Singha 的个人资料Toilet for thoughts...照片日志留言簿 工具 帮助

日志


11月26日

ฉลอง Columnใหม ชื่อ Catalyst ใน Image ครับ

                                                Catalyst 1

ปรัศนี

 

                บางครั้งคนเราก็พูดกับตัวเอง...

                “เหงาไหม...?”

                “ทำไม...?

                “ฉันเป็นใคร...?

                                ...ส่วนใหญ่เป็นคำถาม

 

                เราเฝ้ารอวันแล้ววันเล่า รอให้ใครสักคนมาช่วยหาคำตอบที่ดูหมือนไร้ตัวตน นั่งรอให้เป้าหมายแห่งชีวิตโผล่พ้นม่านหมอกแห่งความสับสนออกมาพูดคุยกับเรา รอให้การเหมื่อมองวันเวลาที่ล่วงเลยไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจบลงเสียที

                อะไรคือชีวิต เอาจริงๆเหอะ มันมีอะไรอยู่ในก้อนรวมแห่งประสพการณ์ก้อนนี้เหรอ อะไรคือ “จุดมุ่งหมาย” ของมัน เราก็แค่ปล่อยให้ทุกสิ่งผ่านเข้าออกตัวเราไปเรื่อยๆแค่นั้นเอง จากปากออกทวารหนัก จากตาสู่สมองออกทางการกระทำ จากเรื่องราวสู่ความทรงจำ จากความทรงจำสู่การลืมเลือน

                อะไรคือชีวิต? จะถามไปทำไม

                บางทีชีวิตของคนเราทุกคนอาจจะไม่มีจุดหมายเลยก็ได้ เหมือนกับคลื่นที่เคลื่อนไหวกระทบฝั่งอย่างไร้ที่สิ้นสุดลูกแล้วลูกเล่า คลื่นลูกหนึ่งจากหายไปพร้อมกับโดนแทนที่ด้วยอีกลูกหนึ่งไปจนถึงจุดจบของการเวลา

                คลื่นก็คือคลื่น ไม่มีจุดหมาย ไม่มีปลายทาง

                คลื่นก็คือคลื่น ไร้ตัวตน ไม่ได้ดำรงอยู่เพื่อสิ่งใด

 

                ทำไมชีวิตคนเราถึงเป็นคลื่นไม่ได้ ทำไมต้องมานั่งหาคำตอบมากมายให้เปลืองกำลังปัญญาด้วย “ทำไมฉันต้องเกิดมา” จะถามไปทำไม หรือแม้แต่ “วันนีฉันจะทำอะไร”  ทำไมไม่ทำไปเลย หรือทำไม่หยุดอยู่ตรงแค่ “ฉันเกิดมา”

                และในความเป็นจริง คนเราไม่ได้หยุดที่การพยายามหาเหตุผลในการมีอยู่ให้แค่กับตัวเองเท่านั้น แต่ยังยัดเยียด “จุดมุ่งหมาย”  ให้กับสรรพสิ่งทั้งหลายที่ดำรงอยู่มานานแสนนานก่อนที่มนุษย์จะค้นพบอาวุธที่เรียกว่าเหตุผลอีกด้วย

                ผีเสื้อต้องมีลวดลาย เพื่อหลอกล่อและพรางตัวจากศัตรู

                เกิดเป็นหมาต้องแลบลิ้นเพื่อระบายความร้อนในร่างกาย

                เป็นนกน้อยต้องร้องเจื้อยแจ้ว เพื่อหาคู่สืบพันธุ์

                ...ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ “อยู่รอด” ต่อไป

                 แล้วเราเป็นใครถึงจะมาบอกได้ว่าสรรพสิ่งเหล่านี้ต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ อยู่แล้วเป็นเช่นไร ทุกอย่างก็แค่กิน ขี้ ปี้ เยี่ยว แล้วก็ตายจากไป พวกมันได้เลือกที่จะเกิดมาหรือไม่ ...ก็เปล่าเลย เพราะ ฉ นั้นการสมมุติว่าทุกอย่างที่สัตว์โลกทั้งหลายทำหรือมีหรือเป็นก็เพื่อการอยู่รอดทั้งนั้น มิถือว่าเป็นผลพวงจากความลุ่มหลงในปัญญาตนเองของมนุษย์อย่างเกิดเหตุหรอกหรือ

                เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสรรพสิ่งในธรรมชาติมีจุดมุ่งหมายอะไร ในเมื่อมนุษย์เกือบจะทุกคนไม่รู้แม้กระทั่งเศษเสี้ยวแห่งความหมายของชีวิตตนเอง  

 

                ....แต่ผมก็เป็นคนหนึ่ง ที่ยังเฝ้าคงหาความหมายต่อไป

                “เพราะผมเป็นคน” ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเหตุผลที่เพียงพอไหม มันเป็น “ธรรมชาติ”ของคนหรือที่จะต้องมีชีวิตอยู่เพื่อไขว่คว้าอะไรสักอย่าง จะต้อง “มีความหมาย” เพื่อให้อยู่เหนือสิ่งต่างๆในธรรมชาติ ที่ดำรงอยู่เพื่อการดำรงอยู่เท่านั้น

                “ธรรมชาติ” ไม่มีอะไรอยู่หนือมัน ธรรมชาติกำหนดให้นกบินได้ กำหนดให้ควายมีเขา กำหนดให้เรายืนสองตีน

                ทุกสรรพสิ่งต้องยอมรับธรรมชาติ...

                แต่แล้วมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์หรือที่จะต้องอยู่เพื่ออะไรสักอย่าง...

                ... ไม่มีใครตอบได้

                แต่ผมเชื่อว่า “ใช่”

                ผมเชื่อว่าไม่ใช่ทุกสิ่งที่มนุษย์ทำจะต้องมีความหมาย แต่ความหมายด้วยตัวของมันเองรอมนุษย์ทุกคนอยู่ที่ปลายทาง ขึ้นอยู่กับว่าจะหาเจอหรือไม่เท่านั้นเอง

                ผมเชื่อว่ามันถูกแล้วที่เราสงสัยตลอดเวลาว่าเราเกิดมาทำไม สงสัยว่าความหมายของการดำรงอยู่ของทุกอย่างคืออะไร เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เราก้าวเดิน เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เราตื่นขึ้นมาทุกวันแล้วรู้ว่าจะต้องทำอะไร

                เพราะว่ามันจริงที่ชีวิตคือความเจ็บปวด เพราะว่ามันคือความจริงที่ว่าคนเราเป็นเพียงแค่ท่อที่ปฏิกูลและมวลสารทั้งปวงผ่านเข้ามาและก็ผ่านออกไป เราเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของจักรวาล นั่นคือ “ธรรมชาติ” ของเรา

                แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่เราเป็น

               

                ...แต่แล้วเราเป็นอะไรไปมากกว่านั้นหรือ

                นั่นก็ขึ้นอยู่กับคำถามของตัวคุณเอง...

                บางคนอาจเพียงแค่หยิบก้อนกรวดบนพื้นทรายขึ้นมา เฝ้ามองมันทั้งวันและบอกว่านี่แหละคือสิ่งที่เขาเป็น นี่แหละคือ“จุดมุ่งหมาย”ของเขา เขาอยู่เพื่อเฝ้ามองก้อนกรวดก้อนนี้ ซึ่งในสายตาของคนทุกคนอาจเป็นเพียงแค่เรื่องไร้สาระ เป็นการปล่อยให้ชีวิตเสียไปเปล่า แต่สำหรับตัวเขา ก้อนกรวดก้อนนั้นอาจเป็นกุญแจสู่ทุกอย่างในจักรวาล และการนั่งจ้องมองมันไปพร้อมๆกับนั่งฟังเสียงคลื่นกระทบชายฟั่งก็อาจเพียงพอแล้วสำหรับตัวเขา เพียงพอสำหรับการไขความลับทั้งปวงในจักรวาล เพราะว่านั่นคือจักวาลของเขา จักวาลซึ่งแม้แต่คลื่นที่กระทบฝั่งและจางหายไปในไม่กี่อึดใจยังมีความหมายในตัวของมันเอง

 

                เพราะ ฉ นั้นแล้ว ทุกท่าน เรามาร่วมตั้งคำถามกันเถิด ตั้งแต่ “ฉันชอบกินอะไร” ไปจนถึง “ฉันจะตายวันไหน”

                ...เราถามเพื่อค้นหา มิใช่ถามเพื่อให้ได้คำตอบ

                เราถามเพื่อให้มีชีวิต มิใช่เพื่อการมองวันที่ทุกอย่างจบสิ้น เพราะตราบใดที่คุณยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีวันไหนหรอกที่คุณจะสามารถรู้คำตอบต่อคำถามทุกอย่างได้ เพราะอย่างน้อยคุณก็ไม่รู้ว่า “ตายแล้วไปไหน”

                ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้ว คุณจะหาจุดหมายของคุณไม่เจอ แต่อย่างน้อยคุณก็ตายระหว่างเดินทาง มิใช่ตายในขณะที่นอนอยู่กับที่ทุกๆวัน ถึงแม้ว่าในจักรวาลอันแท้จริงที่ไม่มีใครเคยเห็น คุณอาจจะไม่มีความหมายใดๆเลยก็ได้ อย่างน้อยคำตอบปลอมๆทั้งหลายที่คุณเจอก็ช่วยให้คุณเชื่ออย่างสนิทใจได้ว่าคุณเกิดมาเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่สิ่งหนึ่ง อย่างน้อยก็ในจักรวาลที่รายล้อมตัวคุณเอง ซึ่งสำหรับคุณก็คงจะไม่มีอะไร “แท้จริง” ไปกว่าสิ่งนี้อีกแล้ว               

                การตั้งคำถาม ทำให้เราสมมุติได้ว่าเราเป็นใคร

                การตั้งคำถามทำให้เราสมมุติได้ว่าโลกเป็นอย่างไร

                การตั้งคำถามทำให้เราสมมุติได้ว่าตัวเราเอง และทุกสรรพสิ่งดำรงอยู่เพื่ออะไร

                คุณสมมุติมันขึ้นมา เพื่อให้เท้าก้าวเดินต่อไป คุณสมมุติมันขึ้นมา เพื่อให้คุณเป็น “คน” เหมือนผีเสื้อต้องมีลวาลาย เหมือนปลาต้องการสายนที เหมือนต้นไม้ต้องปักบนผืนดิน มนุษย์ก็ต้องการ”ความหมาย” เพื่อให้”อยู่รอด”ต่อไป

 

                เราสมมุติทุกอย่างขึ้นเองได้ ถึงแม้ความจริงมันจะเป็นเช่นไร เราก็ไม่มีทางรู้

                ไม่รู้แม้กระทั่งในวันที่ทุกอย่างจบลง...

                ...ในความตายก็ยังคงมีสิ่งให้ค้นหากันต่อไป

               

                 

 

11月20日

ตอบตามใจ 6-7

โอส คนอ่านหายไไหนหมดนิ แย่จริงนิ :-(

ตอบตามใจ 6

พี่สิงห์คิดว่าAFควรจะมีไปถึงSeasonที่เท่าไหร่อ่ะคะแล้วยังมีreality show รูปแบบไหนที่น่าจะมีคนคิดทำเป็น รายการอีกมั้ยอ่ะคะ ???
-PuKpao

Answer: โฮ่ๆๆๆ จะบอกว่าถามผิดคนแล้วน้องเอ๋ย พี่ไม่ได้ดูเอเอฟมาตั้งแต่สมัยพี่ว่านยังหนวดไม่ขึ้นแล้ว (จนเดี๋ยวนี้หนวดพี่แกนึกว่าขนพุงกอลลิล่า (เพื่อนกันๆ เล่นได้)) ส่วนช่วงหลังๆผมจะมีโอกาสดูก็แค่ตอนที่กลับไปเคหสถานแล้วเห็นพี่ที่บ้านเต้นระบำเชียร์อยู่อย่างเร้าร้อนก็เท่านั้น (ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าจะมีใจให้กับคนชื่อมิวสิค)
     แต่ที่เฝ้าสังเกตมา กระแสเอเอฟในบ้านเราก็เริ่มลงไปเยอะแล้วถ้าเทียบกับตอนพีค  และส่วนตัวผมเองก็รู้สึกแย่กับรายการนี้มานานแล้วเพราะว่าเวลาคนอื่นเมาท์กันว่าเชียร์วีอะไรกันอยู่ ผทแมร่งฟังแล้วนึกว่าพูดเรื่องสมการควอนตัมกัน เพราะ ฉ นั้นผมว่าเลิกๆมีไปเถอะครับรายการพรรณนี้ (อ้่่าว...) เฮ้ย  ล้อเล่นน่ะ ล้อเล่น รู้ว่ายังมีแฟนๆอยู่อีกเยอะ แต่อย่างว่าแหละครับ บ้านเราก็คงจะต้องการสิ่งใหม่ๆกันบ้าง โดยส่วนตัวผมเองก็รู่จักกับพี่ที่เป็นโปรดิวเซอร์รายการนี้ เขาเองก็บอกว่าจากสถิติเอเอฟที่ไปออกอากาศมาทุกประเทศนั้น seasonที่สอง จะเป็นseason ที่คนดูเยอะและได้รับความนิยมมากที่สุด และหลังจากนั้นจะค่อยๆเฟด และส่วนใหญ่season 4จะเป็นseason สุดท้ายของเกือบทุกประเทศ นอกจากนั้นจะสังเกตุได้ว่ามีรายการก็อปปี้ของเอเอฟออกมาเยอะมากในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างในโลกธรุกิจย่อมมีวัฏจักรชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ม้วยมรณา นักร้องอาเอสใส่เสื้อสีเงินกางเกงฟิตตูดเคยบูมแล้วดับฉันใด เหล่าขบวนการวีก็คงจะอยู่ได้อีกไม่นานฉันนั้น
    ส่วนเรื่องที่ว่าบ้านเราควรจะมีรายการ Reality อะไรอีกนั้น ความจริงในใจผมอยากจะดูคนฝึกหมีควายให้ขายผักบุ้งมาก แต่เกรงว่าเดี๋ยวจะในไปสู่ความวิบัติทางวัฒนธรรม คิดดูสิครับ คนมานั่งโหวตกันว่าใครฝึกหมีเก่ง และส่งSMSออกอากาศว่า "เชียหมีตุ๋ย บี(แบร์)3 ขาดใจ" ผมว่ามันคงจะงี่เง่าเกิน(แต่ชอบนะ)
    แต่ถ้าจะให้ตอบอย่างจริงจังก็คือ ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับ concept ของreality TV มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว มันทำให้เส้นแบ่งที่คนรับรู้เกี่ยวกับมายาและควมจริงบางเกินไป ซึ่งคิดว่าอาจนำไปสู่ความเพื้อฝันของบุคคลได้ อย่างเช่นในกรณีของเอเอฟ รายการนี้แสดงให้เห็นว่าคุณทุกคนเป็นซุปเปอร์สตาร์ได้ ดูแล้วก็วาดฝันกันไป แต่ความจริงก็คือไม่ใช่ทุกคนที่เป็นได้ หากมีแค่ปีละสิบสองคนเท่านั้นที่จะไปถึง แง่หนึ่งการวาดความฝันก็อาจจะทำให้ชีวิตมีความหมาย แต่ถ้าจดจ่อกับความคิดตรงนั้นเกินไปก็อาจจะหลุดลอยไปได้
    แต่ถ้า reality TVมันจะมีของมันจริงๆ ผมอยากให้มันเกี่ยวกับเรื่องที่นำสังคมไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น และทุกคนก็นำไปเป็นตัวอย่างปฏิบัติตามได้โดยไม่ต้องมาออกรายการเดียวกัน     ส่วนตัวช่วงนี้กำลังอินเรื่อง Social Investment มาก ซึ่งเป็นคนละconcept กับ CSR (Corporate Social Responsibility) หรือว่า SRI (Social Responsible Investment) ซึ่งพยายามรณรงค์ให้ภาคเอกชนพิจารณาประโยชน์ต่อสังคมไปในการประกอบธุรกิจด้วย   ส่วนSocial Investment ว่าด้วยการสร้างทุนให้กับองค์กรณ์ที่มีส่วนในการพัฒนาสังคมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ หรือว่าธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในชนบท ยกตัวอย่างเช่นคนคนหนึ่งให้เงินผู้ใหญ่บ้านยืมไปสร้างโรงทอผ้าประจำท้องถิ่นในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ หรือว่าการบริจาคเงินทั่วๆไปก็ถือเป็น Social Investmentด้วย ตัวผมเองอยากให้ตลาดทุนภาคสังคมเกิดขึ้นในไทยสักที และอยากให้ Reality มีส่วนในการโปรโมทเรื่องพวกนี้ อย่างเช่น โชว์ให้เห็นคนๆหนึ่งเอาเงินไปลงทุนกับธุรกิจชาวบ้าน (ลงทุนนะ ไม่ได้ให้เปล่า) และรายการก็คอยเล่าเรื่องราวตืดต่มผลตลอด ผมว่ามันจทำให้ Social Investment เริ่มมีความสำคัญกับตลาดมากขึ้นและต่อไปราคาหุ้นอาจจะขึ้นอยู่กับเรื่องพวกนี้ด้วยก็ได้ และพวกบริษัทืั้งหลายก็ต้องจำใจมาสนใจทำดีเพื่อสังคมเพราะกลัวหุ้นตกกัน 



พี่สิงห์ค่ะ

ไอ้ที่เค้าว่า "คนไทยอ่านหนังสือกันเฉลี่ยคนละ 7-8 บรรทัด" นั้น  เค้าวัดกันยังไงค่ะ  หนูก็เห็นว่าคนก็อ่านหนังสือกันเยอะนะคะ ที่ไหนๆก้อมีร้านหนังสือ
BooNy++AveE

    Answer: เออนั่นน่ะสิ คำพูดนี้ผมก็ได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว แต่ก็ไม่เห็นว่ามันจะใกล้ความจริงตรงไหน ผมมองไปทางไหนก็เห็นแต่การบริโภคอักษร อาแปะบางคนก็อ่าน "โคตรรวย" กลุ่มสาวน้อยก็ "คาวาอิ" หื่นๆก็ๆ"FHM" แต่เดี๋ยวนี้อะไรอะไรก็ไม่ In Trend เท่ากับ "Gossip Star" (ซึ่งผมคุยกับเจ้าของหนังสือ คำที่หลุดออกมาจากปากเขาโดยตรงก็คือ "หนังสือพี่ แม่ง... คนด่ากันทั้งเมือง แต่ก็ขายดีฉิบ")
    เพราะงั้นผมว่าคนไทยไม่ได้อ่านหนังสือปีละ 7 บรรทัดหรอกครับ
    เราแค่อ่านสาระปีละ 7 บรรทัดเท่านั้น

    ....มิน่า คนประเทศนี้เลยไปสร้างสนามบินบนหนอง (เจ็บไหมร่า......)


ตอบตามใจ 7


           คุณอาหมอคะ หนูอยากทราบว่าทำไมผู้ชายส่วนใหญ่ถึงชอบดูหนังโป๊กันล่ะคะ พวกเค้าไม่เบื่อกันบ้างหรือไงคะ มันก็เป็นอะไรซ้ำๆเดิมๆ แต่ทำไมถึงชอบดูกันนักล่ะวานคุณอาหมอช่วยตอบหน่อยนะคะ ^----^
-ニン
   ตอบ: มู่ฮ่ะฮ่ะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สาวน้อยเอ๋ย จากการที่เจ้าเอ่ยวาจาถามเรื่องราวเหล่านี้ เจ้าได้หลวมตัวก้าวเข้ามาในโลกที่ไม่มีนารีผู้ใด ในรอบสามหมื่นปีกล้าย่างกรายเข้ามาก่อนเสียแล้ว จะหันหลังกับไปตอนนี้ก็สายเกินไปแล้วนะ มู่ฮ่ะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (เสียงกึกก้องแบบตัวร้ายในหนังแปลงร่าง)
    อืม ถ้าว่ากันตามหลักเศรษศาสตร์แล้วเนี่ย น้องพูดผิดไปอย่างหนึ่งนะครับ “ผู้ชายส่วนใหญ่” ไม่ได้ชอบดูหนงโป๊ แต่ “ผู้ชายทุกคน”ต่างหาก ที่ชอบดูหนังโป๊ และแน่นอนว่า มันผู้ใดที่อ้างตนว่าไม่มีความรื่นรมไปกับการรับชมภาพไม่นิ่งลามกล่ะก็ มันผู้นั่นก็เหมือนกับประกาศตัวให้ชาวโลกรู้ว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายเสียแล้ว(ๆๆๆๆๆๆๆ)  --> เสียงกึกก้อง
    และผมก็เชื่อว่าผู้ชายทั่วไปก็คงจะเจอคำถามประมาณนี้อยู่บ่อยๆเหมือนกันนะครับ และพอเจอทุกครั้งก็จะไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดี ยิ่งถ้าถามว่าทำไมดูซ้ำไปซ้ำมา ไม่เบื่อเหรอไง ก็ยิ่งตอบยากเข้าไปใหญ่ เอาเป็นว่าขอตอบอย่างงี้ก็แล้วกัน หนังโป๊ก็เหมือนกับบทเพลงแหละครับ คนเราทุกคนก็ชอบฟังเพลงใช่ไหมครับ แต่แน่นอนว่าแต่ล่ะคนก็ชอบต่างกันไป บางคนก็ชอบจังหวะร้อนแรงเร้าใจ บ้างก็ชอบเนิบๆแต่มั่นคง และผมก็เชื่อว่า นานๆทีเราก็จะเจอเพลงที่เราหลงรักเข้าอย่างจัง ฟังซ้ำไปซ้ำมาตั้งไม่รู้กี่รอบ ฉันใดฉันนั้น ลีลาของเหล่าดาราเอวี (Adult Video)แต่ล่ะท่านก็แตกต่างกันไป ซึ่งสำหรับผู้ที่ไม่สนใจแล้ว (AKA:ผู้หญิง & Tuss)ความแตกต่างของลีลาเหล่านั้นย่อมแยกแยะได้ยากเหมือนกับคนปัตตานีบอกว่าเพลงฮิบฮออบเหมือนกันทุกเพลง หรือคนกรุงเทพบอกว่าหมอลำมันต่างกันตรงไหนฟระ แต่สำหรับพวกเราเหล่าบุรุษแล้ว การศึกษาลีลาทุกท่วงท่าที่มีอยู่ในจักรวาลก็ถือเป็นหน้าที่เพื่อชองชายไทย เพื่อให้รู้เท่าทันโลกในยุคโลกาพิวัฒน์ที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว(!) และเมื่อบุรุษท่านใดเจอแนวทางของตนเองแล้วก็จะมุ่งเน้นไปเพื่อความชำนาญเฉพาะทางมากขึ้น ไม่ต่างอะไรกับการฟังดนตรี และนานๆครั้งบุรุษบางท่านก็อาจจะโชคดีได้พบพานกับแผ่นในตำนานที่ตามหามาทั้งชีวิต ดูซ้ำไปซ้ำมาจนแผ่นไหม้เลยก็มีนะครับ
    แต่ก็ใช่ว่าการดูหนังโป๊จะเป็นเรื่องไร้พิษไร้ภัยไปซะหมด เพลงก็มีซีดีผี หนังโป๊ก็มีวิดีโอแอบถ่ายหรือข่มขืน ซึ่งอันนี้ผมว่ามันมากไปกว่าการหาความสุขไสตล์ชายไทยไปไกลแล้ว เพราะการไปดูสิ่งที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ดูหรือแม้แต่โดนบังคับให้ทำ ผมคิดว่ามันผิดโดยไร้ข้อโต้แย้งใดๆทั้งสิ้น ลองคิดดูสิครับถ้าคนที่โดยเป็นน้องสาวหรือว่าลูกคุณ คุณจะยังมาส่งต่อกันและถามว่า “เฮ้ย มึงดูคลิป...ยังวะ” ผมว่าการระบาดของคลิปแอบถ่ายเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในรอบหลายปีมานี้ ซึ่งนอกจากจะทำให้ความเป็นมนุษย์ของคนเราลดลงไปแล้ว ยังนำไปสู่การทำลายชีวิตของผู้หญิงหรือเด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อีกมากมาย ซึ่งสังคมก็สลดกันแป๊ปเดียวและสุดท้ายก็โหลดมาส่งกันต่อ ผมคนหนึ่งซึ่งกล้าพูดได้อย่างภูมิใจว่าไม่เคยดูคลิปแอบถ่ายเลย และสำหรับทุกคนที่ส่งคลิปพวกนี้ต่อๆกันน่ะครับ ขอให้รู้ไว้ว่าคุณก็ผิดพอๆกับคนที่ไปแอบถ่ายเขามาน่ะแหละ เพราะว่าไม่รู้จักการอดกลั้นความอยากเหมือนกัน   
    ถ้าจะดูก็ไปดูที่เขายินยอมถ่ายโน่น ไม่ทำร้ายใคร ได้ประโยชน์ทั้งคู่ สวยกว่าด้วย ... จบข่าว

    เราจะวัดความ ถูกต้อง กับความเข้าใจได้อย่างไร อาจารย์สอนเราแบบนี้ เราก็เข้าใจในแบบของเรา แล้วเวลาตรวจข้อสอบ อาจารย์คือคนตรวจอาจารย์บอกว่า อาจารย์ตรวจข้อสอบด้วยความเป็นกลาง แต่ความเป็นกลางนั้นอยู่ที่ไหน
-JaRiyA


    ตอบ: ผมจำได้ว่าตอนผมเรียนอยู่ม.1 เป็นช่วงที่ผมเรียนรู้ที่จะรักการเขียนใหม่ๆ อาจารย์ภาษาไทยให้การบ้านเขียนเรียงความเรื่อง“นักกีฬาในดวงใจ”มา / หน้ากระดาษ ตอนนั้นผมตั้งใจเขียนมาก ใช้เทคนิคซับซ้อนในการเล่าเรื่องชีวิตของไมเคิล จอร์แดนและตัวผมเองไปคู่กัน โดยเปรียบเทียบในจุดต่างๆกันอย่างแยบยล (อย่างน้อยตอนนั้นก็คิดอย่างนั้น) ผมนึกย้อนกลับไป ผมเห็นเด็กคนหนึ่งนั่งตั้งตารอให้เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้ถึงเวลาที่อาจารย์จะตรวจเรียงความเสร็จพร้อมกับcomment งานเขียนชิ้นแรกในชีวิตของเขา
    และหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ... เขาได้กระดาษ 2 ใบกลับมา พร้อมกลับเส้นปากกาสีแดงใต้คำที่สะกดผิด
    “ย่อหน้าควรเว้นให้ตรงกัน” ประโยคนี้เขียนไว้ตรงมุมขวาล่าง
   
    และเมื่อไม่นานนี้ ในเทอมสุดท้ายของชีวิตในรั้วหมาวิทยาลัยของผม ผมเจอข้อสอบข้อหนึ่ง ให้ตัวอย่างพฤติกรรมของชายคนหนึ่งมาและถามว่า “พฤติกรรมของเขาตรงกับเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่ และจะมีผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร” ผมก็ตอบไปตามความคิดของผม และผมก็ได้ 10 เต็ม 20
    ...ไม่ยักรู้ว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะตายตัวขนาดนี้
   
    แต่แล้วยังไงล่ะครับ...
    ทุกวันนี้ผมก็ยังเขียนหนังสืออยู่ และผมก็ไม่เคยคิดว่าผมผิดในกระดาษคำตอบใบนั้น
    สุดท้ายแล้วคนเราทุกคนก็คงจะมีโลกที่เขาสร้างขึ้นมา บางทีการปล่อยให้โลกของเราทั้งคู่อยู่คู่ขนานกันไปอย่างสันติก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนัก
    เพราะชีวิตจริงๆไม่ต้องการใครมา “ตรวจ” หรอกครับ