| Singha's profileToilet for thoughts...PhotosBlogGuestbook | Help |
|
October 10 ใบไม้แดง11 (GM+ October)ใบไม้แดง 11 ความตายของประชา
10 ตุลาคม 2549 ในตอนนี้ ผมพยายามเขียนสิ่งที่ผมคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองไทยในขณะที่ดำเนินอยู่ มีสิ่งใดให้พูด มีความคิดใดที่ต้องปรากฏ มันเกิดอะไรขึ้น... งั้นหรือ?
เหตุใดสิ่งที่เรียกว่าอำนาจรัฐจึงเกิด เหตุพลังที่มีชื่อว่า “อำนาจ” จึงเป็นสิ่งจำเป็น หากเรามีความตั้งใจที่จะตอบคำถามเหล่านี้ อาจมีหนึ่งความเป็นไปได้ ที่จะรวบรวมเอาทฤษฏีการเมืองและรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวกับจุดกำเนิดของรัฐ ทั้งหมดที่มีมาประมวลสังเคราะห์อันน่าทึ่งและตรงไปตามหลักการแห่งปัญญา 1.มนุษย์หนึ่งคนไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตนเองได้หมด โดยเฉพาะความต้องการทางความสัมพันธ์ ทางสังคม การอยู่รวมกันเป็นสังคมจึงถือกำเนิดขึ้นà2.บุคคลที่หลายหลากย่อมก่อเกิดความหลายหลากทางความต้องการà3.ด้วยคุณสมบัติพิเศษของมนุษย์ คือหลักการและเหตุผล การเจรจาตกลงเพื่อความสันติจึงเป็นไปได้ในการปฏิบัติà4.เมื่อสังคมมนุษย์เติบใหญ่การเจรจาตกลงโดยการให้ทุกคนได้แสดงออกจึงเป็นไปได้ยาก และใช้เวลานานà5.เพื่อลดต้นทุนทางสังคม ประชาธิปไตยโดยการใช้ตัวแทนจึงเกิดขึ้น àอำนาจรัฐจึงเกิดขึ้น การปกครองจึงกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นเสมอ ไม่ว่าจะมาในชื่อหรือรูปแบบใด หากจะสรุปทุกอย่างที่กล่าวไปทั้งหมด คงไม่ผิดที่จะพูดว่า ที่อำนาจเป็นสิ่งจำเป็น ก็เพราะ“ธรรมชาติ”ของมนุษย์นั้น“โหลยโท่ย” เกินไปที่จะดำรงอยู่และปกครองตนเอง เหตุผลคล้ายๆกันคงสามารถใช้อธิบายการที่ระปอบสังคมนิยมไม่เคยใช้ได้ผลในโลกแห่งความเป็นจริง หากแต่ฟังดูสมบูรณ์แบบเสมอในโลกแห่งอุดมการณ์ ในโลกแห่งประชาธิปไตยอุดมการณ์ ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงเท่าเทียมกัน ร่วมกันเลือกตัวแทนขึ้นมาสร้างเป็นรูปสภา เป็นรัฐ ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนตน เป็นปากเป็นเสียงแทนทุกคน ร่วมกันสร้างกฎระเบียบเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สร้างสาธารณูปโภคเพื่อเกิดประโยชน์ร่วมกัน โดยยึดหลักความยุติธรรม และคุณธรรมในการดำรงอยู่และประกอบหน้าที่ ในโลกประชาธิปไตยแห่งความเป็นจริง ........................
...ผมยังต้องพูดอะไรอีกเหรอ
ตลอดฤดูการของเธอ ประเทศไทยได้ผ่านพ้นความยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า “การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” มาหลายต่อหลายครั้ง เธอได้เห็นคณะราษฎร์ ปฏิวัติเพื่อนำการกระจายอำนาจมาสู่ประชาชนไทย เธอได้พบกับพลังของเหล่ามวลชนและนักศึกษา ในการโค่นล้นอำนาจเผด็จการของจอมพลถนอม-ประภาษ เธอได้เห็นความโหดร้ายบ้าคลั่งของคณะรสช. และความกล้าหาญของคนไทยที่ล้มตายเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย และล่าสุด...
-------Honeyboi honeyboy1883@hotmail.com (14.52 2006/09/29): “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข...”? -------คุณไอโอดีนแมน iodineman101@hotmail.com (14.53 2006/09/29): ...ชื่อแปลกดีนะ (อิอิ) J
หากมองจากอดีตของการปกครองไทยที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงหนึ่งร้อยปีให้หลัง ประชาธิปไตยดูเหมือนว่าจะเป็นเป้าหมายสูงสุด หลายชีวิตต้องสูญเสียไป หากส่วนใหญ่ยังเป็นชีวิตที่เยาว์นัก ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเศร้าแต่ความสูญเสียของพวกเขามิได้ระเหยไปตามสายลมที่รุ่มร้อนและโหดเหี้ยมของเกมอำนาจ
ในความรู้สึก… เราเริ่มจากการไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ ไปสู่การจัดให้มีการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ จากกฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างไร้เหตุผล ไปสู่กฎหมายที่มีตัวแทนของปวงชนเป็นผู้ร่วมร่าง จากความรับรู้ที่เป็นศูนย์ ไปสู่สื่อที่มีความเป็นอิสระ สู่องค์กรอิสระที่ควบคุมทุกทวงท่าของผู้มีอำนาจ ประชาธิปไตยจึงเป็นสิ่งที่ดีงาม และควรต่อสู้เพื่อให้ได้มา สิ่งที่หยิบยื่นอำนาจให้กับปวงประชาอย่างแท้จริง นำมาสู่ความเสมอภาคของผู้คนทุกหมู่เหล่า
ด้วยเหตุนี้ ประชาธิปไตยนั้นสมบูรณ์แบบ... “ผิด” ผมขอกล่าวไว้ ณ ตรงนี้
จริงอยู่ ที่ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญ ไม่มีประชาธิปไตย ทุกสิ่งที่เราทำในตอนนี้เพื่อให้มีความสุข อาจจะเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลงดีทูบีกลางสี่แยก การซื้อมือถือหน้าจอสามร้อยสิบเอ็ดล้านพิกเซล การพิมคำว่า อิอิ ต่อท้ายทุกประโยคหรือ การกระทั่งการเขียนบทความวิจารณ์สรรพสิ่งอย่างที่ทุกท่านบริโภคอยู่ ก็อาจจะกลายเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อกฎหมาย หากไทยคือMarxistมือถือของท่านคือเครื่องบำเรอความสุขส่วนตนที่แบ่งแยกสถานะของท่านให้อยู่เหนือกว่าสหายผู้อยู่รายรอบ หากไทยคือ Fascism ท่านจะมีมือถือได้ก็ต่อเมื่อเลือดของท่านใสสะอาดบริสุทธิ์เป็นพันธ์แท้เท่านั้น และหากไทยเป็นเผด็จการ ท่านอาจถูกสั่งประการได้ถ้าผู้ถือครองอำนาจเกลียดดีทูบี (แน่นอนว่านั่นคือภายใต้สมมุติฐานว่าความเป็นไปได้ในการมีอยู่ของวงดีทูบีไม่ได้เท่ากับศูนย์) ประชาธิปไตยนั้นประเสริฐ หากแต่มันไม่ได้ประเสริฐโดยสัมบูรณ์(Absolute) หากแต่ความประเสริฐของมันนั้นแบบรูปแบบสัมพัทธ์ (relative) ประชาธิปไตยนั้นดี เพราะว่ามันดีกว่าอย่างอื่นที่เรามีใช้กันอยู่
แต่มันคงจะไร้สาระหากจะบอกว่ารูปแบบการปกครองที่เรามีอยู่นั้น อยู่ในรูปแบบที่พัฒนาถึงขั้นขีดสุดแล้ว เพราะว่าเราก็ต่างรู้กันดีว่าในเชิงปฏิบัติประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นทำให้เกิดสิ่งใดบ้าง ไม่นานก่อนหน้านี้ เราได้เห็นกลุ่มอำนาจที่มีรากฐานมาจากความมั่งคั่งทางวัตถุล้วนๆโลดแล่นอยู่ในสภาอย่างหลั่นล้าร่าเริง เราได้เห็นขบวนการปราบอธรรมภายได้องค์กรอิสระต้องทนติ๋มเป็นหมันกันทั่วหล้าเพราะอำนาจมืดที่เข้าแทรกแซง และเราได้เห็นความมัวเมาทางกิเลสอำนาจขั้นสูงสุดเริ่มพัฒนาตัวเองมาอยู่ในพื้นฐานของความธรรมดา
และถ้าหากนำข้อสรุปทั้งหมดนี้มาเหลียวมองการรัฐประหารที่เพิ่งผ่านมา คุณจะตอบตัวเองว่าอย่างไร หากผมถามว่า “คุณเห็นด้วยกับการกระทำของฝ่ายทหารในครั้งนี้ไหม”?
“คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เป็นชื่อที่แปลก เพราะว่าการกระทำครั้งนี้ไม่มีเสี้ยวไหนของมันเลยที่เป็นคล้ายคลึงกับระบอบประชาธิปไตยตามความหมายที่เรารู้จักมันในปัจจุบัน แต่คำถามที่สำคัญคือ “จำเป็นไหม ที่ความจริงข้อนั้น ต้องเป็นสิ่งที่ผิดเสมอไป” ประชาธิปไตยเดิมทีนั้น ไม่ใช้จุดหมายในตัวของมันเอง หากแต่เป็นเครื่องมือในการหยิบยื่นอำนาจให้ประชาชน ผ่านทางการออกสิทธิ์ออกเสียง การตรวจสอบ และการสร้างสมดุลด้วยอำนาจทั้งสามแขนง หากประชาธิปไตยดำรงอยู่ แต่ว่าประชาชนไม่ได้รับอำนาจดังกล่าว ประชาธิปไตยก็ไม่มีประโยชน์ในตัวของมันเอง สำหรับตัวผม การรัฐประหารครั้งนี้ไม่ได้ทำลายประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยโดนทำลายไป5ปีแล้ว โดยคนที่ชื่อ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตรและกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าไทยรักไทย ฉันใดฉันนั้น การรัฐประหารครั้งใช่ว่าจะ“ยอมรับได้”ด้วยตัวของมันเอง หากแต่ผมยอมรับมันได้ในขอบเขตุสถานการณ์ที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ถ้าหากว่ารัฐบาลปัจจุบันไม่ได้เล่นลิ้น สอพลอในทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ดำรงอยู่ในอำนาจ ถ้าหากว่าทางเลือกอื่นไม่ได้ถูกลองมาหมดแล้ว ผมเองจะเป็นคนแรกที่วิ่งฝ่าดงทหารผยองออกไปในคืนวันที่ 19 ก.ย. และเรียกร้องทุกสิ่งที่ถูกแย่งชิงไปคืนมา หากแต่ในครั้งนี้ การรัฐประหาร ในความเห็นของผม เป็นก้าวแรกที่จะชุปชีวิตอำนาจในมือมวลชนขึ้นมาอีกครั้ง หากจะพูดในวิธีที่เข้าใจง่ายที่สุด ผมคงจะต้องหยิบยืมคำพูดของบุคคลหนึ่งที่ผมเคารพนับถือมาใช้ เขากล่าวไว้ว่า “ก็ตัวเหี้ยมันขึ้นบ้าน ไล่ยังไงก็ไม่ไป แล้วคุณจะทำยังไง คุณก็เรียกกทม.มาจับใช่ไหม แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณต้องเอาให้ชัวร์ด้วยว่าไอตาเจ้าหน้าที่กทม.นั่นน่ะ ไม่อยู่ดีๆย้ายเข้ามาอยู่บ้านคุณ”
สำหรับตัวผม การยอมรับได้ว่าประชาธิปไตยในตอนนี้มันห่วย และการไม่เสียดายที่จะโยนมันทิ้งไปและเริ่มจากศูนย์ใหม่เป็นเรื่องสำคัญ หากแต่สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ ปฏิญาณ หลักที่ทุกคนพึงจะเข้าใจภายได้ระปอบการปกครองที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะมีได้นี้ และนั้นก็คือหลักการที่ว่า “แตกต่างไม่แตกแยก” ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่เอาป้ายผ้าสีดำขึ้นต่อต้านรัฐประหารทันทีในเช้าวันที่ 20 ก.ย. และหลังจากนั้นยังนัดชุมนุมต่อต้านคปค.ในหลายโอกาส หากแต่ทุกครั้งที่เราคุยกัน เราทั้งคู่เหมือนจะเข้าใจในทุกสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยมา และไม่มีใครกล่าวว่าร้ายกัน ระหว่างเราสองคน ดูเหมือนกับว่า มิตรภาพ จะมาก่อนการต่อสู้เพื่อเอาชนะกัน ลองนึกภาพสังคมที่ต่างคนต่างคิด แล้วสู้เพื่อความถูกต้องที่สันโดษของตน สังคมนั้นคงไม่แคล้วความวุ่นวายเป็นแน่แท้ หากคุณลองย้อนไปอ่านย่อหน้าแรกๆที่ผมเขียน นี่ไม่ใช่หรือคือสาเหตุที่ทำให้อำนาจเป็นสิ่งจำเป็น และนี่ไม่ใช่หรือคือปัญหาที่ประชาธิปไตยพยายามแก้ไขตั้งแต่ต้น
ณ เวลานี้ สิ่งที่สำคัญกว่าคำว่าผิด-ถูก น่าจะเป็นการช่วยตรวจตราบ้านของพวกเราทุกคน ให้เจ้าบ้านได้กลับมาดูแลอีกครั้ง และที่สำคัญ เขาต้องแข็งแรงมั่นคงที่จะดูแลบ้านของเขาได้เองด้วย และบางทีการเฝ้ารอกับเฝ้ามอง ก็ไม่ได้เท่ากับการไม่ได้ทำสิ่งใดเลย
“ ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
วิสา คัญทัพ อดีตแกนนำนักศึกษาในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2516
October 02 ขอสร้างโอกาสฉลองweb counterครบ 20,000 ครั้งความจริงที่รึเริ่มเขียนไม่ใช่เพราะอยากให้มีคนอ่าน
...แต่เป็นเพราะความหวาดกลัว
ว่าวิญญาณของผมจะเลือนหายไปกับกาลเวลาที่เคลื่อนที่...
หากแต่มันก็คงเป็นการโกหก หากจะบอกว่าตัวเลขนี้ และความคิดเห็นที่ทุกท่านมีให้ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกปลาบปลื้มใจ ไม่ได้ทำให้ผมอยากจะเขียนให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
...ขอบคุณ
แล้วตัวผมจะเขียนต่อไป
|
|
|