| Singha 的个人资料Toilet for thoughts...照片日志留言簿 | 帮助 |
|
12月5日 การ์ดวันพ่อ(จาก GM+ Dec06)ใบไม้แดง 12 พ่อ
ชายสองคน นั่งขนาบโต๊ะไม้สักขนาดใหญ่โตไม่มากนัก ...พวกเขาหันหน้าเข้าหากัน บนโต๊ะคือแก้วน้ำสองใบ พวกมันบรรจุน้ำอยู่เต็มบริ่ม ...พวกมันทั้งคู่ บรรยายบางสิ่ง
แก้วใบหนึ่ง... แก้วใบหนึ่งเป็นแก้วเซรามิคสีเขียวขี้ม้า ขนาดของมันถือว่าใหญ่สำหรับสิ่งที่เรียกว่าแก้ว หากว่านำไปตั้งรวมกับแก้วใบอื่นบนโต๊ะหรือว่าบาร์ไหนๆ แก้วสีเขียวใบใหญ่นี้ก็คงจะโดดเด่นกว่าแก้วใดๆในบริเวณพื้นที่ที่แก้วดำรงอยู่กัน ฐานของแก้วใบนี้ ใหญ่และมั่นคง รัศมีที่กินพื้นที่ทำให้เป็นการยากที่จะสังเกตเห็นแก้วใบอื่นๆที่ตั้งอยู่รายรอบได้ในแรกเห็น ขนาดที่ใหญ่ ผิวที่หนาตันก่อให้เกิดน้ำหนักที่เกินใบ ทำให้การเคลื่อนย้ายใช้งานอาจเป็นไปได้ยาก แก้วสีเขียวใบนี้ ในแรกเห็นอาจจะเข้าใจว่า ความโดดเด่นของมันอยู่ที่ขนาดและความหนักแน่นเหนือผู้อื่น แต่ในความเป็นจริงนั้น ผู้คนมากมายที่ได้เห็นได้สัมผัสจะรู้ว่าเสน่ห์อันแท้จริงของมันอยู่บนพื้นผิวที่ต้องอาศัยความใกล้ชิดในการสังเกต บนแก้วใบนี้ มีรอยบิ่นหักมากมาย บางรอยเล็ก บ้างก็เป็นรอยร้าวที่ทำให้มันแทบจะแตกหักออกจากกัน บางรอยใหญ่จนน่าแปลก ทำให้ดูเหมือนว่าสิ่งที่ยึดแก้วใบนี้ไว้ด้วยกันเป็นบางสิ่งที่ดำรงอยู่นอกเหนือจากสิ่งที่ทุกคนเห็นโดยสิ้นเชิง รอยร้าวเหล่านี้ดูโดดเด่นเสมอ ราวกับว่าแก้วสีเขียวใบนี้ทระนงกับความแตกร้าวของตัวมันเอง และยินดีที่จะหันให้รอยร้าวของมันกระทบกับอณูแดดทุกๆครั้งที่แสงแดดสีทองทอผ่านหน้าต่างเข้ามา เพื่อแสดงให้เห็นฤดูกาลที่มันได้ผ่านพบ แสดงให้เห็นถึงการใช้งานไม่ใช่ว่าแก้วทุกใบจะผ่านมาได้โดยไม่ละเอียดแตกหักไปเสียก่อน จะว่าไปแล้ว ความเป็นจริงอาจจะใช่ว่ารอยร้าวเหล่านี้นั่นแหละ คือสิ่งที่ชักชวนเหล่าผู้ที่มาเยือนโต๊ะตัวนี้คนแล้วคนเล่าให้หลงใหล ใคร่รู้ในความเป็นแก้วสีเขียวใบนี้ หลายๆคนพยายามแงะรอยร้าวเหล่านี้ออกจากกัน เพื่อหาคำตอบ อะไรคือสิ่งที่ยึดมันเอาไว้ อะไรคือสิ่งที่อยู่ภายใต้รอยร้าวอันสวยงามเหล่านี้ หากคำตอบที่ได้ล้วนแตกต่างกันไป
แก้วอีกใบหนึ่ง... แก้วอีกหนึ่งใบนั้น เป็นสีแดงสด รูปร่างของเหมือนคล้ายคลึง หรือเรียกได้ว่าเหมือนกับแก้วสีเขียว หากแต่ขนาดของมันไม่ใหญ่โตนัก แต่ถ้าจะกล่าวถึงธรรมชาติของมัน ก็มิได้แตกต่างจากแก้วสีเขียวอันแตกร้าว คือตรงจุดที่ว่าหากนำแก้วสีแดงนี้ไปตั้งรวมกับแก้วใบอื่นบนโต๊ะหรือว่าบาร์ไหนๆ แก้วสีแดงสดใบนี้ก็คงจะโดดเด่นกว่าแก้วใดๆในบริเวณพื้นที่ที่แก้วๆดำรงอยู่กัน หากแต่การมีอยู่ของจุดเหมือนย่อมชี้ชัดถึงความแน่นอนของจุดต่าง แก้วสีแดงใบนี้มิได้มีริ้วรอยความแตกร้าวใดๆอยู่บนผิวสีแดงสดของมัน แต่ในขณะเดียวกันมิได้ใหม่จนมีผิวที่มันแววส่องสว่างสะท้อนให้เห็นทุกสิ่งที่แสงส่งมากระทบพื้นผิวของมัน ถึงแม้ว่าแก้วสีแดงจะมิได้แสดงถึงความเจนจัดประสบการณ์ในการใช้งานเหมือนอย่างที่แก้วสีเขียวสะท้อนออกมา ความเด่นของมันก็มีเอกลักษณ์อย่างเด็ดขาด สีแดงที่ปรากฏนั่นไม่ใช่สีแดงสดอย่างแสแสร้ง มันเป็นสีแดงที่ถ้าหากว่านำมาเทียบกับสีแดงในเฉดอื่นๆที่มีอยู่แล้ว สีแดงของแก้วใบนี้ก็คงจะเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นตัวแทนของ“ความแดง”ในจักรวาลนี้ แต่หากมองอีกแง่มุมหนึ่ง ความโดดเด่นในตัวมันมิได้มาจากสิ่งที่มันผ่านพบมา หากแต่เป็นความโดดเด่นที่ติดตัวมาตั้งวันที่มันถูกหล่อหลอมขึ้น ความโดดเด่นในสีแดงของมัน หากมองดูหยาบๆ คุณค่าในตัวของแก้วสีแดงนั้น อาจจะดูเหมือนลอกเลียนแบบมาจากแก้วสีเขียว เนื่องจากลักษณะโดยรวมที่รูปร่างอันคล้ายคลึงกัน และในพื้นที่ที่มีแก้วอยู่มากมายหลายใบนี้ มีเพียงแค่สองใบที่โดดเด่น และคงไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญทางแก้วใดๆมาวิเคราะห์เจาะความว่าแก้วสีเขียวที่มีดูอายุมากกว่านั้น คงจะเป็นต้นแบบในการหล่อหลอมแก้วสีแดงเป็นแน่ แต่หากมองดูอย่างพินิจวิเคราะห์พอ บางคนอาจจะได้พบว่า องศาของหูจับ รสสัมผัสของพื้นผิว หรือว่าความหนาของขอบแก้ว เหล่านี้ล้วนแตกต่าง หรือสำหรับหลายๆคน แก้วสีแดงก็ยังดูเป็นของเลียนแบบอยู่ดี จะว่าไปแล้ว ความเป็นจริงอาจจะใช่ว่าหมู่รายละเอียดที่ซุกซ่อน และความเป็นตัวเองที่ดูอาจไม่แท้จริงแหละ คือสิ่งที่ชักชวนเหล่าผู้คนที่มาเยือนโต๊ะตัวนี้คนแล้วคนเล่าให้หลงใหล ใคร่รู้ในความเป็นแก้วสีแดงใบนี้ เพื่อเรียนรู้ว่าแก้วใบนี้ที่แท้จริงมีคุณค่าควรเชิดชูหรือไม่ หากคำตอบที่ได้ล้วนแตกต่างกันไป
ชายชรายกแก้วสีเขียวขึ้นดื่ม เขาจ้องมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขา เขามองเห็นตัวเอง ชายหนุ่มยกแก้วสีแดงขึ้นดื่ม เขาจ้องมองชายชราที่อยู่ตรงหน้าเขา เฉกเช่นเดียวกัน ชายหนุ่มก็มองคนที่เขาเป็น ในเวลาที่ดำเนินอยู่ ชายชรารู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่เห็น ชายหนุ่มคนนี้คือตัวเขา และชายหนุ่มคนนี้ก็ไม่ใช่ตัวเขา ชายชราไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เขาเคยรู้จักชายหนุ่มคนนี้ในทุกแง่ทุกมุม อันที่จริงแล้ว เขาคิดว่าเขาได้สร้างชายหนุ่มคนนี้ขึ้นมาในทุกแง่ทุกมุม แต่ในวันนี้แววตาของชายหนุ่มที่มองเขากลับไม่ใช่แววตาที่เขารู้จัก ไม่ใช่แววตาของเด็กน้อยที่เฝ้ามองวีรบุรุษของตนอย่างที่เคยเป็น ในวันนี้มันกลายเป็นดวงตาที่ท้าทายและทระนง แต่ขณะเดียวกันก็แววตาคู่นี้ก็มิได้ละทิ้งความห่วงใยและเคารพรักไปจากเนื้อในของมัน ในแววตาของชายหนุ่มสะท้อนความเขลาที่ชายชราได้ละทิ้งไป มันสะท้อนความรุ่มร้อนที่ชายชราทั้งรังเกียจและโหยหา ความเป็นจริงเขาอาจจะเคยเหมือนชายหนุ่มผู้นี้ หรืออาจจะยังเหมือนอยู่ สำหรับชายชรา ชายหนุ่มผู้นี้อาจจะเป็นคนเดียวที่เข้าใจเขา อาจจะเป็นคนคนเดียวที่สามารถเลือกทางเดินเหมือนกับที่ตัวเขาเคยได้เดินในอดีตได้ แต่เขาไม่เคยมั่นใจ ก็เพราะเขาคิดว่าข้อจำกัดแห่งยุคสมัยที่ทั้งคู่อยู่ เป็นปัจจัยที่ลบรอยเดินแบบของเขาออกไปจากหน้าผืนดินเสียหมดสิ้น ชายชรารู้สึกราวกับว่าตนเองนั้นรออยู่ที่สุดทางอยู่คนเดียว โดยไม่รู้ว่า ในที่สุดแล้ว จะมีใครเดินตามหลังมาอยู่เป็นเพื่อนหรือไม่ ความโดดเดี่ยว เวลาที่ผ่านพ้นและรอยแผลที่ชายชราแบกรับ ก่อเกิดกำแพงที่มองไม่เห็นรอบตัวเขา ในวันนี้เขาไม่ได้เกลียดชังความเดียวดายของเขาอีกต่อไป หากแต่โอบกอดรับมันไว้ และลิ้มรสความสงบในรูปแบบที่สูงสุดเท่าที่มนุษย์จะประสบได้ ใช้ชีวิตอยู่ลำพัง โดยไม่พึ่งความคาดหวังใดๆ
...ชายหนุ่มเฝ้ามองชายชรา แววตาของชายชราไม่เคยเปลี่ยนแปลง ส่อแสดงถึงความหนักแน่นลึกซึ้งที่ยากจะหยั่งถึง จนในบางครั้งมันหมายถึงความหนาวเหน็บสำหรับผู้ที่ผูกพัน แต่สำหรับชายหนุ่มแล้ว แววตาเช่นนี้กลับดูน่าค้นหาและลุ่มหลง แววตาที่แสดงออกถึงอุโมงค์วิญญาณอันไม่มีปลายทางที่จบสิ้น ไม่นานมานี้ เขาเคยยอมรับทุกสิ่งที่ชายชราเป็นอย่างไม่มีคำถาม ปฏิบัติตามในทุกอย่างที่ชายชราถ่ายทอดให้รับรู้ ก้าวเดินซ้ำรอยเท้าทุกรอยที่ชายชราได้ทิ้งเอาไว้ เมื่อเวลาผ่านเลย ผู้คนต่างตั้งคำถาม ตัวเขาก็ตั้งคำถาม ด้วยเนื้อใน เขาคือสิ่งที่ชายชราเป็นหรือไม่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา บนทางเดินสายนี้ เขาเฝ้ามองชายชราจากด้านหลัง แต่มีเพียงแค่น้อยครั้ง ที่ชายชราหันหลังกลับมามองว่าชายหนุ่มนั้นตามหลังอยู่ไกลหรือไม่ จนในที่สุดชายชราก็ทิ้งห่างออก จนเลือนลับไปจากสายตาของชายหนุ่ม ชายหนุ่มไม่ใช่ผู้ที่คุ้นเคยกับความโดดเดี่ยว เมื่อเดียวดาย ชายหนุ่มตัดสินใจหยุดเดิน และสร้างเส้นทางใหม่ด้วยสองมือของตนเอง ไม่เวลาไม่นาน ผู้คนมากหน้าหลายตามาเดินอยู่เคียงข้างเขาในเส้นทางที่เขาขีดขึ้นเอง เดินไปพร้อมๆกัน น้อยครั้ง ที่เขาชายตาไปมองเส้นทางสายที่เขาทิ้งมา แต่ไม่ว่าจะหันไปมองครั้งใด เขาก็จะเห็นเงารางๆของชายคนหนึ่ง ยืนอยู่อย่างสงบนิ่งที่สุดขอบฟ้าทุกครั้ง ถึงแม้ว่าในวันนี้ความทรงจำเกี่ยวกับประสบการณ์บนเส้นทางสายเก่าของชายหนุ่มดูเหมือนจะเลือนราง หากแต่เขาไม่เคยลืม ว่าใคร เป็นสอนเขาเริ่มหัดเดิน
ทั่งคู่วางแก้วลง แสงอาทิตย์ยามอัสดงส่องผ่านหน้าต่าง เงาของแก้วทั้งสองใบพาดยาวตัดกันเป็นกากบาท บนโต๊ะไม้สักที่สะท้อนเป็นสีทองคล้อยไปกับแดดในยามเย็น
ชายทั้งคู่จ้องมองกัน ความเงียบงันดำเนินต่อไป... คำพูดใดๆ ดูเหมือนว่าจะไม่จำเป็น....
|
|
|