Singha 的个人资料Toilet for thoughts...照片日志留言簿 工具 帮助

日志


3月24日

โอยยยยยย คลอดสักที

ขอบคุณทุกคนมากๆครับ
พวกคุณไม่มีทางรู้หรอก
ตอนที่ผมเดินไปที่เวทีตอนวันเสร์ แล้วมีคนรอให้เซ็นอยู่เต็มไปหมด
มันมีความหมายมากมายแค่ไหน

ขอบคุณสำหรับความทรงจำดีๆอีกหนึ่งหน้ากระดาษ
ขอบคุณน้องพเยีย(ชื่อนี้จริงๆ)สำหรับการ์ด
ขอบคุณน้องแก้วสำหรับปากกา สวยมาก ชอบนิ
ขอบคุณ ฯลฯ

ทั้งเสียใจและดีใจที่หนังสือหมดตอนวันอาทิตย์
แต่ช่วยไม่ได้เนอะ หนังสือมันขายดีนี่เนอะ ...โฮะ โฮะ โฮะ

...
ล้อเล่นนะ
(เดินไปบอกพี่นิ้วกลมว่าหนังสือขายหมดเกลี้ยง เค้าก็บอกว่า "ชิ เกินหน้าเกินตานะ" ;-P )

ใครที่ไม่ได้เซ็นให้ โทษทีนะครับ ไม่ค่อยว่างไปเท่าไหร่
และขอโทษที่เซ็นชื่อบางคนผิด หูมันไม่ดี (ขำๆน่า)
เดี๋ยวจะรีบเขียน ออก "ตอบตามใจ" ให้ทันงานหน้าเน่อ

...
แต่ก็เอามาโพสต์ ได้อ่านกันหมดแล้วนิ
จะตัดยอดขายตัวเองทำไมฟระ ...ตูนิ

แล้วเจอกันงานหน้าครับ

ีูู่่


 

Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire

ใบไม้แดง
ออกวันที่ 2 เมษาครับ
ผมไปเซ็นที่Bootอัมรินทร์วันที่ 5-6 เมษาครับผม บ่ายสองมั้ง


ฝากอุดหนุนและบอกต่อกันด้วยเน้อ


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire










3月7日

Catalyst 4

Catalyst 4                                  

คู่

    ผมไม่ค่อยชอบวินาทีแรกๆของการลืมตาสักเท่าไหร่
   
    ในเช้าของวันปรกติ ผมมักจะโดนโจมตีโดยกลุ่มอาการมากชนิดอย่างกรำจิต ที่มาบ่อยสุดจะนับได้สาม คือปวดหลัง ปวดมือ และเลือดออกตามไรฟันเวลาแปรงฟัน
     หมอบอกว่านั่นคืออาการที่พบเห็นได้ทั่วไปในเหล่าพนักงานบริษัทโชคร้ายผู้มีชะตาด้อยคุณภาพ ต้องนั่งจดจ่อหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน การยกศอกขึ้นท้าวโต๊ะที่อยู่สูงเกินพอดีเป็นเวลานานจะส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอเกร็งและแข็งดุจดั่งกล้ามท้องของเขาทราย ซึ่งจะไปดึงทั้งแผ่นหลังให้ตึงและนำไปสู่อาการปวดหลังเรื้อรังแบบเดียวกันกับที่ร่วมเตียงกับผมมานาน นอกจากนั้น หมอยังบอกผมอีกด้วยว่า การใช้คอมพิวเตอร์เป็นนิจเป็นนวลนั้นก็เปรียบได้กับการที่ “มือ” ต้องยกน้ำหนักอยู่ตลอดเวลา และสามารถนำไปสู่อาการปวดมือขั้นรุนแรงได้
แต่ก็ไม่ใช่ว่าการตื่นของผมจะนำไปสู่การพบเจอสิ่งแย่ๆซะอย่างเดียว อย่างน้อยทุกเช้า ผมก็ได้มีความสุขกับการกินอาหารเช้าอย่างเต็มคราบ (เค้าว่ากันว่า ยิ่งหิว ยิ่งกินแล้วอร่อย) และหลังอาหารเช้า ผมก็จะได้จุดบุหรี่มวนแรกของวันสูบ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นมวนที่อร่อยที่สุด (ไอนี่เองที่ทำให้เลือดออกตามไรฟัน) และที่สำคัญที่สุด การที่ผมตื่น เท่ากับเป็นการเริ่มต้นของอีกวัน ที่จะอนุญาตให้ผมได้ก้าวเดินต่อไป
ก้าวไปบนเส้นทางแห่งการเติมเต็มความหมายของตัวผมเอง
    ความหมาย ที่ทำให้วันของผมมีค่ามากกว่าของคนอื่น
    ...อย่างน้อย ผมก็อยากที่จะเชื่ออย่างนั้น

    งานปัจจุบันของผมเป็นงานอธิบายยาก พวกเราชอบที่จะเรียกตัวเองว่า Social Broker ซึ่งแปลเป็นไทยอย่างไม่ฉลาดนักก็คงจะตรงกับคำว่า นายหน้าทุนภาคสังคม และด้วยการอธิบายที่ไม่ค่อยจะละเอียดนัก สิ่งที่พวกเราทำคือการรวบรวมเงินพัฒนาสังคมจากแหล่งทุนต่างๆ ไม่ว่าจะจากสถาบันต่างๆ กองทุนพัฒนาสังคมข้ามชาติ หรือว่าเงินของบุคคลทั่วไป และจากนั้นเราก็นำไปลงทุนกับองค์กรพัฒนาสังคมต่างๆ ที่เราเห็นว่ามีประสิทธิภาพ และไม่ค่อยจะมีใครสนใจสนับสนุนกัน เช่น เวปไซต์ที่ทำเรื่องสื่อเสรี เครือข่ายนวัตกรรมเกษตรที่ช่วยชาวบ้านลดรายจ่าย ปีละเป็นแสน หรือว่าโครงการที่จะช่วยให้ชาวบ้านไม่ต้องซื้อไฟจากกฟผ.ไปอีกนานด้วยเครื่องปั่นไฟพลังน้ำแสนทรงพลัง พูดง่ายๆก็คือเรา พยายามโค่นล้มรัฐบาล (ล้อเล่นนะ) ด้วยการทำตัวเป็นผู้กำหนดงบประมาณซะเอง เปรียบได้เหมือนกับยอดปิรามิดที่จะช่วยส่งทรัพยากร ทางสังคมไปให้กับองค์กรพัฒนาสังคมที่เหลือในประเทศ โดยอาศัยทุนทางสังคมที่มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป
    และแน่นอน มันเป็นงานที่หนัก ก็เหมือนกับทุกๆงานที่คนอื่นเค้าทำกัน ผมได้นอนวันล่ะ 4-5 ชม. ต้องนั่งจ้องคอมเกือบจะทั้งวัน เงินเดือนก็น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ส่วนวันหยุดแทบจะเรียกได้ว่ามีแค่ในนาม  และแน่นอนว่ามันคือสาเหตุของอาการปวดร้าวยามตื่นของผม

    แต่...

    ...แต่อย่างน้อยผมก็อยากจะคิดว่าอาการเจ็บหลัง ปวดมือของผมนั้น มีความหมายมากกว่าอาการแบบเดียวกันของ พนักงานบริษัทนำเข้าปลาเข้ากระป๋องที่ทำงานหนักเกินไป ผมอยากจะมองตัวเองในฐานะผู้ที่เสียสละเพื่อบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่า เมื่อเทียบกับ “คนส่วนใหญ่” ที่ไหลไปตามกระแสชีวิตและมีชีวิตอยู่สำหรับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น

   “แต่แล้วมันจริงรึเปล่า...”

    ....นี่ก็คืออีกอาการที่ผมมีเกือบทุกเช้า

    อย่างหนึ่งที่ผมรู้ว่าผมเป็นแน่ๆก็คือ “นักปราชญ์” นี่ไม่ใช่การสรรเสริญตัวเองแต่อย่างใด ถ้าหากเราลองทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “ปรัชญา” ดูใหม่ คำคำนี้หมายถึงการศึกษาเหตุผลของการมีอยู่ของทุกสิ่ง โดยเฉพาะการมีอยู่ของ “ชีวิต” และถ้าหากเราแปลคำว่า “นักปราชญ์” อย่างตรงไปตรงมาว่า “ผู้ที่ศึกษาปรัชญา” ล่ะก็ การบรรยายตัวเองว่าเป็นนักปราชญ์ ก็หมายถึงการเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการดำรงอยู่ ของตัวเองตลอดเวลานั่นเอง ซึ่งไอนิสัยขี้สงสัยนี่ก็เป็นลักษณะของผมมาตั้งแต่ยังเด็กแล้ว และบางคนอาจจะบอกว่านักปราชญ์ก็เป็นแค่คนที่วันๆ เอาแต่ตีความหมายของประโยคต่างๆในหนังสือ ไม่ค่อยจะทำประโยชน์ที่จับต้องได้ให้กับโลกสักเทาไหร่ ผมว่านั่นอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้ พวกเรานักปราชญ์อาจจะถือได้ว่าเป็นคนที่เห็นแก่ตัวที่วันๆนั่งถามคำถามเพื่อประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น แต่ก็อีกนั่นแหละ    
    สุดท้ายแล้วการมองว่าคนเราทุกคนเห็นแก่ตัวก็อาจจะเป็นเรื่องที่สมจริงที่สุดก็เป็นได้  
    สุดท้ายแล้วคนทุกคนย่อมทำเพื่อผลประโยชน์ของตนในทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเพื่อความสบายใจหรือเพื่อความมั่งคั่งของตน อย่างในกรณีของผม ที่ผมเป็นนักปราชญ์ก็เพื่อที่จะหาวิธีการขจัดไออาการขี้สงสัยเรื้อรังยามเช้าของผมให้หมดไป ก็เท่านั้นเอง
   
    และเมื่อลองนำปรัชญามาใช้ในการแก้ปัญหาการวัด “คุณค่าของความปวดหลัง” ของ “คนส่วนใหญ่” และ “คนอย่างผม” ดู ผมคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์ที่จะลองเปรียบเทียบดูให้คนอย่างผมเป็นคนส่วนน้อยที่เชื่อว่าโลกกลมในสมัยที่ทุกคนเชื่อว่าโลกแบนดู การเปรียบเทียบดั่งนี้ไม่ได้เพื่อบอกว่าตัวเองรู้ดีกว่าคนอื่น เพียงแค่รู้สึกว่ายุคสมัยที่ทุกคนชื่อว่าโลกกลมและคนส่วนน้อยเชื่อว่าโลกแบนนั้นฟังดูไม่ค่อยสมจริงนัก
    ในสถานการณ์ดังกล่าว คนอย่างผมที่เชื่อว่าโลกกลมคงจะรู้สึกว่าตนนั้นแตกต่าง แต่ขณะเดียวกันก็ถูกต้อง ผมก็คงจะพยายามรวบรวมข้อมูลและหลักฐานทั้งหมดมานำเสนอมหาชนเพื่อสนับสนุนข้อสรุปของผม ที่ทำทั้งหมด ถ้าหากไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงและการยอมรับจากสังคม ก็คงเพื่อการให้อาหารอัตตาตนเอง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ความเชื่อในโลกที่แบนราบของมหาชนนั้น ไม่ได้มีที่มาจากข้อมูลและหลักฐานใดๆ หากแต่แตกหน่อมาจากความเชื่อของบุคคลทุกคนรอบตัวมากกว่าและย่อมถูกเปลี่ยนหรือหักเหได้ความเชื่อแบบเดียวกันเท่านั้น เพราะ ฉ นั้น สุดท้ายแล้วการถกเถียงกันระหว่างผมกับพวกเขาอาจจะวกกลับมาในเชิงสลับ ผมอาจจะเป็นฝ่ายถามซะเองว่า “คุณว่าโลกแบน พาผมไปดูขอบโลกหน่อยสิ” และแน่นอนว่าพอเราวกกลับมาที่เดิม คำอธิบายที่หลุดออกมาก็อาจจะเป็น “พวกเราหลงทางและไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรง” หรือถ้าหากใครยินดีที่จะเปลี่ยนสักหน่อย ก็อาจบอกว่า “ความจริงแล้วโลกเป็นรูปกรวยต่างหาก” และผมก็คงจะตอบกับไปว่า “เจ้ดแม๋”
    ผมไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วคนทั่วโลกยอมรับกันได้อย่างไรว่าโลกกลม แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่ายุคสมัยที่มีข้อถกเถียงปัญญาอ่อนอย่างที่ผมยกตัวอย่างไปเมื่อกี้นั้นคงจะยาวนานไม่น้อย แต่ท้ายที่สุด ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตามพอทุกคนเชื่อว่าโลกกลมหมด คนที่ถูกเรียกว่า “ไอพวกที่คิดว่าโลกกลม” ก็จะหมดไปจากโลกทันที
    ก็เหมือนกับการที่เราจะเรียกใครว่า “ผู้ขาย”ได้ ก็จะเป็นที่จะต้องมี “ผู้ซื้อ” เหมือนกับแม่เหล็กนั้นมีสองขั้วที่ตรงข้ามกันเสมอ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นแม่เหล็กอันเดียว และคงจะไม่มีทิศเหนือถ้าหากว่าไม่มีทิศใต้
    ไม่มี “คนอย่างผม” ก็ไม่มี “คนส่วนใหญ่”
    ไม่มี “คนส่วนใหญ่” ก็ไม่มี “คนอย่างผม”

    มันเป็นปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สองสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกันนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องดำรงอยู่ด้วยกัน พร้อมกัน และไม่สามารถแยกจากกันได้ 
ในทุกยุคทุกสมัยก็จะยังคงมีกลุ่มคนที่คิดและทำไม่เหมือนชาวบ้านต่อไป และถ้าหากว่าไม่มีชาวบ้าน พวกเขาก็คงจะไม่สามารถเรียกตัวเองว่าคิด ไม่เหมือนชาวบ้านได้ และในเมื่อทั้งสองฝ่ายไม่สามารถดำรงอยู่โดยไม่มีอีกฝ่ายได้ ผมก็คงจะต้องเอาสรุปว่าอาการปวดหลังของผม ไม่ดีมีค่ามากไปกว่าอาการปวดหลังของคนอื่นเลย ในแง่หนึ่งที่ผมต้องปวดหลังก็เพราะว่าคนอื่นเลือกที่จะไม่ปวดหลังจากต้นเหตุเดียวกับผม และในขณะเดียวกันผมก็ทำให้คนอื่นปวดหลังด้วยการเลือกที่เป็นอย่างที่ผมเป็นและขณะเดียวกันก็ยังใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปอยู่ บางทีข้อแตกต่างเดียวระหว่างผมกับเขาก็คือ เมื่อมีคนวาดรูปวงกลมทึบสีดำบนพื้นหลังสีขาว พวกเขาอาจจะมองเห็นลูกบอลสีดำ หรือไม่ก็ชาม ในขณะที่ผมอาจจะมองเห็นรูบนกำแพงสีขาว

   บางที “คนอย่างผม” กับ “คนส่วนใหญ่” อาจจะไม่มีคุณค่าในการดำรงอยู่ที่แตกต่างกันเลยก็เป็นได้
   แต่ถ้าหากว่าเราต้องมองฝ่ายหนึ่งเป็น “ผู้หลับใหล” และอีกฝ่ายเป็น “ผู้ตื่นแล้ว” ล่ะก็

   ...ผมก็แค่สงสัยว่าผมอยู่ฝ่ายไหน