะปิดทับมันดังโครม! หนีบนิ้วตีนท่านจนกลายเป็นสีม่วงอมชมพูซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นเทรนสีผิวที่มาแรงหลังจากสีขาวอมชมพูเลิกฮิต) ถึงแม้ประตูของมันจะเปิดออกบ้างเพื่อรับแขกเป็นบางครั้งบางครา แต่ผมก็อนุญาตให้พวกเขาหยุดตัวเองอยู่แค่ตรงพรมเช็ดเท้าสีชมพูหน้าประตูเท่านั้น มันจะไม่เป็นประโยชน์แก่ตัวคุณเลยถ้าคุณยอมให้คนอื่นเข้ามาใกล้คุณมากเกินไป หากคุณปล่อยให้พวกเขาล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตของคุณ กว่าคุณจะรู้ตัวอีกที อำนาจพระเจ้าของคุณก็หายหดไปเสียแล้ว มันไม่ได้ถูกขโมยไปหรืออย่างไร เพราะไม่มีใครใช้มันได้ในบ้านของคุณนอกจากตัวเจ้าของบ้านเอง ในทางที่ประหลาดกว่า พลังนั้นมันกลับหายไปดื้อๆเหมือนกับว่าคุณไม่เคยมีมันมาก่อน และคุณก็ต้องกลับมาทนรดน้ำต้นพลูด่างทุกครั้งที่ต้องการให้มันมีสีสดใส ทำไมผมถึงชอบที่จะเป็นผู้ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างน่ะเหรอ ทั้งๆที่ความเป็นผู้นำมักจะนำพามาซึ่งภาระอันยุ่งยากเสมอโดยเฉพาะในสังคมไทย จริงๆแล้วประเด็นทั้งหมดของการอยู่คนเดียวนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าผมชอบหรือไม่ชอบมัน ความรู้สึกส่วนตัวไม่เคยเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจที่ผ่านมาในชีวิตผม สำหรับผมแล้ว มันไม่จำเป็นว่ามนุษย์ทุกคนนั้นมีจุดประสงค์ในการเกิดมาเพื่อตังตวงความสุขไปจากโลกให้มากที่สุด ผมเพียงแค่ตระหนักว่าวิถีอันโดดเดี่ยวนั้นง่ายดายกว่าวิถีสามัญที่คนทั่วไปนิยมกันอยู่มากโข ง่ายดายกว่าในแง่ของการปฏิบัติหน้าที่ที่คุณควรทำให้สำเร็จในชีวิตที่ได้รับมาเพียงหนึ่งห้วงนี้ ผมเชื่อมาตลอดว่าทุกบุคคลที่มีตัวตนมิใช่ธาตุอากาศอยู่ในดาวเคราะห์ใบนี้มีหน้าที่โดยกำเนิดที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนจะลาจากพื้นผิวโลกไปไม่ว่าหน้าที่นั้นจะเป็นการนำประเทศไปสู่ความเจริญหรือการขัดถูส้วมนักเรียนหญิงให้สะอาดทุกเช้าก่อนเข้าแถว เพียงแต่มนุษย์ส่วนใหญ่เกือบร้อยละ98.67ทำมันไม่สำเร็จหรือไม่เคยแม้แต่จะคิดถึงมัน เหตุเพราะโลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งเย้ายวนจิตใจและสิ่งเร้าที่มักจะลวงเราออกจากบทบาทโดยกำเนิด และหากเราว่ากันตามกระแสหลักแล้ว พวกมันมีความน่าสนใจและผลตอบแทนเชิงเศรษฐศาสตร์ดีกว่าการเติมเต็มตนเองเป็นไหนๆ หากคุณอยู่บ้านร่วมกับคนอื่น หลายสิ่งหลายอย่างที่จะนำมาซึ่งความล่าช้าและลดประสิทธิภาพในการดำเนินการทางชีวิตก็จะตามมา เมื่อคุณเริ่มอยู่ร่วมกับผู้อื่น สิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกย่อมเกิดขึ้น ความผูกพันนี่ไม่ได้เป็นแค่นามธรรมนะครับ มันสามารถถูกเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนทีเดียว สายโยงใยมากมายจะทั้งผูกทั้งพันคุณเข้ากับปัจเจกบุคคลอื่น การเดินนั่งนอนเดินกินขี้ปี้เยี่ยวจะไม่ใช่กระทำของคุณแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป คุณอาจจะต้องทนทุกกับการซื้อของโปรดมาเก็บไว้ในตู้เย็นแล้วถูกบุตรชายคาบไปแดก และทุกครั้งที่นาฬิกาบอกเวลาหกโมงเย็นคุณก็จะต้องกลับมานั่งที่โต๊ะกินข้าวที่บ้าน ไม่ว่าคุณจะทำงานเสร็จหรือไม่ก็ตาม และจุดที่เฮงซวยที่สุดก็คือ คุณดันรู้สึกดีและอบอุ่นที่ได้ทำเช่นนั้น นอกจากความรู้สึกแล้ว หากมองออกไปนอกตัวบ้าน ผลพลอยได้จากการอยู่รวมหมู่ที่เรียกว่าสังคมก็มักจะผลักดันคุณไปในทางที่มัน“ไม่ใช่”เสมอ สังคมอาจเปลี่ยนผู้ที่มีหน้าที่โดยกำเนิดคือเปิดอาบอบนวดบริการชายไทยรุ่นใหญ่ให้เลิกกิจการแล้วหันมาคิดฝันอยากเป็นผู้ว่าฯแทน หรือมันอาจบังคับให้เด็กคนหนึ่งขโมยปลาร้าของยายฉอด เพียงเพราะเขาต้องการให้สังคมยอมรับว่าเขานั้นเป็นผู้กล้าในตำนาน
ถ้าหากว่าสิ่งสำคัญที่ส่งเรามาจุติในโลกนี้คือ“จุดประสงค์”แล้ว “ความแน่วแน่และจดจ่อ”ก็คงจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการดำเนินชีวิตของผู้ที่มีจุดประสงค์เป็นที่ตั้ง เพราะ ฉ นั้นประตูบ้านของผมจึงไม่ต้อนรับใครยกเว้นตัวผมเอง แต่ถึงแม้ผมจะพยายามกันคนอื่นออกไปมากเท่าไหร่ ก็ไม่มีมนุษย์คนไหนหรอกครับที่ทำตามที่ตัวเองคิดได้ตลอด เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ผมเกลียดการอยู่ร่วมกันไม่ใช่ความรำคาญต่อความรู้สึกทั้งปวง ความไม่มีประสิทธิภาพในการบรรลุจุดหมาย หรือความหมั่นไส้ในพฤติกรรมเลียนแบบเสแสร้ง ตามสังคมแบบฉบับมนุษย์ แต่มันเป็นเพราะว่าผมเคยผ่านมันมาแล้ว ผมปล่อยให้เธอเข้ามาได้ยังไงน่ะเหรอ อย่าถามผมเลย ถ้าหากคุณลองไปถามมนุษย์ทุกคนที่เคยผ่านเรื่องพรรณนี้มา ร้อยทั้งร้อยคงจะบอกว่ามันไม่เคยที่จะเป็นเรื่องของเหตุและผลอยู่แล้ว ณ ตอนนี้ผมคงต้องยอมรับว่าเคยมีช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่ผมเคยอยู่ร่วมกับคนคนหนึ่งในบ้านหลังนี้ ช่วงเวลาที่ผมอยากจะเรียกว่า“ช่วงพลิก”ในชีวิตผม ช่วงเวลาที่ผมปล่อยให้เธอเข้ามาวนเวียนไปมาอยู่ทุกซอกหลืบในบ้านของผม ช่วงเวลาที่ผมไม่อาจทำสิ่งใดคนเดียวได้ เรานั่งดูท้องฟ้าด้วยกันและภาวนาว่าพรุ่งนี้อากาศจะดีสดใส เรารดน้ำต้นพลูด่างด้วยกันถึงแม้มันจะลำบากกว่าการที่ผมอยู่คนเดียวแล้วสั่งให้มันงอกงามได้ แต่ในการรดน้ำนั้นกลับมีสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกดีๆอยู่ด้วย ซึ่งผมคงต้องยอมรับว่าผมชอบมัน ณ เวลาในตอนนั้น และนั่นเองที่นำมาซึ่งสิ่งที่บัดซบที่สุด เพราะว่าความรู้สึกเป็นสิ่งเสพติด มันเป็นยาที่ระยำซะยิ่งกว่าเฮโรอีนหรือโคเคนซะอีก ความรู้สึกไม่ได้นำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บใดๆผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่คิดไม่ใส่ใจที่จะเลิกมัน แต่สำหรับผมมันหมายถึงความเป็นไปไม่ได้ที่จะกลับไปอยู่ด้วยตัวคนเดียวอีก ถ้าหากวันหนึ่งเธอหายไปล่ะ ถ้าวันดีคืนดีเธอตัดสินใจว่าความรู้สึกของผมรสชาติและคุณภาพไม่ดีพออีกแล้ว มันเป็นความผิดของเธอ เธอเปลี่ยนโลกของผม โลกที่สมควรจะเป็นวงกลมที่มีผมเป็นจุดศูนย์กลาง เธอกลับย้ายมันไปอยู่ที่เธอแทน ผมยอมไม่ได้ โลกนี้มันเป็นของผมเสมอมา ส่วนคนอื่นๆก็แค่อยู่ในนั้น ผมเกลียดการมีความรู้สึก ผมเกลียดความรัก ความรักทำให้ผมอ่อนแอ ผมไล่เธอออกไปจากบ้านผม ผมคงทนไม่ได้ที่จะเห็นชีวิตของผมถูกอุทิศไปเพื่อสิ่งอื่นที่ไม่ใช่“จุดประสงค์” และตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่เคยให้ผู้ใดย่างกรายเข้ามาในบ้านผมได้อีก มีชิวิตอยู่อย่างเข้มแข็งโดยลำพังมาตลอด แต่สิ่งแปลกสิ่งหนึ่งที่บังเกิดขึ้นตั้งแต่เธอจากไปก็คือ อำนาจแห่งการควบคุมสรรพสิ่งในบ้านหลังนี้ของผมได้หายไปแล้ว อากาศในบ้านก็เปลี่ยนแปลงตามที่กรมอุตุฯว่าจริงๆ ต้นพลูด่างที่ขาดการดูแลก็เหี่ยวเฉาเน่าเหม็นยู่หลังบ้าน และสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดก็คือบ่อยครั้งที่ผมมักพบตัวเองยืนมองกระจกเข้าไปในแววตาที่ว่างเปล่าโดดเดี่ยวของชายไทยวัย20ปี แล้วเฝ้าถามตัวเอง “จุดประสงค์”ของแกคืออะไร ไม่รู้หรอก ลืมไปแล้ว...
วันไหนที่จุดศูนย์กลางของวงกลมที่เคยเป็นของผมกลับมา ผมคงจะนึกออก
4月6日 ใบไม้แดง6 (Gm+ May 06)ของี่เง่าหนึ่งตอนนะครับ 555
ใบไม้แดง 6 สมมุติฐาน: บางครั้งการเขียนเรื่องไร้สาระบ้างอาจจะเป็นการผ่อนคลายที่ดี ...การทดลองนี้เกิดขึ้นจริงในขั้นตอนการผลิตบทความชิ้นนี้
สมมุติฐาน: บางครั้งการเขียนเรื่องไร้สาระบ้างอาจจะเป็นการผ่อนคลายที่ดี บุคคลที่ 1: ผู้เขียน a.k.a. “กู” บุคคลที่ 2: ผู้อ่าน ตัวแปร: ตัวแปรต้น x: ความงี่เง่านวยนายของเนื้อความ ตัวแปรตาม y: ความขวนขำของผู้เขียน ตัวแปรควบคุม: พื้นที่หน้ากระดาษ-2 หน้าทรงเหลี่ยมยาว ภาษาที่ใช้-ไทยลิช จำกัดสาระที่เวียนไหลในเนื้อความ-ไม่เกินสามยุม (หน่วยเดียวกับกีบทุเรียน) ห้ามวางแผนโครงเนื้อเรื่องใดๆทั้งสิ้น ปล่อยทุกสิ่งผ่านทางอารมณ์ ตัวแปรที่ไม่สนใจ: สถานะทางสุนทรีอารมณ์ของผู้อ่าน วิธีทดลอง: ลองเขียนข้อความงี่เง่าที่ผ่านไหลออกจากอารมณ์ปัจจุบันของผู้เขียนโดยไม่วางแผนล่วงหน้า ประกอบด้วยเนื้อความต่างวาระที่ไม่เกี่ยวดอง มุ่งเน้นสร้างการเพลิดเพลินทางอารมณ์ให้แก่ผู้เขียนหากแต่ไม่หวังผล เป็นไปได้สูงว่าอาจจะไม่ขำทั้งคนเขียนและคนอ่าน อัตราที่ผู้เขียนน่าจะการใช้คำว่า “ขำๆหน่า” เพื่อใช้สนองปฏิกิริยาตอบรับจากผู้อ่านมารยาทต่ำพอที่จะวิจารณ์พบว่ามากกว่า 87.13% ไม่จำกัดสถานะทางอารมณ์ ณ วินาทีปัจจุบันของผู้เขียน หากแต่ตัวเนื้อความย่อมผกผันตรงกับอารมณ์ อนุญาตให้ผู้เขียนรออารมณ์เปลี่ยนจนอยู่ในระดับพอใจได้ก่อนลงมือทดลอง ทดสอบHypothesis Ho: การเขียนเรื่องงี่เง่าเป็นการผ่อนคลาย (dx/dy > 0) Ha: การเขียนเรื่องงี่เง่าไม่เป็นการผ่อนหลาย (หรือทำให้เครียดมากขึ้น) (dx/dy ≤ 0) ยอมรับหรือปฏิเสธ Ho เมื่อ: บุคคลที่1 (กู) จะเป็นผู้ฟันธง
เนื้อความ
ดิสโก้ การเต้นรำที่ตายแล้ว คอมมิวนิสต์ สังคมอุดมคติที่ตายแล้ว ปรีดี พนมยง บุคคลประวัติศาสตร์ที่ตายแล้ว ใช่ ใช่แล้ว การเป็นอมตะมิได้เกี่ยวข้องกับการมีชีวิตอยู่ ยวนศักดิ์ นอนตายอยู่ข้างเข่งใส่ทุเรียน บนร่างของคือเขาทุเรียนสามยุม บี้แบนเบี้ยวบูดยากจะบรรยาย กิ๊ฟศรี แม่ค้าขายเสื้อผ้าสำหรับเด็ก9-13ขวบ เธอยืนมองร่างไร้วิญญาณของยวนศักดิ์ เวลาการเสียชีวิตของยวนศักดิ์สามารถคาดคะเนได้จากสีหน้าของกิ๊ฟศรี หน้าที่เหมือนกับเพิ่งดมตดพญาช้างเผือกมาเช่นนั้นคงไม่ได้บ่งบอกว่าสิ่งที่ส่งกลิ่นโชยในอาณาบริเวณมีแค่เพียงแค่ทุเรียนที่ถูกบดขยี้สามยุม “เหตุใดจึงตาย” กิ๊ฟศรีถามวิญญาณยวนศักดิ์ที่ยืนเคี้ยวทุเรียนอย่างกริ้มกรุ่มข้างๆเธอ ตายไปแล้ว... เสียงทุ้มต่ำลอยผ่านอากาศ ไร้การเคลื่อนที่ของกล้ามเนื้อริมฝีปาก “นั้นไม่ใช้เหตุผล” ผ่านเลย... “นั่นก็ไม่ใช่เหตุผล” ไม่หวนคืน… “เหตุผลคือสิ่งที่ข้าต้องการ มิใช่คำบรรยายสถานะ บอกข้าเถิด ข้าเป็นแม่ค้าเรื่องอยากเสือกนับเป็นปกติวิสัย ข้าอยากจะรู้และไปจากที่ตรงนี้เร็วๆ กลิ่นโชยของศพเจ้ายิ่งทำให้ข้าปวดขี้มากกว่าที่เป็นอยู่ โอ้ย! ลำยอง! ขี้ทิ่มรูตูด” ทำไม?.. “ใช่ ทำไม ทำไมเจ้าตาย ข้าอยากรู้...” หากแต่ในใจของกิ๊ฟศรีรู้ดีว่า ถ้าหากการได้รู้ซึ่งสิ่งที่ปรารถนาจะรู้มันง่ายเหมือนถอดกางเกงในของคุณสมชายซอย4ล่ะก็ นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องขี่ช้างไปเปรูเพื่อจับเสือชีต้าร์ที่ใกล้จะสูญพันธ์กันหมดสิเฟร้ย นั่นคือสิ่งที กิ๊ฟศรีคิดทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่เกี่ยวกัน (“ขำๆหน่า” : ผู้เขียน) สิ่งที่สูอยากรู้เกี่ยวกับข้อย มันซิมีประโยชน์อะไรสำหรับชีวิตสู... กิ๊ฟศรีเพิ่งสังเกตออกว่ายวนศักดิ์เคยใช้ชีวิตเป็นชาวอีสานมาก่อนประสพพบเคราะห์นอนยวนอยู่ข้างเข่งทุเรียน “ไม่มี ข้าแค่อยากรู้ ความอยาก สิ่งนี้ไม่ใช่หรือที่เป็นรากฐานของอารยะธรรมและพฤติกรรมของหมู่เฮาเหล่าคนฮิวแมนทั้งมวล” บักหำเหียก!! หอยหลอด!!! เสียงไม่ผ่านปากของยวนศักดิ์ดังขึ้นจนกิ๊ฟศรีต้องร้องเม้มปากพร้อมร้องว่า “อุสถ์...” ถ้าหากการได้รู้ซึ่งสิ่งที่สูปรารถนาจะรู้มันง่ายเหมือนถอดกางเกงในห่อน้องชายของบักสมชายซอย4ล่ะก็ บักนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องขี่ช้างไปเปรูเพื่อจับเสือชีต้าร์ที่ใกล้จะสูญพันธ์กันหมดสิเฟร้ย!!! แล้ววิญญาณของยวนศักดิ์ก็เลือนจางหายไป... ไม่มีใครเคยใช้สำนวนโวหารแบบที่เธอชอบนึกคิดกับตัวเองให้เธอฟังมาก่อน ไม่เคยมีใครเข้าใจเธอในแบบที่เธอเป็น ไม่เคยมีใครเข้าใจเธอในแบบที่เขาเข้าใจ เธอหลงรักเขา แต่ดุจดั่งการนั่งอ่านพินัยกรรมแล้วหลงรักเจ้าของสำนวน ทุกสิ่งมันสายไป ความตายของยวนศักดิ์ไม่ได้นำมาซึ่งความเป็นอมตะเหมือนกับความตายของดิสโก้ หรือปรีดี พนมยง มันเป็นความตายที่ว่างเปล่า เหลือไว้เพียงซากศพขึ้นอืดเหม็นเน่าที่เธอรักไม่ลง สิ่งที่เธอต้องการเก็บไว้คือความทรงจำเกี่ยวกับเขา หากแต่สิ่งเดียวที่เธอรู้เกี่ยวกับเขาคือจุดที่เขาเหมือนเธอ เธอไม่รู้แม้กระทั่งว่าเขาตายเพราะอะไร บางทีถ้าเธอตอบคำถามของเขาได้ดีกว่านี้ บางที ถ้า... ถ้าเธอเก็บความรู้สึกที่แท้จริงไว้สักหน่อย แต่มันจะมีประโยชน์อะไรที่จะรักกันถ้าไม่เปิดใจ และถ้าเธอไม่เปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงไป เธอก็คงจะไม่รู้ ไม่รู้ว่าทำไมเธอควรจะรักเขา รักวิญญาณที่เหงาหงอยตนนั้น บางที.... แพร็ด...แพ..ร.. รรรรรร็ด... ของเสียสีน้ำตาลเล็ดลอด ออกจากช่องที่อยู่ระหว่างแก้มก้นทั้งสองของกิ๊ฟศรี เธอลืมถึงอาการวิกฤติทางช่องท้องของเธอไปเสียสนิท แต่ไม่เป็นไร เมื่อมีความรักแล้ว สิ่งเลวร้ายเท่าไหร่ก็ดูสวยงามได้
ไม่แข็งเกินไป ไม่นุ่มเกินไป สีน้ำตาลสวยกำลังงาม... สมบูรณ์แบบ... ...(ขำๆหน่า)
ผลการทดลอง: 1.บันทึกความคิดระหว่างเขียน: “ปกติตูเครียดซีเรียสจะตายชัก จะโดนคนอ่านด่าไหมหระ ไม่เป็นไรหน่า ขำๆพระยันตระคนยังให้อภัยเลย” – ค่าความเครียดเพิ่ม 5.26% “ตกลงเราเป็นคนหมกมุ่นกับขี้ใช่เปล่าวะ”--- ค่าความเครียดเพิ่ม 7.13% “ชื่อตัวละครคิดได้แค่นี้เหรือฟระนี่” –ค่าความเครียดเพิ่ม 2.06% “เปรูมีเสือชิต้าร์ด้วยเหรอวะ” –ค่าความเครียดเพิ่ม 2.86% ยอดรวมส่วนเพิ่มค่าความเครียด – 17.31% 2.สถานะอารมณ์ ระยะสั้น: ดีเว้ย ไม่ต้องคิดมาก นวลดี (ขวนขำ+) ระยะยาว: เดียวคนจะเลิกอ่านเอา (ขวนขำ ↓↓↓) ความต่างค่าความขวนขำก่อนและหลังเป็น (-) 3.ระดับความงี่เง่าของเนื้อความที่ออกมา: งี่เง่ามาก
ข้อสรุป: จากข้อ 1-3 à dx/dy ≤ 0 ค่าความเครียดขึ้นสูงเกิดจากบทความที่งี่เง่ามาก =ปฏิเสธ Ho ยอมรับ Ha : การเขียนเรื่องงี่เง่าไม่เป็นการผ่อนหลาย (หรือทำให้เครียดมากขึ้น) |
|
|