| Singha 的个人资料Toilet for thoughts...照片日志留言簿 | 帮助 |
|
12月6日 ใบไม้แดง 2from gm+ this month
ใบไม้แดง 2 ร้อน
เดือนพฤศจิกายน... ตอนนี้หิมะตกที่มอนทรีออล ย่างเข้าเดือนที่สามที่ผมได้ใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนแห่งฮอกกี้ กวางมูส ใบไม้สีแดงและคนพูดอังกฤษคำฝรั่งเศสคำแห่งนี้ อากาศเริ่มหนาวนวลจิต ดวงอาทิตย์ก็ไม่ค่อยจะโผล่หน้ามาให้เห็นบ่อยนัก ชวนชุกให้คิดถึงความรู้สึกของสาวน้อยชาวเอสกิโมที่นั่งตกปลาบนธารน้ำแข็งอยู่อย่างโดดเดี่ยวในขณะที่ครอบครัวของเธอพากันออกไปล่าหมีขั้วโลกมากินเป็นอาหารเที่ยง แต่แม้จะรู้สึกเห็นใจสาวน้อยเอสกิโมคนนั้นเท่าไร แต่เปล่าเลย ตัวผมหาได้รู้สึกป่าวเปลี่ยวเหงาใจไม่ บางทีอาจจะเป็นเพราะคุ้นเคยกับความโดดเดี่ยวมานาน การอยู่อย่างเดียวดายท่ามกลางกองหิมะจึงไม้ได้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมไม่สามารถเผชิญได้ในชีวิตนี้ หรืออาจจะเป็นเพราะจริงๆแล้วผมแค่อุปโลกน์ความโดดเดี่ยวนี้ขึ้นมาเอง สำหรับตัวผม มันเป็นเช่นนี้เสมอมา สภาพความโดดเดี่ยวภายในคลื่นฝูงชน ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับผม ไม่ว่าหิมะจะตกหรือไม่ก็ตาม มันคงจะไม่ใช่สิ่งที่ผิด หากจะบอกว่าความรู้สึกอ้างว้างป่าวเปลี่ยวไม่เคยจางหายไปจากใจของคน เพียงแต่คนเราชอบโทษสิ่งต่างๆว่าเป็นตัวการ หิมะ สายฝน ฤดูกาล จะโทษไปเพื่ออะไร ในเมื่อถึงแม้ไม่มีสิ่งเหล่านี้คนเราก็ยังคงอ้างว้างอยู่ดี หรือบางทีการที่เราหลอกตัวเองว่ามีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เราเหงาอาจจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น เพราะว่าอย่างน้อยเราก็ได้คาดหวังว่าเราจะไม่เหงาอีกต่อไปเมื่อเมฆฝนซา หรือเมื่อเวลาที่พายุหิมะพัดผ่านไป ผมไม่ได้เหงา ผมมีเพียงแต่มีอารมณ์ที่ธรรมดา เพราะ ฉะนั้น ความเหงาจึงไม่ใช่สาเหตุทำให้ผมอยากกลับบ้าน...
ตอนนี้ เวลาคือเดือนพฤศจิกายน อย่างที่หลายๆท่านทราบดี การเมืองไทยกำลังอยู่ในภาวะรุ่มร้อน ไม่ว่าจะเดินไปแห่งไหน มวยคู่ “สนธิ-ทักษิณ” ก็ไม่เคยพลาดที่จะเป็นหนึ่งในหัวข้อสนทนาที่ถูกนำขึ้นมากล่าวถึงในการเผชิญหน้าทางสังคมของคนไทยทั่วไป ไม่เว้นกระทั่งสังคมนักเรียนไทยที่ McGill Universityแห่งนี้ ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใด หัวใจคนไทยก็ไม่เคยห่างไกลแผ่นดินแม่ที่รัก “กูเชียร์สนธิว่ะ ทักษิณไม่ไหวแล้วว่ะ...” “เฮ้ย! แต่เค้าก็ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองเยอะนะโว้ย โกงนิดโกงหน่อยจะเป็นไร” “กูว่าแค่กระแสแหละว่ะ เดี๋ยวก็หาย เราเอาเวลาไปทำมาหากินดีกว่า” “คุณสนธิเค้ามีประชาชนหนุนหลังนะ ต้านไม่ไหวหรอก” “สนธิ... ใครเหรอ?”
ส่วนตัวผมเอง ก็ติดตามข่าวสารบ้านเมืองโดยตลอด รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ก็ฟังทุกอาทิตย์ อ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่พอจะหาอ่านได้ทางอินเตอร์เน็ต พยายามรวบรวมข้อมูลทุกด้านเท่าที่หาได้ เพื่อนำมาสู่การตัดสินใจที่ดีที่สุด ว่าแต่... ตัดสินใจอะไร ตัดสินใจว่าจะเชียร์ใครงั้นหรือ!? สำหรับตัวผมแล้ว การเมืองไม่ใช่เรื่องที่เอาไว้นั่งบ่นบนโต๊ะอาหารเย็นเท่านั้น ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือที่ส่งผ่านจากหน้าหนังสือพิมพ์เข้าแกนสมองแล้วรั่วออกทางทวารหนักเมื่อขับถ่าย หรือระเหยไปกับลมหายใจหลังจากผ่านไปสองชั่วโมง หากไม่ใช่เรื่องบ้าบอเกินไป ผมก็พิจารณาฐานะตัวเองว่าเป็นหนึ่งในสื่อมวลชนเฉกเช่นกับคุณสนธิ เมื่อตอนอยู่ไทยผมจัดรายการวิเคราะห์ข่าวการเมืองและเศรษฐกิจทุกอาทิตย์ทางช่องหนึ่งใน108ช่องของบริษัทยูบีซีเคเบิ้ลทีวี จุดประสงค์โดยเริ่มแรกก็เพื่อนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองมาเข้ามาใกล้กับเยาวชนไทยอีกซักองศาหนึ่ง ถึงแม้กลุ่มคนดูจะไม่เยอะนัก แต่ผมก็รู้สึกภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบภาคประชาชน และได้พูดคุยถึงทรรศนะคติของตนเองที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองอย่างเสรี อาจจะพูดได้ว่าตัวผมและแบงค์ งามอรุณโชติ์ พิธีกรร่วมในรายการexclusive teenของเรา เป็นรุ่นเด็กสุดในวงการวิเคราะห์ข่าวสารนี้ ด้วยเหตุนี้การเมืองจึงเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพผม เป็นสิ่งที่ผมเฝ้าศึกษาอยู่เรื่อยมา และผมก็เติบโตโดยมีอุดมการณ์ มีความฝันมาตลอดว่าจะสามารถใช้การเมืองเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่ดีได้ในอนาคต การเปลี่ยนแปลงกำลังจะมาถึง และผมได้แต่นั่งมองมันจากอีกซีกโลกงั้นหรือ? ผมถือคติมาตลอด ว่าจุดหมายไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด หากแต่เป็นวิธีการที่เราเลือกเดินต่างหาก จริงอยู่ ถึงแม้ว่าผมจะอยู่ที่ไทยก็ใช่ว่าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ดังที่มันดำเนินอยู่ตอนนี้ ไม่เลย ไม่แม้แต่ในความคิดที่เพ้อฝันของผม ในระบบความคิดที่ยึดติดในอุดมการณ์มากกว่าความเป็นจริงเรื่อยมา (ภายใต้สมมุติฐานว่าสองอย่างนี้ควรจะสวนทางกัน) แต่ถ้าหากผมไม่กลับไปไทยตอนนี้ ถ้าหากผมไม่กลับไปพูดสิ่งที่คิดออกทางโทรทัศน์อย่างที่เคยทำ ไม่กลับไปเป็น“สิงห์” ผู้กล้าฟันธงในทุกเรื่องอย่างที่ผมรู้จักตัวเอง ถ้าหากผมเลือกที่จะอยู่ที่นี่ เลือกจะเดินทางสงบห่างไกลจากไฟการเมืองทั้งปวง ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในยุคของผมกำลังจะมาถึง ทางเดินนี้มันจะไม่เป็นทางที่ทำให้ผมต้องรู้สึกเสียใจย้อนหลังไปชั่วชีวิตอย่างงั้นหรือ คนเราล้วนเกิดมาโดยมีจุดประสงค์ติดตัว หากแต่เราต้องใช้เวลาที่ได้รับมาหามันให้พบ ตัวผม ในฐานะทายาดคนเดือนตุลาฯ เชื่อมาตลอดว่าในชีวิตนี้ ท้ายที่สุดแล้ว ตนเองจะสามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ไม่ใช่ในทางใดก็ทางหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เสมอภาค สังคมที่ดี ผมเชื่ออย่างนี้มาตลอด เชื่ออย่างหมดใจ จนหลายๆคนบอกว่าผมเป็นพวกเพ้อฝัน ซึ่งอาจจะจริงของพวกเขา แต่ผมก็คิดว่ามันเป็นฝันที่ดี ฝันที่เป็นจริงได้เมื่อโอกาสอันเหมาะมาถึง จนกว่าจะถึงตอนนั้น ผมจะยอมทนอ้างว้าง ยอมโดนดูแคลน ก็เหมือนอย่างที่พ่อเคยสอนผมไว้ “คนเด็ดเดี่ยวมักเดียวดายเสมอ” ถ้าหาก “โอกาส” มันคือเวลานี้ล่ะ ถ้าหากนี่คือเวลาที่ผมเฝ้ารออยู่ มันอาจจะจริงที่ตัวผมเป็นแค่หมากตัวเล็กๆในสังคมเท่านั้น เป็นแค่เด็กหนุ่มผู้เพ้อฝัน แต่หากลองมองย้อนกลับไป พ่อกับแม่ก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับตัวผม ณ ตอนนี้เมื่อพวกเขานำขบวนนักศึกษาต่อต้านอำนาจเผด็จการทหารเมื่อครั้งเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ณ ตอนนั้น สิ่งเดียวที่พวกเขามีก็คืออุดมการณ์และความฝันที่จะนำสังคมไทยไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ไม่ได้มากหรือน้อยไปกว่าสิ่งที่ผมมีในตอนนี้เลย ถ้าหากผมพลาด “โอกาส” นี้ไป มันจะไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องเสียใจไปตลอดทั้งชีวิตอย่างงั้นหรือ และทางเดียวที่ผมจะรู้ได้ว่านี่คือห้วงเวลาทีผมรอคอยอยู่หรือไม่ คือการได้กลับไปยืนบนผืนแผ่นดินไทย ได้สูดอากาศที่บ้าน กางแขนรับลมร้อนอีกครั้ง
ในทางกลับกัน... ในทางกลับกัน ผมเตือนตัวเองว่าผมมาที่ที่แห่งนี้เพื่ออะไร เพื่อการศึกษามิใช่หรือ ผมมาที่นี่เพราะผมเชื่อว่าการศึกษาจะเป็นหนทางไปสู่เป้าหมายที่ผมวางไว้ในอนาคตได้ ผมมาเพื่อตักตวงความรู้ความสามารถและทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ของชาวตะวันตก โดยมีความเชื่อว่ามันจะช่วยเหลือประเทศผมได้ซักวันหนึ่ง เชื่อว่าปัญญาจะสามารถเอาชนะทุกสิ่งได้ แล้วผมจะวกกลับหลังจากไกลบ้านมาเพียงแค่สามเดือนเท่านั้นหรือ แล้วเงินทองของพ่อแม่ที่ช่วยกันแบกรับความกระหายอยากทางการเรียนรู้ของผมหละ ผมจะกลับไปเคาะประตูหน้าบ้านแล้วบอกว่า “โทษทีแม่ ผมเปลี่ยนใจ” เช่นนั้นรือ แม่เคยเล่าให้ผมฟังว่า หลังจากหกปีที่ต้องหลบหนีการไล่ล่าของรัฐบาลเมื่อครั้งเหตุการณ์ 16 ตุลาฯ พ่อ แม่ พร้อมด้วยเหล่าสหายนักปฏิวัติ ก็ตัดสินใจออกจากป่า วันแรกที่ก้าวเดินออกมาหลังจากห่างหายจากโลกแห่งความจริงไปหกปี พวกเขาก็พบตัวเองอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป บ้านเรือนในชนบทที่เคยดำรงอยู่ภายใต้ความเรียบง่ายนั้น กลับมีจานดาวเทียม เสาอากาศโผล่ขึ้นมาบนหลังคา ทุกๆบ้านมีโทรศัพท์ มีไฟฟ้าใช้ มีสิ่งต่างๆที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นในผืนดินเดียวกันเมื่อหกปีก่อนหน้านั้น “ไม่มีพวกเรา โลกมันก็หมุนไปได้นี่นะ...” พ่อผมเอ่ยขึ้นกับแม่ ไม่มีผม โลกก็หมุนไปอยู่ดี...
ผมเชื่อในสิ่งเดียว แต่ความเชื่อหนึ่งเดียวนี้กลับพาผมมายังทางสองแพร่งในชีวิต ผมอยากช่วยประเทศชาติ แต่ไม่ได้บนพื้นฐานว่าสังคมต้องการผมหรือไม่ แต่บนพื้นฐานว่าผมต้องการที่จะช่วย ในขณะเดียวกัน ผมก็ยังพูดกับตัวเองเสมอ “ถ้าหากไม่ใช่เราแล้วจะเป็นใคร จะไม่ใช่บัดนี้แล้วจะเมื่อไร”
เดือนพฤศจิกายน ตอนนี้หิมะตกที่มอนทรีออล ร้อนเหลือเกิน...
วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ใบไม้แดงFrom gm+ mag, last month
ใบไม้แดง 1
ใบไม้แดง
นานแค่ไหนแล้ว... เป็นเวลายาวนานเท่าไหร่กัน...
ที่ตัวผมเดินคนเดียวบนเส้นทางสายนี้ ....เส้นทาง อันเปลี่ยวเหงา... เส้นทางที่ ณ เวลานี้ สองฟากฝั่งของมัน ถูกปกคลุมไปด้วยกอดก้อนกองพะเนิน
...แห่งใบไม้ ใบไม้สีแดง ...
ใบไม้แดง... สัญลักษณ์ของอะไร... ถ้าใบไม้เฉยๆ ผมก็นึกออกหลายอย่าง ป่า... ชาวไอริช... เทศกาลคริสมาร์ส ถ้าเป็นสีแดงก็คงจะเป็น คอมมิวนิสต์... เลือด... หรือโทสะและความรัก ความรู้สองขั้วที่ตัวผมคุ้นเคยเป็นเพื่อนสนิทกับเพียงแค่อย่างแรกเท่านั้น ส่วนอย่างหลังนั้นเปรียบ เสมือนกับคนดังที่ผมที่ผมได้ยินชื่อและชื่นชมมานาน หากแต่ไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จัก แต่ใบไม้แดง... มันหมายถึงอะไร
หากใครเคยบริโภคอักษรที่ถูกจัดเรียงและอัดความหมายโดยผมมาก่อน ก็คงจะพอรู้ว่าผมเป็นลูกชายของสองนักเขียนผู้กร้านกรำชีวิต คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา และ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล แม่จี๊ดและพ่อเสกหนวดเฟิ้มของผม และคุณก็คงพอที่จะรู้ว่า ส่วนใหญ่แล้วตัวผมในฐานะคอลัมน์นิสต์ของนิตยสารแห่งนี้ เคยถือวิสาสะเอาตัวเองไปอยู่ในฐานะอันไม่ชอบธรรมอยู่หลายครั้งหลายหน ขีดเขียนข้อความวิจารณ์ ค่าโน่น ตินี่ ประจารอะไรก็ตามที่ผมคิดว่าระยำห่วยแตกในสังคมไทยอันสุขสมนี้ ไม่ว่าจะเป็น การเมืองไทย เศรษฐกิจไทย การศึกษาไทย วัยรุ่นไทย หนังไทย เพลงไทย หรือ แม้กระทั่งก๋วยเตี๋ยวผัดไทย (พี่กล้า ยืมมุกหน่อยนะครับ) จนมีหลายคนที่เคยอ่านบอกว่ามีสไตล์คล้ายคลึงกับงานเขียนของพ่อผม จะต่างกันก็แค่ตัวพ่อผมนั้นผ่านร้อนผ่านหนาวในการต่อสู้เพื่อสังคมไทยมามาก จึงมีทั้งมุมมองที่ลึกซึ้งกว่า และมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่ตนเองเคยพยายามและได้เปลี่ยนมาแล้ว(พร้อมๆกับนักศึกษาประชาชนอีก500,000คน) และสิ่งที่คุณไม่รู้แน่ๆเกี่ยวกับตัวผม ก็คือผมเป็นคนที่ชอบและเหมาะสมกับสีแดงอย่างผิดหลักธรรมชาติ ตู้เสื้อผ้าของผมเต็มไปด้วยสรรพสิ่งสีแดง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ หมวกใบโปรด กางเกงใน แว่นกันแดด(ที่หลายๆคนบอกว่าใส่แล้วเหมือนเกย์) หรือบอกเซอร์ลายหัวใจสีแดงที่แฟนสมัยมอต้นให้มา ผมชอบกินไข่แดง ผมดูดแต่บุหรี่แดง รถผมสีแดง ใช้โทรศัพท์มือถือสีแดง ความใจร้อนขี้โมโหของผมที่มักจะทำให้ผมหน้าแดง ความหัวเอียงซ้ายในองศาพองาม ดนตรีหนักกะบาลที่ผมชอบฟัง เมืองไทยรายสัปดาห์ของคุณสนธิ ลิ้มทองกุลรายการโปรดของผมที่ฉากหลังเป็นสีแดง(แม้ว่าตอนนี้จะโดนอัปเปหิออกจากช่อง๙ และเปลี่ยนฉากหลังเป็นสีน้ำเงินแล้ว) และความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมก็คือชาติไทยที่ถูกสื่อความหมายบนธงไตรรงค์ผ่านทางสีแดง ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้คนรอบข้างตัวผมต่างพากันยกสีแดงให้เป็นสีประจำตัวผม ซึ่งก็ไม่ได้ขัดกับความสมัครใจของตัวผมเท่าไรนัก เพราะน้อยคนนักที่จะได้มีคุณสมบัติเท่ๆอย่าง สีประจำตัว ณ เวลานี้ผมใช้ชีวิตอยู่ในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประแคนาดา ประเทศที่มีใบเมเปิ้ลสีแดงเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ ถึงแม้ในชีวิตผมตอนนี้จะพอมีผู้คนที่พอจะจัดแบ่งให้อยู่ในหมวดหมู่ของเพื่อนฝูงบ้าง แต่ก็ผมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับตัวเอง ผมมาที่นี่เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายที่ผมประสพเมื่อตอนอยู่กรุงเทพฯ มาเพื่อ“หยุด”ความเร็วของชีวิต ความเร็วที่ทำให้ผมเกือบไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นใคร หรือกำลังทำสิ่งใดอยู่ จริงแล้วผมมาที่นี่เพื่อ“คิด” หาใช่มาเพื่อ “ทำ”สิ่งใด คนเราน้อยคนนักที่โชคดีพอที่จะรู้จักตัวตนอันแท้จริงของตนเอง รู้ว่าเราเกิดมาเพื่อสิ่งใด อะไรทำให้เรามีความสุข ทำไมเราจึงต้องทำสิ่งต่างๆที่เราทำ ผมเคยนึกว่าผมรู้ แต่ความรวดเร็วของชีวิตสองสามปีที่ผ่านมาก็ทำให้ผมไม่แน่ใจ หรือหลงลืมหลายๆสิ่งไป ผมมาที่นี่เพื่อจะลองสำรวจโลกของตัวเองอีกครั้ง โลกที่ครั้งหนึ่งผมเคยมองเห็นอย่างชัดเจน โลกที่อยู่ภายในจิตใจของผมเอง และการเขียนสิ่งที่ผมพบพานลงผ่านตัวอีกษร ก็คงช่วยให้ผมไม่หลงลืมสิ่งที่ผมค้นพบเมื่อเวลาผ่านพ้น
ผมโชคดี โชคดีที่เกิดมามีผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองสร้างโลกที่แตกต่างให้อยู่ ครานี้ถึงคราวที่ผมจะลองท่องไปยังโลกภายใน ผ่านทางดวงตาและรสสัมผัสแห่งความรู้สึกของแม่บ้าง
ความรู้สึกที่กองเกยกันอยู่ฝั่งฟากถนนสายที่ผมเลือกเดิน... พวกมันรอคอยการค้นพบ ใบไม้แดง... วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล
|
|
|