| Singha 的个人资料Toilet for thoughts...照片日志留言簿 | 帮助 |
|
1月22日 เหมาจ่ายhttp://www.mediafire.com/?a0k5tynkcmr เพลงเรา ไปโหลดมาฟังเร้ว Catalyst 3 วงการมายามีขนาดใหญ่
“Self-censorship is the act of censoring or classifying one's own blog, book(s), film(s), or other works, out of fear or deference to the sensibilities of others without an authority directly pressuring one to do so.” Wikipedia
ว่างๆผมก็ลองนั่งสำรวจพฤติกรรมต่างๆของคนรอบๆตัวดู ....ตลกดี
ในเมืองแห่งคนไทยนั้น สมมุติว่าคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทำอะไรตามๆกัน ก็อาจจะถูกกล่าวถึงว่าเป็นแฟชั่น หรือความคลั่งไคล้ที่ไร้สาระ ซึ่งจะมาแล้วก็ไปตามกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นจตุคาม เสรีนิยม หรือว่าลัทธิธรรมกายฯ แต่ถ้าหากว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำที่มีผู้ใหญ่ทำออกข่าวออกทีวีให้เห็นกันทุกวัน จนกลายเป็นการกระทำที่ทำกันทุกคน สถานะของแนวทางนั้นก็จะเปลี่ยนจาก “กระแส” ไปเป็น “ความเหมาะสม” ทันที ...ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเหตุผลเดียวกับที่หญิงไทยต้องไปเข้าห้องน้ำพร้อมกันเป็นกลุ่มรึเปล่า แต่ “สิ่งที่คนอื่นทำ” ดูเหมือนว่าจะมีผลเป็นอย่างมากกับสิ่งที่ตัวเราทำและในขณะเดียวกัน คุณก็เป็นคนอื่นสำหรับทุกคน ทำให้สุดท้ายแล้วการกระทำของคุณเองก็ไปมีผลกับโลกแห่งคนไทยที่เหลือ และก็ย้อนกลับมาส่งผลต่อการกระทำของตัวคุณเองอีกที พูดง่ายๆก็คือ คนเรามักจะจำกัดพฤติกรรมของตนไปในทิศทางที่คิดว่า “ยอมรับได้” เพราะสมมุติว่าคนอื่นเขาทำเหมือนกัน ซึ่งสุดท้ายแล้ว ความคิดเหล่านี้ เมื่อมีพร้อมกันทุกคน มายาคติแห่งความเหมาะสมก็ก่อรูปร่างสร้างตัวตนขึ้นมาปรากฏจริงในสังคม สิ่งที่สมมุติมาว่าทุกคนทำกัน ก็กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนทำกันจริงๆ ... ตลกดี
...ลองมาทดสอบกันดูว่าจริงรึเปล่า คุณใส่เสื้อสีที่ทุกคนในออฟฟิศใส่กัน เพราะว่าคุณคิดว่าทุกคนใส่กัน ก่อนที่คุณจะ Present งานใดๆก็ตามให้ผู้เป็นใหญ่ดู คุณจะพยายามคิดไปก่อนว่าพวกเขาต้องการเห็นอะไร แทนที่จะคิดว่าคุณอยากจะพูดอะไร และเลือกที่จะโยนความคิดของคุณลงโถส้วมแทน คุณพูดเสียงเบาทุกครั้งที่คุณวิจารณ์อำนาจ...
เรื่องเหล่านี้ ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนก็ทำกัน Self censor ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก็เป็นเพียงแค่หนึ่งในจุดอ่อนหลายๆอย่างที่มนุษย์มีโดยธรรมชาติ จุดอ่อนที่พวกเรามีมากมายเหลือเกิน นี่ก็เป็นแค่รูปแบบหนึ่งของ “ความกลัว” ที่ฝังอยู่ในหัวพวกเราทุกคน แต่ลองถอยมาสองก้าว ผมคิดว่าคุณอาจจะเห็นอะไรชัดขึ้น ไม่มีใครมาสั่งให้พวกเราทำอะไรทั้งสิ้น ไม่มีกฎระเบียบใดๆที่เขียนไว้บนหลักศิลา และทั้งๆที่เราควรจะเป็นเจ้าของการกระทำของตัวเองแท้ๆ แต่พวกเราก็ยังรู้สึกว่ามันยากเหลือเกินที่จะฝ่าฝืนข้อกำหนดกฎระเบียบจำนวนมหาศาลที่เราสร้างขึ้นมาเอง มนุษย์เดิมทีก็มีความอิสระที่จำกัดอยู่แล้ว กฎหมาย วัฒนธรรม มารยาท ล้วนแล้วแต่จำกัดความเป็นไปได้ของพวกเรา แล้วมันมีเหตุผลอะไรที่พวกเราจำเป็นต้องสร้างพันธนาการมาดึงรั้งวิญญาณของพวกเราด้วยตัวเราเอง
...ตลกดี
และแน่นอน ผมก็ไม่ได้ยกเว้นตัวเองออกไปจากข้อกล่าวหาเหล่านี้ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ถอดตุ้มหออกทุกครั้งก่อนเข้าห้องประชุม กินข้าวมือขวา ล้างก้นมือซ้าย ใส่กางเกงในสีขาว แต่บางครั้ง แค่บางครั้ง ด้วยความไคร่อยากรู้ ผมก็ลองไม่ทำสรรพสิ่งตามที่มันควรจะเป็นดู แค่ลองดู เพื่อที่จะได้รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
...แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น
ไม่มีใครกระโดดมาเตะผมเมื่อผมไม่ยืนตรงก่อนหนังจะฉาย ไม่มีใครปฏิเสธที่จะฟังสิ่งที่ผมพูดเพียงเพราะว่าผมใส่เสื้อคนล่ะสีกับทุกคนในที่ประชุม ไม่มีใครมาบอกให้ผมลุกไปไหน เมื่อผมนั่งลงกินข้าวกลางพื้นสถานีรถไฟฟ้า
...ไม่มีใครมาบอกผมให้ทำอะไรที่ “เหมาะสม”
การพยายามสร้างตัวเองให้แตกต่างนั้น ผมก็เห็นไม่ต่างกันว่ามันเป็นเหตุผลของเด็กที่ต้องการเรียกร้องความสนใจเท่านั้นเอง แต่มันก็เป็นคนล่ะเรื่องกัน ถ้าหากว่ามันเป็นตัวสังคมเองที่แตกต่างจากคุณ และตัวคุณเองต้องเสแสร้งทุกวันว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น ต้องบอกคนอื่นตลอดเวลาว่าสิ่งที่คุณเป็นไม่ใช่ตัวประหลาด ...คุณจะเรียกสิ่งนั้นว่า “ชีวิต” เช่นนั้นหรือ
ตัวผมเอง มิได้มีความพอใจทุกครั้งที่มีคนหันมามองเมื่อทำตัวแตกต่าง เพราะว่าความแตกต่างที่แท้จริงนั้นมาจากภายใน มาจากจิตวิญญาณ ไม่มีความจำเป็นที่ผมจะต้องแสดงมันออกมาเพียงเพราะว่าอยากให้คนอื่นได้รับรู้ ผมก็แค่อยากรู้สึกว่ามีชีวิตอยู่... แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ห้วงเวลาเล็กน้อย และแลกมาด้วยการทำตัวโง่ๆต่อหน้าคนอื่นก็ตาม แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น ผมมี “ชีวิต”
..แต่เมื่อวินาทีนั้นผ่านไป บ่วงเงาที่คล้องวิญญาณผมไว้ ก็หวนกลับมาพันรัดแน่นอีกครั้ง
ความเป็นอิสระอย่างแท้จริงอาจหมายถึงความเปลี่ยวเหงา... ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราจะมาเสแสร้งกันต่อไปทำไมว่าเราอยากเป็นอิสระ อยากมีประชาธิปไตยที่แท้จริง ในเมื่อความกลัวของพวกเราคนไทยทั้งหมด บอกให้เราหยุดอยู่แค่นี้ หยุดอยู่แค่เลือกว่าจะอยู่รวมกันเป็นก้อนที่รูปร่างแบบไหน มีสีอะไร เลือกว่าใครจะเป็นเจ้านาย เลือกว่าใครจะมากอบกู้ชีวิตให้ เลือก... ว่าจะกลัวอะไรต่อไป
หรือว่า.................................
ถ้าไม่กลัว ก็ลองเติมช่องว่างด้วยตัวคุณเอง
Catalyst 2 ทะเลทำจากน้ำ
หลุดพ้นไปจากมือของพวกเราเหล่ามนุษย์ คือความมืดดำที่ครอบคลุมทุกสิ่ง ดึงดูดทุกอย่างที่หมดอายุขัยเข้าสู่อนัตตาและในขณะเดียวกันก็สรรค์สร้างอัตตาใหม่ๆกลับเข้าสู่แสงสว่าง วนเวียนเป็นวัฏจักร บนนั้น... มันมีอะไรบางอย่างอยู่ นอกเหนือจากการควบคุมโดยสิ้นเชิง...
ที่ผ่านมา คนเรายอมรับว่ามีบางสิ่งที่อยู่เหนือหัวเรามาตลอด บางอย่างที่ดำเนินไปของมันเอง วิวัฒนาการ... วิทยาศาสตร์... วัฒนธรรม... การเกิด... การตาย... ความถูกต้อง... ความชั่วร้าย...
ในแง่หนึ่ง สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นจากคนและในอีกแง่หนึ่งพวกมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากใคร ความรู้สึกที่ว่าทุกสรรพสิ่งย่อมเกิดขึ้นเองเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและสม่ำเสมอ ในความคิดของผมเชื่อว่าพลังเหล่านี้นี่เอง ที่เป็นตัวการให้มนุษย์สร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมาเพื่อตอบสนองส่วนเวิ้งของจักรวาลที่ยังมืดมิดไร้คำตอบอยู่ พระเจ้าไม้ได้สร้างคน แต่คนต่างหากที่สร้างพระเจ้าขึ้นมา...
ผมเชื่อว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องจำกัดความหมายของคำว่าพระเจ้าตามที่ศาสนาคริสหรือศาสนาใดๆได้บัญญัติเอาไว้เท่านั้น อันที่จริงผมเชื่อว่าคำว่าพระเจ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับคำว่าศาสนาซะด้วยซ้ำ หากแต่เป็นนามธรรมที่ดำรงอย่ในรูปแบบที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิง คนเราทุกคนมีพระเจ้าของตัวเองถึงแม้ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ...ทุกครั้งที่เกิดห้วงหลุมดำแห่งความเข้าใจ หรือเหวลึกแห่งอารมณ์ สิ่งแรกที่คุณนึกถึงนั่นแหละ คือพระเจ้าของคุณ สำหรับศิลปิน... พระเจ้าก็คือเสี้ยววินาทีนั้น ที่ภู่กันของเขาสร้างสิ่งที่เขาไม่เคยแม้แต่จะเห็นหรือนึกถึงขึ้นมา สำหรับนักวิทยาศาสตร์ผู้อธิบายได้ทุกสิ่ง ปริศนาที่แท้จริงคงจะอยู่ในคำถามที่ว่า ทำไมสรรพสิ่งจึงเป็นอย่างที่มันเป็น พระเจ้าคือสิ่งที่ผู้คนสวดมนต์อ้อนวอนขอให้กิเลสที่สะสมกลายเป็นจริง และแน่นอน สำหรับคนส่วนใหญ่ พระเจ้าก็คือสิ่งที่พระเจ้าเป็น ผู้ก่อกำเนิดทุกสรรพสิ่งที่เป็นไป
แต่ถ้าหากเราลองมองลึกลงไป พระเจ้าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีข้อจำกัดมากมาย... หากเราลองมองว่าพระเจ้าคือสิ่งที่ทำให้ทุสรรพสิ่งเกิดขึ้น มันเพียงพอแล้วหรือ ที่จะบอกว่าทุกๆอย่างจำเป็นต้องมีคำอธิบายหรือมีเหตุผลอยู่เบื้องหลังการดำรงอยู่ และพระเจ้าก็เป็นจุดเริ่มต้นร่วมของตรรกะทั้งปวง ถ้าเพราะเจ้าเป็นเหตุผลที่มีทะเลอยู่ แล้วพระเจ้าสร้างทะเลจากอะไร ทะเลทำจากน้ำงั้นหรือ ... แล้วภูเขาล่ะทำจากหินและดินหรือเปล่า ต้นไม้ทำจากไม้เช่นนั้นหรือ... บางทีข้อจำกัดของพระเจ้าน่าจะเกิดมาจากข้อจำกัดของมนุษย์ที่เป็นผู้ประดิษฐ์พระเจ้าขึ้นมาซะมากกว่า เรามีสิ่งที่เรียกว่า “เหตุผล” เป็นทั้งอาวุธและจุดอ่อน เรามีอารมณ์ที่อ่อนไหว จนบางครั้งเราก็รู้สึกมากเกินไป พระเจ้าน่าจะเกิดมาจากสัจธรรมสองข้อนี้ของชีวิตมนุษย์ พระเจ้าคือ “เหตุ” ของทุก “ผล” และพระเจ้าคือผู้ปลอบโยนเมื่อจิตใจโรยรา ในการรับรู้ของมนุษย์ทุกอย่างย่อมต้องมีเหตุผลเสมอ เราช่วยไม่ได้ มันคือธรรมชาติของเราที่จะคิดว่าสรรพสิ่งไม่มีทาง “ดำรง” อยู่เฉยได้โดยไม่ต้องเกิดมาจากอะไร ในการรับรู้ของเรา ผีเกิดมาจากคนตาย แรดมีนอเพื่อต่อสู้ คนมาจากลิง และเมื่อเราเอาพระเจ้ามาเติมช่องว่างทางตรรกะให้เต็มแล้ว มันก็เป็นธรรมชาติที่คนเราส่วนใหญ่จะไม่พอใจที่จะหยุดอยู่แค่นามธรรม สิ่งที่ตามมาก็คือการที่คนบางคนสร้างวัตถุที่เป็นตัวแทนพระเจ้าและนำมาประดับตามตัวเพื่อขอบารมีจากบางสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ รวมไปถึงการสร้างสถาบันที่เป็นตัวแทนของอำนาจเหนือหัวมาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ว่าจะเป็น ฟาโรห์ จักรพรรดิ สำนักคริสตจักร หรือแม้กระทั่งผู้วิเคราะห์หุ้น ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เหล่ามนุษย์ผู้ต่ำต้อยไขว่คว้าหาเมื่อพวกเขาพยายามหาตรรกะมาใส่ในสิ่งที่ไร้เหตุและผล และตามมาด้วยพิธีกรรมต่างๆเพื่อเติมหลุมดำทางจิตใจให้เต็ม
ใช่ไม่ใช่ ...นี่คือความอ่อนแอ มันเป็นไปได้ไหมที่คนเราจะเห็นว่าทุกอย่างดำรงอยู่โดยไร้ที่มาโดยสิ้นเชิง ไม่เชื่อในสิ่งใดที่เหนือกว่า ไม่ฝักใฝ่ในความจำเป็นที่จะต้องมีพลังบางอย่างผลักดันในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ แต่ในขณะเดียวกันการหลงเชื่อว่าพลังของคนสารถครอบคลุมใดทุกอณูของคำถามในจักรวาล ย่อมเป็นเรื่องที่ไร้สาระและเป็นการหลงตัวเองอย่างน่าสมเพช
คนเราไม่ได้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง แต่สามารถเข้าใจทุกอย่างได้ในอีกมิติหนึ่ง มิติที่ทุกๆอย่างเป็นไปด้วยตัวของมันเอง มิติที่ทะเลคือน้ำ ภูเขาคือหิน ต้นไม้คือไม้ ไร้เหตุไร้ผล ...ก็แค่นั้น
และถ้าหากมนุษย์คนหนึ่งสามารถตระหนักรู้ได้ว่าตัวเขาเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของ ระนาบสองมิติของจักรวาล ...จักรวาลที่ลอยเคว้งคว้าง จักรวาลที่จุดๆใดจะถูกกำหนดเป็นจุดศูนย์กลางก็ได้ อย่าแปลกใจถ้าหากว่าตัวเขาจะอยู่ดีๆพูดขึ้นมาว่า “ฉันคือพระเจ้า” หากคุณเผอิญได้ยินใครพูดคำนี้ ขอให้คุณตอบกลับไปเลยว่า
“ในที่สด คุณก็รู้...”
ตอบตามใจ 11
ถ: อีกไม่กี่เดือนก็จะเรียนจบแล้วค่ะ(นิติศาสตร์) ถ้าต้องการทำงานด้านที่ปรึกษากฎหมายในอนาคตนอกจากภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาสำคัญที่สุดแล้ว พี่วรรณสิงค์คิดว่าตลาดงานหรือแนวโน้มของภาษาที่3 ที่ในอนาคตใช้มากๆๆ น่าจะเป็นภาษาอะไรคะ คือว่ากำลังตัดสินใจที่จะเรียนภาษาที่3 เพิ่มเติมทักษะให้กับตัวเองอีกระดับนึงคะ Prathumthip Wongkeaw
ต: จากเล่มที่แล้วที่ถามมาแล้วผมตอบไม่ได้น่ะครับ ตอนนี้มีคนส่งคำตอบมาให้แล้ว ต้องขอขอบคุณคุณเพ่นหนีอย่างมากมาย หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับผม “จริงๆ แล้วในวงการกฎหมายอย่างที่สิงห์ว่า ส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษล่ะ เพราะถ้ามองในแง่เป็นที่ปรึกษากฎหมายในประเทศไทย ภาษาอังกฤษถือว่าเป็นภาษาที่สำคัญในการติดต่อไม่ว่ากับชาติใดก็ตาม โดยเฉพาะในเรื่องสัญญาที่มีมูลค่าสูงๆ ส่วนใหญ่ก็ต้องดีลกับบริษัทข้ามชาติทั้งนั้น ซึ่งบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ก็มีพนักงานหลายชาติหลายภาษาอยู่ ซึ่งภาษากลางก็คือ ภาษาอังกฤษนั่นเอง ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ควรเรียนภาษาอังกฤษให้คล่องและให้เก่ง ไม่ใช่เก่งในระดับทั่วไป แต่ต้องเก่งในศัพท์เฉพาะทางของกฎหมายรวมถึงการเขียนแบบกฎหมาย (legal writing) ซึ่งถือว่ายากมาก เพราะไม่เหมือนกับการแต่งประโยคในภาษาอังกฤษทั่วไป แต่ถ้าน้องเค้าสนใจจะเรียนภาษาที่ 3 เราว่า หากมองในแง่วิชาการนะ ส่วนใหญ่ภาษาที่ 3 ที่จะเรียนกันก็คือ ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน หรือญี่ปุ่น เพราะประเทศพวกนี้ เป็นต้นตำรับของกฎหมายแบบ civil law ที่ประเทศไทยไปลอกเลียนแบบมาล่ะ อาจารย์ส่วนใหญ่ของนิติฯ ก็จบจากประเทศพวกนี้กัน ฉะนั้นถ้าน้องเค้าอยากจะได้ภาษาที่ 3 ภาษาของประเทศพวกนี้จะเป็นประโยชน์ในแง่วิชาการที่จะได้มีโอกาสเพิ่มพูนความรู้ให้กับตน แต่หากมองในแง่การใช้ในการทำงาน เราว่า ก็ควรเรียนภาษาในชาติที่นักลงทุนส่วนใหญ่มาลงทุนในไทย ซึ่งก็เป็นพวกภาษาญี่ปุ่น หรือไม่ก็จีน มากกว่า เพราะส่วนใหญ่จะมีปัญหา (รุ่นพี่เล่ามา) ว่า ล่ามแปลภาษาที่สามนั้น ส่วนมากจะไม่เข้าใจว่าจะอธิบายศัพท์เฉพาะทางกฎหมายยังไงให้กับอีกฝ่ายได้เข้าใจ อย่างเช่น หากเราพูดถึงเรื่อง ละเมิด แค่ภาษาไทยคนธรรมดายังงงแล้ว และถ้าให้แปลเป็นอีกภาษาที่เป็นภาษาที่สามก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้าจะเป็นที่ปรึกษากฎหมายแล้วละก็ หากได้ภาษารวมถึงศัพท์เทคนิคทางกฎหมายในภาษาที่ 3 จะเก่งมากๆ รวมถึงรายได้ก็ดีมากๆๆ ด้วยเช่นกัน แต่ถ้าน้องเค้าอยากจะเรียนภาษาที่ 3 เราว่าก็เรียนประดับความรู้ทั่วไปดีกว่า แต่จะให้เก่งขนาดปรึกษาให้กับคนต่างชาติได้ ก็อย่างที่บอกอ่าจ้า ว่าจำเป็นต้องรู้ศัพท์เฉพาะทางของกฎหมายด้วย เพราะต้องอธิบายให้เค้าเข้าใจว่าอะไรคืออะไร และอีกอย่างในความเป็นจริงก็ยังไม่จำเป็นถึงขนาดนั้น นอกจากว่า น้องเค้าต้องการจะเป็นที่ปรึกษาส่วนบุคคลแบบคิดตามจริงเป็นวินาที ซึ่งกว่าจะเป็นแบบนั้นได้ ก็ต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเยอะมากพอตัว ถึงจะมีคนนับหน้าถือตาแล้วยอมเสียเงินไปปรึกษาส่วนตัวแบบจับเวลาคิดเงิน” โอสถ์ ก็ว่าตามนั้นครับผม หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการตัดสินในนะครับ
ถ: สวัสดีค่ะ พี่สิงห์อยากทราบว่านักโทษในเรือนจำมีสิทธิเลือกตั้งได้รึเปล่าค่ะ ช่วยตอนหน่อยนะค่ะ ทำถามนี้เพื่อนหนูเค้าเป็นชาวพม่าถามมาหนูตอบไม่ได้ ที่จริงมีคำถามหลายข้อเลยล่ะเกี่ยวกับการแบ่งแยกชนชั้นแต่ต้องไปเรียบเรียงก่อน เพราะเวลาเราพูดกับเราใช้ภาษาพม่ากับอังกฤษนิดหน่อย (อังกฤษสำเนียงพม่าสุดยอด) ขอบคุณนะคะ ผึ้ง ต: ว่ากันตามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ แล้วนะครับ (ฉบับใหม่ผมไม่รู้ ขอโทษด้วย) ในเรื่องของสิทธิทางการเมือง นักโทษก็ตกอยู่ภายใต้กรอบเดียวกันกับพระสงฆ์ หรือว่าคนวิกลจริต กล่าวคือกลุ่มคนทั้งหมดนี้มีสิทธิในการเลือกตั้งหรือว่าการออกเสียงประชามติ แต่ว่า “ถูกห้ามใช้สิทธิ์” เนื่องจากสถานะที่พวกเขาเป็น การห้ามถูกใช้สิทธิ์นี้ต่างจากการ “ไม่มีสิท์” ตั้งแต่ต้น กล่าวคือพวกเขาจะได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ์อีกครั้งเมื่อพ้นสถานะเหล่านั้น เพราะ ฉ นั้น นักโทษเลือกตั้งไม่ได้จนกระทั่งถูกปล่อยตัวครับ (เว้นเสียว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้บัญญัติอะไรไว้ต่างจากนี้) ซึ่งส่วนตัวผมเห็ยด้วยกับการที่ห้ามพระสงฆืกับคนวิกลจริตใช้สิทธิ์ครับ แต่นักโทษนี่ ผมเชื่อว่าเป็นการทำโทษที่ไม่จำเป็นต่อพวกเขา ส่วนตัวผมหลงรักภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดียครับ ฝึกพูดได้ทั้งวัน “ฮ๋าว อารรรรร์ หยู ?”
ถ: หวัดดีค่ะพี่สิงห์ อ่านงานของพี่มานานแล้ว(ซื้อชีวิตภาคทฤษฎีด้วย และกำลังจะซื้อใบไม้แดง) ขอรบกวนถามคำถามพี่ดังนี้ค่ะ 1.พี่สิงห์คิดยังไงกับการที่นักศึกษาร่วมกันทำค่ายต่อต้านเหล้าบุหรี่ แต่กลับดื่มเหล้าเสียเอง 2.บางคนบอกว่า "กินเหล้าเพื่อเข้าสังคม" พี่คิดยังไงกับคำพูดนี้ จาก k ต: คนเรากลืนน้ำลายตัวเองเป็นธรรมดาครับ พูดในสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อเป็นธรรมดา ทำตามทุกอย่างที่คิดว่าสังคมอยากให้ทำเป็นธรรมดา คำถามก็คือ เราอยากเป็นคน “ธรรมดา” รึเปล่า ผมว่าคนเรา โดยเฉพาะคนไทย ยอมให้สิ่งที่คนหมู่มากทำมากำหนดพฤติกรรมตัวเองมากเกินไปแล้ว และคำว่า”ศักดิ์ศรี” กลายเป็นตัวแปรที่ขึ้นอยู่กับความคิดของคนอื่นโดยไม่รู้ตัว น่าเศร้าครับ แต่เป็นเรื่อง “ธรรมดา” แต่ผมก็ขอเป็นคนประหลาดหนึ่งคน และขอประกาศว่า ผมติดบุหรี่อย่างหนัก และไม่คิดจะไปรณรงค์งดสูบบุหรี่ที่ไหน ถึงแม้จะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ดีก็ตาม (ผมเคยพูดแบบนี้และมีคนบอกผมว่า “เออ แปลกดีนะ” ) แต่ในอีกทางหนึ่ง ผมเสียเพื่อนสนิทไปให้กับการเมาแล้วขับหลายคนแล้ว เพราะ ฉ นั้นก็ขอบอกไว้ตรงนี้ว่าถ้าไม่โดนเองเรื่องกินเหล้าเนี่ย ไม่โดยกับตัวเอง ก็ไม่รู้สึกหรอกครับ เพราะ ฉ นั้น “เลือก” เถอะครับ ว่าชีวิตคุณใครเป็นคนกำหนด
ถ:พี่คับ อันนี้เห็นเพื่อนตั้ง ท้อปปิคเอ็มไว้ว่าน้ำในชักโครกนี้ หมุนซ้ายหรือขวาคับอีกอย่างเป็นเหมือนกันทุกที่รึเปล่า? ขำๆนะคับ แหะๆ ปล. แอดเมลพี่ไปได้รึป่าวคับ แต่ดูท่าทาง เลข 10 นี้ แสดงว่า พี่มีเมลเป็นกระตั๊กๆ รึเปล่าคับ? Icoolpk ต: บางสำนักเค้าเชื่อว่า การหมุนของน้ำเนี่ยจะแตกต่างกันไปตามซีกโลกที่เราอยู่ครับ โดยมีตัวการที่เรียกว่า Coriolis Effect ซึ่งพูดง่ายๆก็คือผลกระทบของการหมุนของพื้นผิวต่อสะสารต่างๆที่อยู่บนพื้นผิวนั้น ซึ่งในกรณีนี้ก็คือการหมุนของโลกนั่นเองครับ การหมุนของโลก ทำให้การหมุนของอากาศหมุนไปทางขวา(ทวนเข็มนาฬิกา)ในซีกโลกเหนือ และหมุนไปทางซ้าย (ตามเข็มนาฬิกา)ในซีกโลกใต้ ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้พายุเฮอริเคนที่เกิดในคนละซีกโลกหมุนไปคนละด้าน และทำให้บริเวณเส้นศูนย์สูตรที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองซีกโลกไม่เกิดพายุเฮอริเคนครับ และถ้านำเรื่องนี้มาประยุกใช้กับการหมุนของน้ำในชักโครก ก็จะได้ข้อสรุปที่เหมือนกัน คือน้ำชักโครงจะหมุนไปคนละทางกันในแต่ล่ะซีกโลก แต่แน่นอนมีทฤษฎีก็ย่อมมีข้อโต้แย้ง โดยบางคนก็เชื่อว่าไอ Coriolis Effect เนี่ยอ่อนไป และไม่สามารถกำหนดการหมุนของสะสารที่หนักกว่าอากาศอย่างเช่นน้ำได้ และสรุปว่าการหมุนของน้ำในชักโครกนั้นขึ้นอยู่กับการออกแบบชักโครงและการปล่อยน้ำเท่านั้นครับ
1月7日 ตอบตามใจ 10http://www.mediafire.com/?a0k5tynkcmr เพลงเรา ไปโหลดมาฟังเร้ว ตอบตามใจ 10 ถาม: อ่อ มีคำถามอยากถามพี่ค่ะ พี่คิดยังไงกับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ค่ะ?! แล้วพี่คิดว่าเหตุผลใด คนอีสานถึงได้นิยมชมชอบ ท่านแม้ว ถึงขั้นกวาดที่นั่งในภาคอีสานได้เรียบขนาดนั้นค่ะ แหะๆๆ ควรไม่ควร ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้นะค่ะ แค่เพียงชอบแนวความคิด และมุมมองที่พี่มองสิ่งต่างๆน่ะค่ะ เลยอยากรู้ว่าพี่คิดเห็นกับเรื่องนี้ยังไง..........??? <i:Noonaa>
ตอบ: เมื่อตอนปีใหม่ผมไปค่ายอาสาฯสร้างโรงเรียนที่ลำปางมา ไปกับน้องๆที่ธรรมศาสตร์ประมาณ 60 คน ในระหว่างนั้นเพื่อนๆก็ได้มีโอกาสไปต้มเหล้ากับชาวบ้าน (ครับ เหล้าเถื่อนน่ะแหละ) คุยกันแล้วก็ไม่แคล้ววกเข้าเรื่องทักษิณ จึงถามไปว่าทำไมเขาชอบกันจังตาเหลี่ยมเนี่ย “โอย ก่อนทักษิณมานะ หมู่บ้านเราเป็นหนี้กันเยอะ พอได้กองทุนหมู่บ้านมาเราก็เอาไปทำธุรกิจ หนี้ลดลงไปเยอะมาก แล้วยังเรื่องยาเสพติดอีก 20 ปีมานี้ยาเสพติดรุกรานเข้ามาในหมู่บ้านนี้เยอะมาก นี่ถ้าไม่ได้ท่านทักษิณนะ ไม่รู้จะแย่ไปถึงไหนแล้ว” พวกเราชาวเด็กหยาม ฟังแล้วก็ยิ้มรับแหะๆ จากนั้นก็มากระซิบกันทีหลังว่า “อืม... ชาวบ้านเค้าคงไม่ค่อยสนใจเรื่องคอรัปชั่นเท่าไหร่หรอกนะ อย่างว่า... เขาเอาของมาให้ก็ชอบเป็นธรรมดา เลือกเจ้าเลือกนายกันไป”
...แต่ไม่มีใครเดินไปคุยถกเถียงกับชาวบ้านเลยสักคน เข้าในว่าพวกเราคงไม่อยาก “สร้างความขัดแย้ง” ก็เหมือนที่ฝรั่งมาดูถูกในหลวงฯของเราแหละครับ... ฝรั่งเขาทำเหมือนเข้าใจ แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเข้าใจจริงๆ ว่าแล้วก็มองไปยังถังหมักเหล้ากัน และคิดในใจเล่นๆ ... “เหล้ายังหมักได้ ทำไมนายกจะหมักไม่ได้”
ป.ล. ทักษิณน่ะไม่ชอบแต่ยังเข้าใจ แต่อีตาหมักนี่ไม่ไหวจริงๆฟร่ะ หน้าก็ไม่ผ่านแล้วพ่อหมักเอ้ย....
ถาม:สวัสดีปีใหม่นู๋สิงห์ ขอให้สุขภาพแข็งแรง รวยๆเฮงๆ กันทั้งบ้านเลยนะ^^ ไม่รู้ว่านู๋เลิกตอบคำถามยัง ถ้ายังตอบก็เอาคำถามไปซะ นี่ก็ปีใหม่แล่วใช่มะ นู๋ว่าจะมีอะไรใหม่ๆในชีวิตมั่งหรืออยากให้ตัวเองเป็นยังไงต่อไป แล้วในทุกปีของนู๋มีอะไรที่เหมือนหรือต่างกันอย่างไร แต่พี่ว่าทุกปีเหมือนกันเร้ยยยย เปลี่ยนแค่ปฏิทินอันใหม่ เพราะอันเก่าใช้วันทั้ง365วัน หมดไปแล้ว FreakY Da K@te
ตอบ: ปีใหม่ปีนี้ ผมมีงานpart timeงานใหม่ (พิธีกรรายการ more game ทางช่อง 9 เป็นคู่กับพี่ชาย) คอลัมน์ใหม่ (ชื่อ catalyst อยู่ใน IMAGE magazine) น้ำหนักใหม่เพิ่มอีกสามกิโลฯ คอมเครื่องใหม่ (MacBook สุดยอด! โฆษณาให้ฟรี) ความฝันทางใหม่ (การเป็นนายทุนภาคสังคมผู้ยิ่งใหญ่ โฮ่ะๆๆๆ) หนังสือเล่มใหม่ (ใบไม้แดง พิมพ์โดยอมริน รีบไปซื้อซ้าน้า!!!!) และอีกมากมาย ฯลฯ ส่วนแฟนยังเป็นคนเดิมมา สามปีครับ J (ดีแล้ว) แต่ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นเอง ไม่ได้ไปหวังอะไรมากมายไว้ก่อนน่ะครับ อยู่กับปัจจุบันก็จะมีความสุขเอง อยากจะแนะนำให้ทำเหมือนกัน เดี๋ยวสิ่งใหม่ๆมันก็เข้ามาของมันเอง ส่วนปีใหม่ จะว่าเป็นเรื่องสมมุติก็ได้ มันก็แค่เป็นตัวแทนของการเริ่มใหม่ที่จะเอาไว้ตอนไหนก็ได้ เหมือนกับวันเกิดจริงๆก็เป็นแค่การหาวันพิเศษให้คนๆหนึ่ง แต่ก็ไม่แคล้วเป็นสิ่งสมมุติอยู่ดี สรุปว่าความแปลกใหม่เกิดจากเราครับ ไม่ได้เกิดจากปีที่หมุนเลย
ถาม: คือว่าตอนนั้นอ่านหนังสือชีวิตภาคทฤษฎีของพี่แล้วเกิดสงสัย พี่บอกว่า บางทีพระพุทธเจ้าอาจจะลืมไปว่าบัวที่อยู่เหนือน้ำมักจะอยู่อย่างเดียวดายเสมออ ประมาณนี้ อ่านแล้วรู้สึกสับสน งงๆ ยังไงช่วยอธิบายคำพูดให้กระจ่างทีนะคะ แหะๆ ได้โปรดดดด^^ OnlY mE MiZZ ZamilE
ตอบ: ลองไปสำรวจเรื่องราวของคุณสมิธ(ผู้เตือนเรื่องสึนามิเป็นคนแรก)ก่อนวันที่ก่อนวันที่เกิดคลื่นยักษ์ เรื่องราวของอ.สุวินัย(ผู้ออกมาเตือนเรื่องฟองสบู่แตกเป็นคนแรก) ก่อนปี 1997 เรื่องราวของอัล กอร์ ก่อนที่เรื่องโลกร้อนจะเข้าสู่กระแสหลัก หรือแม้กระทั่งเรื่องราวของเสกสรรค์ ประเสริฐกุลทั้งในอดีตและปัจจุบัน แล้วคุณจะพบคำตอบเอง...
อีกไม่กี่เดือนก็จะเรียนจบแล้วค่ะ(นิติศาสตร์) ถ้าต้องการทำงานด้านที่ปรึกษากฎหมายในอนาคตนอกจากภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาสำคัญที่สุดแล้ว พี่วรรณสิงค์คิดว่าตลาดงานหรือแนวโน้มของภาษาที่3 ที่ในอนาคตใช้มากๆๆ น่าจะเป็นภาษาอะไรคะ คือว่ากำลังตัดสินใจที่จะเรียนภาษาที่3 เพิ่มเติมทักษะให้กับตัวเองอีกระดับนึงคะ แต่เนื่องด้วยเป็นคนที่โลกทัศน์แคบ เลยมารบกวนขอความคิดเห็นพี่วรรณสิงห์ผู้มีโลกทัศน์กว้างไกลกว่าตัวหนูเองหลายร้อยเท่า (ได้อ่านบทความที่พี่ตอบปัญหาในนิตรยสารฉบับหนึ่ง ชอบมุมมองการตอบและความคิดเห็นของพี่มากๆๆเลยค่ะ) รบกวนพี่วรรณสิงห์ด้วยนะค่ะ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ Prathumthip Wongkeaw
ตอบ: ความจริงก็ขึ้นอยู่กับไปทำอะไรต่อนะครับ ถ้าอย่างผมทำเรื่องทุนภาคสังคมอยู่เห็นคนส่วนใหญ่จะมาจาก South East Asian และ ยุโรป แต่เห็นพูดภาษาอังกฤษกันได้หมดเลย ก็เลยไม่ค่อยมีความจำเป็นเท่าไหร่ แต่เรื่องปรึกษากฎหมายผมไม่รู้เลย เอาเป็นว่าถ้าใครอ่านตอบตามใจและมีข้อมูลที่ดีก็เขียนมาบอกได้ที่ sing10@hotmail.comนะครับ (แอบใช้ชาวบ้านตอบ) ...ขออภัยที่มิเป็นประโยชน์ครับ
พี่คะ ไหนๆเด็กไทยก็เรียนทั้ง วิทยาศาสตร์และพุทธศาสนามาตั่งแต่ประถม ปัจจุบันน้องก็ยังไม่รู้เลยค่ะว่า สวรรค์ อยู่ชั้นมีโทสเฟียร์หรือสตาโทสเฟียร์ หรือชั้นไหนกันแน่ ช่วยตอบหน่อยนะคะ T_Tuay Wassta Dk
ตอบ: หืม...? ชั้นอะไรนะจ๊ะน้อง พี่โง่วิทย์อย่างแรง... ในเมื่อไร้ความรู้ จะขอตอบว่าสวรรค์อยู่ใน “ชั้นคนนี้นี่เอง”แล้วกัน Muhahahahahahaha!! (พยายามคมคายในการเบี่ยงเบนประเด็น) |
|
|