Singha 的个人资料Toilet for thoughts...照片日志留言簿 工具 帮助

日志


10月15日

ตอบตามใจ 4

 

 

ตอบตามใจ 4

ดิฉันเป็นคนคิดเยอะและขี้สงสาร ตอนนี้มีปัญหาหนักอกว่าชุดชั้นในเต็มตู้ ไม่รู้จะกำจัดอย่างไร จะเอาไปทิ้งถังขยะกสงสารมันบวกกลัวคนเก็บขยะเอาไปดม จะเอาไปเผาก็กลัวมันร้อน จะเอาไปฝังก็กลัวหมาคุ้ย ผูกพันกันเพราะแต่ละชุดอยู่ด้วยร่วมปี      ปล.จะเอามาใส่ ก็เป้าผุ ตูดขาด ขาบาน ยางยืดจนกลายเป็นเอว 36 เกินเยียวยาจริงๆ ค่ะ                                                                                                                                                                                                        นาตาลี / สีลม

                คุณมีหนึ่งในคนที่มีปัญหาหนักอกอกหนักใช่ไหม มีบราเยอะเต็มตู้ไม่รู้จะทำอย่างไร อย่าเพิ่งเศร้าใจไป ในโลกนี้ยังมีวิธีนำบราเก่าบราแก่มาใช้ประโยขน์ได้มากมาย! ใช่แล้วครับ เจาเป้าเหลืองตัวเก่าของคุณที่จำต้องลาจากกันยังสามารถสร้างประโยชน์ให้กับโลกนี้ได้อยู่หลายอย่าง วันนี้วรรณสิงห์ทีวีชอบจะขอนำมาเสนอสักสองวิธี

                1.  รู้ไหมว่าสตรีหลายล้านคนบนดาวเคราะห์ดวงเดียวกับคุณนี่ต้องมีชีวิตโดยปราศจากบรา หรือไม่ก็ไม่มีเงินซื้อและก็ต้องทนใส่บราที่คับหรือหลวมเกินไป คุณผู้หญิงทั้งหลายก็คงรู้กันดีว่าการใส่บราที่ไม่พอดีนั้น จะนำพามาซึ่งโรคภัยมากมาย รวมถึงอาการเจ็บหลังอย่างรุนแรง หรือแม้กระทั่งมะเร็ง เพราะ ฉ นั้นอย่าเลย อย่าโยนบราตัวเก่าทิ้ง แพ็คมันใส่กล่องและนำไปบริจาคเถิด  ที่ไทยก็มีหลายโครงการที่รับบริจาค อาทิเช่นโครงการ บราเก่ามีค่า สู้ภัยเมร็งเต้านม หรือว่าโครงการบริจาคบราเพื่อนักโทษสตรี หรือใครอยากอินเตอร์หน่อยก็นี่เลย www.breasttalk.co.uk อันนี้เป็นผู้รับบริจาคบรารายใหญ่ของอังกฤษที่นำบราเก่าไปแจกจ่ยให้สตรีในหลายประเทศครับ  ยังไงก็ลองเช็คข้อมูลหาที่รับบริจาคบราที่เหมาะกับตัวท่านดูนะครับ

                2. เอามาทำกระเป๋าสิ ...เออ ใช่ บรานี่แหละ ตอนนี้กำลังฮิตมาก (รึเปล่าฟระ)ในประเทศผู้นำแฟชั่นหลายๆประเทศ อย่างเช่นในUSAก็ต้องนี่ครับ Bra Purse ประดิษฐ์เอง เพียงแค่ตัดส่วนcup ของบราออกมาแล้วนำมาประกบกันและประดับด้วยลูกบัดลูกไม้มากมาย คุณก็อาจจะมีกระเป๋าที่สวยถึงขั้นเทพก็ได้ 

 bra2_smBra-Purse_WShopping_%20Bag_BRA_2_featured_1_tmb0018

                นี่แหละครับ ใครมีบราเก่าอย่าเพิ่งทิ้งนะครับ พวกคุณยังมีวิธีใช้ประโยชน์จากมันอีกเยอะ

 

 

 

ในฐานะที่สิงห์เรียนเศรษฐศาสตร์อ่ะนะ เราอยากถามเกี่ยวกับเรื่องทฤษฎีห่านบิน ว่าแนวทางพัฒนาและรูปแบบของทฤษฎีห่านบินมันเป็นยังไงอ่ะ

                 Pannala Duangrat

ฝูงห่างบินนั้น ในญี่ปุ่นเดิมทีเป็นสัญลักษณ์ของวีรบุรุษและการก้าวเดิมไปพร้อมๆกัน อาจารย์คานาเมะ คานามัตสุผู้คิดค้นทฤษฎีนี้เมื่อช่วง 1930 ก็เลยเอามาตั้งเป็นชื่อซะเลย ทฤษฎีห่านบินนั้น ก็ตามที่ชื่อบอกครับ เป็นโมเดลเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเจริญเติบโตของนานาชาติพร้อมกันครับ โดยทฤษฎีนี้มุ่งเน้นที่จะตอบคำถามว่าลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างชาติต่างๆที่เริ่มพัฒนาในช่วงเวลาช้าเร็วต่างกันนั้นเป็นอย่างไร โดยมุ่งเน้นไปที่ลักษณะของอุตสาหกรรมที่ชาตินั้นๆผลิต

โดยการผลิตสินค้าหนึ่งๆนั้นนั้นจะมีวงจรก็คือเริ่มจากนำเข้า มาผลิตเพื่อใช้เองในประเทศ จากนั้นส่งออก และก็กลับมานำเข้าอีกที จะลองอธิบายให้เข้าใจง่ายๆนะครับ (ของจริงยากกว่านี้เยอะ) โดยผมจะสมมุติว่าโลกนี้มีสามประเทศเท่านั้นนะครับ คือ ญี่ปุ่น ไทย และ เขมร ในระยะที่1ญี่ปุ่นเริ่มพัฒนาก่อน และสร้างตัวด้วยธุรกิจสิ่งทอ เวลาผ่านไปญี่ปุ่นผลิตสิ่งทอได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจนใช้ในประเทศไม่หมด เลยส่งออกไปยังไทยและเขมรด้วย สรุปคือตอนนี้ไทยกับเขมรไม่ผลิตแต่นำเข้าสิ่งทออย่างเดียว

ต่อมาในระยะที่ 2 ญี่ปุ่นพัฒนามากขึ้น สามารถผลิตมอเตอร์ไซค์ได้ และในขณะเดียวกันไทยก็ได้รับเทคโนโลยีสิ่งทอจากญี่ปุ่นบวกกับพัฒนาขึ้นมาเอง จึงเริ่มผลิตสิ่งทอเองใช้เองได้ และเติมส่วนที่ขาดด้วยการนำเข้าจากญี่ปุ่น และสมมุติว่าญี่ปุ่นมีแรงงานเท่าเดิมกับระยะที่1 การเอาแรงงานไปผลิตมอเตอร์ไซค์ที่ญี่ปุ่นผลิตได้ประเทศเดียวย่อมจะได้กำไรดีกว่าผลิตสิ่งทอที่ตอนนี้มีไทยเป็นคู่แข่งอยู่ อุตสาหกรรมสิ่งทอในญี่ปุ่นจึ่งลดขนาดลงเรื่อยๆพร้อมกับที่อุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมสิ่งทอในไทยก็พัฒนาจนเท่ากับญี่ปุ่นในระยะที่1 สุดท้ายแล้วมันจึงคุ้มกว่าที่ญี่ปุ่นจะเลิกผลิตสิ่งทอไปผลิตมอเตอร์ไซค์อย่างเดียวและนำเข้าสิ่งทอจากไทยเสีย(ตอนนี้เขมรยังไม่เริ่มพัฒนา) สรุปว่าเมื่อจบระยะที่2 ญี่ปุ่นนำเข้าสิ่งทอจากไทย และผลิตมอเตอร์ไซค์ใช้เอง บวกกับส่งออกไปไทยกับเขมร ส่วนไทยก็ส่งออกสิ่งทออย่างเดียวไปเขมรกับญี่ปุ่น ส่วนเขมรยังไม่ได้ทำอะไรเองอยู่

ในระยะที่ 3 สมมุติว่า ญี่ปุ่นค้นพบการผลิตทีวีจอแบน ไทยเริ่มรับเทคโนโลยีการผลิตมอเตอร์ไซค์มาจากญี่ปุ่น และเขมรก็เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอของตัวเอง สมมุติว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเหมือนในระยะที่ 2 อีกครั้ง สุดท้าย ญี่ปุ่นก็จะผลิตทีวีจอแบนอย่างเดียว ไทยก็ผลิตมอเตอร์ไซค์ และเขมรก็ผลิตสิ่งทอครับ และวัฏจักรนี้ก็จะวนเวียนไปเรื่อยๆทุกครั้งที่ญี่ปุ่นคิดค้นอุตสาหกรรมอะไรใหม่ๆขึ้นมาได้ หรือพูดได้อีกอย่างฐานการผลิตของสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีน้อยกว่าก็จะย้ายจากประเทศที่พัฒนาก่อนไปยังประเทศที่พัฒนาช้าตามมาเรื่อยๆเป็นลำดับครับผม