Singha 的个人资料Toilet for thoughts...照片日志留言簿 工具 帮助

日志


3月16日

ยาระบายอ่อนๆ

*เพลงนี้แต่งเอง ช่วยฟังแล้วcommentหน่อยนะครับผม                                                                                                                                                                                                                                                                  

ใบไม้แดง 16

สังคมแห่งผู้ตาม

 

                เมืองไทยก็เป็นเช่นนี้...

                ผมคิดว่า คนไทยทุกคนคงจะเคยเอ่ยวลีนี้กับตัวเองมาก่อนในหลายๆโอกาส

                                นักการเมืองชิงหมาเกิด แดกบ้านแดกเมือง

                                ดาราสร้างภาพ โชว์สาหร่ายอยากดัง

                                อยากรวยต้องโกง อยากสูงต้องเลีย

 

 

                ........

                เมืองไทย....

.... ก็เป็นเช่นนี้แล

 

                ลองมองรอบๆตัว ลองมองรอบๆกาย

                เห็นไหม บางสิ่ง หรือกระทั่งหลายสิ่งที่ไม่พอใจ สิ่งต่างๆที่ไม่ควรจะเป็น สิ่งที่คิดว่าถ้าไม่มีได้ซะก็ดี

                ในที่ที่เราอยู่ สิ่งเหล่านี้ดำรงอยู่มากมาย มากมายจนบางครั้งเกือบจะทนไม่ไหว มากมายซะจนบางครั้งก็ทำให้เราสงสัยได้ว่าแน่หรือ

แน่หรือ ที่ที่แห่งนี้คือที่แห่งเดียวกับบ้าน กับความทรงจำของวัยเด็กที่เรามี

                ในวันเหล่านั้นที่เคยผ่าน สังคมช่างวิจิตร  รอบกายดูรื่นรมย์ พลิ้วเบา ทุกอย่างดูเป็นสีขาวสวยงาม หรือบางทีก็เป็นสีดำที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน

                ในตอนนี้ วันเวลาในความทรงจำ ช่างดูเจือจางเสียเหลือเกิน ราวกับว่ามันได้เหือดระเหยไป ราวกับมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเฉกเช่นดังฝันหนึ่งตื่น

                มันอาจจะเป็นเฉกเช่นนั้นสำหรับคนทุกคน แต่สำหรับตัวผม

                ใช่ตัวผมเอง คนธรรมดาคนหนึ่ง ผู้ชายที่อาจจะมีส่วนเดียวที่แตกต่างก็คือ ความคิดถึงวันเวลาเหล่านั้นที่อาจจะมากกว่าใครๆ

                สำหรับตัวผมแล้ว คำถามที่สำคัญที่สุด ไม่ได้อยู่ที่ว่า วันเวลาเหล่านั้นมีอยู่จริงหรือไม่

                เพราะผมไม่มีเหตุผลที่จะสงสัยตัวเอง เคลือบแคลงใจ ลังเลในการที่จะปักใจเชื่อในสิ่งที่ดีงาม

                สำหรับตัวผมเองแล้ว ความหมายของเรื่องราว แก่นแท้ของความนึกคิด รวมอยู่ในคำถามเดียวที่ว่า

 

                ความทรงจำเหล่านั้นเลือนหายไปด้วยตัวของมันเอง

                                ...หรือหากเป็นฝายตัวเรา

                                ที่เลือกจะลืมเลือน

 

                ลองมองรอบๆตัว ลองมองรอบๆกาย

                หนังสือ tabloid ข่าวซุบซิบดารา ใครเป็นแฟนใคร ใครเสริมนมมา ใครนมใหญ่จริง หรือแม้กระทั่งใครเดินออกมาจากโรงแรมด้วยกัน สิ่งงี่เง่าที่แตกหน่อจากคอลัมน์เล็กๆในหนังสือพิมพ์ ขยายเป็นนิตยสารเต็มรูปแบบ ขยายเป็นหนังสือเป็นเล่มๆ หรือแม้กระทั่งรายการทีวีที่ดูดครึ่งชั่วโมงจากชีวิตคุณไปด้วยการฉายภาพเหล่าบุคคลหน้าตาดีทำกิจกรรมที่ธรรมดาซ้ำไปซ้ำมา

                ถูก ว่ามันเป็นเพียงแค่ความบันเทิงไร้สาระ ที่จำต้องมีในสังคม เป็นเพียงแค่ที่ระบายระบบผายลมของสมอง ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกที่จะเสพย์ จะบริโภคเรื่องราวเหล่านี้ เมื่อเราพิจารณาอยู่บนพื้นฐานว่า  อย่างน้อยมันก็ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

                หากแต่ลองนึกไตร่ตรองดู ใช่ไม่ใช่ สิ่งเหล่านี้ที่เป็นจุดกำเนิดของวัฒนธรรมต่างๆ นาๆ

                การสร้างภาพเพื่อสังเคราะห์ตัวตน ความหวาดกลัวในพฤติกรรมที่แตกแยก ความหิวกระหายความโด่งดัง รวมไปถึงกลุ่มคนที่หาเลี้ยงชีพโดยการปั้นแต่งเรื่องราวต่างๆนาๆโดยมีพื้นฐานที่ไร้ซึ่งความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง    

                หากเพียงลองนึก ว่าภาพทรวงอกครึ่งเปลือยเหล่านั้น วิดีโอแอบถ่ายต่างๆนาๆที่หลุดออกไป หรือ เรื่องราวที่โป้ปดทั้งหลาย มีแม่ น้องสาว หรือแม้กระทั่งตัวของคุณเองเป็นตัวเอก

                หากสิ่งเหล่านั้นปรากฏ คุณจะยังพบว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นความ บันเทิง อยู่อีกหรือไม่

                ผมเชื่อ ผมรู้ ว่าผมไม่ใช่คนเดียวที่คิดเช่นนี้

                หากแต่ทุกวันที่ลืมตาตื่น สังคมก็ยังทนกับสิ่งเหล่านี้ เพียงเพราะว่ามัน ธรรมดา เพียงเพราะว่ามันยัง ไม่ผิดกฎหมาย

                ถึงแม้ไร้ประโยชน์ที่จะกล่าว แต่ผมจะขอพูดอีกครั้ง ดังที่เคยมีผู้ปราดเปรื่องกล่าวมาแล้ว

.... กฎหมายนั้นเป็นเพียงแค่ศีลธรรมขั้นต่ำสุดที่มนุษย์อันสมบูรณ์พึงจะมี

 

ลองมองรอบๆตัว ลองมองรอบๆกาย

การโกงกิน การข่มเหง ความไม่เสมอภาค

ทำไมบางคนเลือกได้ว่าจะอยู่อย่างไรให้สุขสบาย ในขณะที่บางคนอ้อนวอนฟ้าขอเพียงแค่ให้มีชีวิตอยู่ก็เพียงพอ

หลายครั้งเราดูข่าว เรามองตัวเลขที่มีความหมาย เราเห็นเดรัจฉานที่มีอำนาจพ่นพิษใส่แผ่นดิน

หลายครั้งที่เรารับรู้ และกระทำเพียงแค่การถอนหายใจเบาๆ หรือกระซิบบอกตัวเองเบาๆว่า แย่จัง

จริงหรือที่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นไป  ใช่หรือที่เรื่องราวต่างๆถูกเขียนไว้โดยไม่มีทางเปลี่ยนแปลง

 

เป็นความจริง ที่สังคมไทยมีรากฐานอันดีจากความปรองดอง เป็นหนึ่งเดียว ความสามัคคี

หรือว่าเป็นเพราะความจริงข้อนี้ ทำให้มันยากเหลือเกิน ที่จะแตกต่าง ยากเหลือเกินที่จะลุกขึ้นมาบอกว่า ผมไม่เห็นด้วย หรือบอกว่า คุณทำผิด ยากเหลือเกินที่จะพยายามเปลี่ยนแปลงความอยุติธรรมทั้งหลายในสังคมโดยไม่ถูกมองว่าเพ้อฝัน

จริงหรือไม่ ที่พวกเราถูกบ่มเพาะมาให้เป็นผู้ตาม ถูกกำหนดให้ไม่โต้แย้ง ไม่ขัดขืนสิ่งใดๆทั้งสิ้น

 

ยกตัวอย่าง...

ยกตัวอย่างเช่นพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ที่สังคมไทยกำลังเชิดชูกันอยู่นะเวลานี้

มันจะผิดไหม ถ้าผมจะบอกตรงนี้ว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้น หากพิจารณาในเชิงเศรษฐศาสตร์ ในความคิดของผม ชี้นำในสิ่งเก่าที่เศรษฐศาสตร์ปัจจุบันได้มีคำตอบให้อยู่แล้ว นั่นคือใช้จ่ายตามรายได้ที่มี ไม่กู้ยืมมาใช้ในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือพูดง่ายๆก็คือ ใครมีเท่าไหร่ ก็ใช้เท่านั้น

ในขณะที่ผมไม่มีความคิดอะไรโต้แย้งกับหลักคิดนี้ หรือกล้าโต้เถียงว่าแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งที่ผิด หรือ เลวร้ายในทางใด มิหนำซ้ำยังเห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้นดีกว่าเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันในแง่ที่มีการสอนเรื่องหลักคุณธรรมจริยธรรมควบรวมไปด้วยกันกับแนวคิดทางหลักเศรษฐศาสตร์ ความคิดเห็นเดียวที่ผมพอจะมีก็คือ เศรษฐกิจพอเพียงอาจจะไม่ใช่คำตอบเดียว และไม่เพียงพอที่จะเป็นคำตอบเดียวที่สังคมพึงจะมีในเวลานี้ เหตุว่าเศรษฐกิจพอเพียงมิอาจนำพามาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมในเชิงบริโภคของชนชั้นกลางและสูงได้ และการอนุญาตให้บริโภคตามรายได้ก็อาจนำมาซึ้งความรู้สึกชอบธรรมของบุคคลบางกลุ่มที่บริโภคในหลายสิ่งที่พวกเขามี เพียงเพราะว่าเขาทำได้ หรือหากจะกล่าวง่ายๆ ผมไม่คิดว่าการที่คนมีรายได้ปีละ1000ล้านซื้อรถคันละ 50ล้านนั้นจัดอยู่ภายได้คำว่าพอเพียงแต่อย่างไร ถึงแม้ว่าจะถูกต้องตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงก็ตาม

 

แน่นอน ผมไม่ความคิดของผมถูกต้องสำหรับคนทุกคน ตัวผมเองก็ไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่ามันถูก  หากแต่มันคือสิ่งที่ผมคิดอยู่ในเวลานี้ และการเอ่ยมันออกมาก็เป็นการใช้สิทธิ์ที่ผมพึงมีตั้งแต่เกิด หากว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นกับผม เพียงเพราะว่าผมตั้งคำถามกับสิ่งที่สังคมยึดมั่นในเวลานี้ ก็ขอให้มันเกิดเถิด

มันยากนักหรือ ที่จะโต้แย้ง สงสัยในสิ่งที่คุณถูกหยิบยื่นให้ มันยากนักหรือที่จะตั้งคำถามกับอำนาจ ที่จะลุกขึ้นมากล่าว หรือกระทำสิ่งที่อยู่ในใจตน โดยไม่ต้องหวาดผวากับความแตกต่าง

 

เมืองไทยก็เป็นเช่นนี้... เราจะไปทำอะไรได้...

คุณอาจจะบอกตัวเองอย่างนี้ และหันหลังกลับไปสู่ชีวิตที่คุ้นเคย

คุณอาจจะบอกตัวเองว่าคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ บอกตัวเองว่าสังคมที่คุณอยู่บังคับให้คุณไม่แตกต่าง บังคับให้คุณไม่ตั้งคำถามกับอำนาจใดๆ เหมือนกับที่คุณบอกตัวเองว่าถ้าคุณไม่ซื้อหนังสือข่าวบันเทิง คนอื่นก็ซื้ออยู่ดี ถ้าเอานักการเมืองคนหนึ่งออกไป คนใหม่ก็โกงอยู่ดี หรือแม้คุณพยายามแค่ไหน คุณก็คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตใครได้

 

...แม้ว่าผมจะไม่พูดอะไร แต่ทุกคนย่อมรู้ดีว่า

คำบอกเหล่านั้น เป็นคำโกหกทั้งเพ

...แม้จะไม่มีใครบอกกล่าว

คำตอบต่อคำถามที่ว่า แล้วจะให้ทำยังไง นั้น

                ....ล้วนหลบอยู่ในมุมมืดของใจเราทุกคน