| Singha 的个人资料Toilet for thoughts...照片日志留言簿 | 帮助 |
|
1月23日 Onenight Genius 1ขอเลียนแบบดารา เล่าประสพการณ์ชีวิตบ้างนะครับผม
ใบไม้แดง 13 อัจฉริยะพาเพลิน 1
ปั๊มป่าป่นลิมั้นปามันตาเล่ ปั๊มป่าป่นลิมั้นปามันตาเล่ ในเวลาบ่ายๆของวันหยุดสุดสัปดาห์ มีเสียงโทรศัพท์ดัง (ใช่ครับ ผมตระหนักดีว่าริงโทนผมของเร้าใจแค่ไหน) “น้องสิงใช่มั๊ยคะ” “ครับผม” “สนใจเล่นเกมโชว์ไหมคะ” “ถ้าให้ไปเปิดแผ่นป้าย แบบ “ยาหม่องตราลิงเกานมหมายเลขหนึ่งครับ” อะไรอย่างงี้ก็ผ่านละครับ” “ไม่ค่ะ นี่พี่โทรจากรายการอัจฉริยะข้ามคืนค่ะ” “เฮ้ยจริงเด่ะ! ชอบมากครับ” “ไม่ทราบว่าน้องสิงห์เคยดูรายการไหมคะ” “ไม่เคยครับ” “............” “แต่ชอบครับ หนุกดี แต่ไม่เคยดู” “...........” “.....ครับ” “เอ่อ... แล้วสนใจมาเล่นไหมคะ” “แน่นอนครับ จัดมา วันไหนดีครับ” “รายละเอียดก็คือ............”
แน่นอนว่าผมแค่กวนตีนพี่เค้าเล่นๆตามภาษาคนหนุ่ม ในความจริงแล้ว ผมเคยดูรายการนี้มาก่อน (ไม่งั้นจะชอบได้ไงล่ะ! วุ้ย!) แต่เคยดูก็เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น คือเทปที่พี่แทน พี่ชายของผมไปแข่งมาที่วังฮิวโก้(ขออภัย จำชื่อวังไม่ได้) ในครั้งนั้นพี่แทนผ่านไปถึงรอบที่สามที่ต้องแกะรหัสเพื่อเปิดตู้เซฟ แต่ดันพลาดท่าตกรอบไป เพราะว่าหยิบกล่องรหัสขึ้นมาได้ช้าเกินไป ผมยังจำได้ว่าในคืนที่ทั้งบ้านผมนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์พร้อมกันนั้น วินาทีที่พี่แทนตกรอบ เสียงโทรศัพท์ของที่แทนดังขึ้นย่างต่อเนื่องและเร้ารัว ตามมาด้วยคำแสเงความยินดีที่ตกรอบ อย่างเช่น “ไอfine” หรือว่า “แม่ยายกูยังคิดออกเลย” อะไรประมาณนั้น หลังจากวันที่ไปแข่งมา ผมเห็นพี่ชายของผมกินข้าวไม่ได้ นอนไม่หลับไปหลายวัน กลางคืนก็ละเมอเพ้อเป็นภาษาไทยสำเนียงบาลี “ถ้าตอนนั้นนะ.... ความจริงไม่น่า... ไม่ไปเองไม่รู้หรอก...” จนตัวผมเองก็อดคิดไม่ได้ว่า มันจะเอาอะไรกันนักหนา ก็แค่“เรียลลิตี้ควิสโชว์ที่จะเปลี่ยนสถานที่แข่งขันไปทุกสัปดาห์ เพื่อวัดความเป็นอัจฉริยะของผู้เข้าแข่งขันทั้งแปดท่านที่ล้วนแล้วเป็นอัจฉริยะในตาละด้าน แต่จะมีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่ได้เป็น อัจฉริยะข้ามคืน”เท่านั้นเอง ความจริงแล้ว ในชีวิตที่ผ่านมา มีหลายโอกาสที่ผมได้ถูกเชิญให้ไปร่วมแข่งขันในเกมโชว์ต่างๆ แต่ตัวผมเองกลับมองว่ามันเป็นการนำตัวเองไปอยู่ในที่อโคจร มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าหากว่าเราทำตัวให้เคยชินกับการหาเงินด้วยการเสี่ยงเดา หากแต่ในครั้งนี้ จากที่ได้ดูมาหนึ่งครั้ง ผมรู้สึกว่ารายการนี้มีอะไรต่างออกไป มีจุดขายและรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์อย่างมาก และที่สำคัญผมรู้สึกได้ว่าคนจะชนะมันคงต้องเก่งจริง ผมจึงได้ตอบตกลงพี่เค้าดุจดั้งคนสิ้นคิด หวังจะลองดูสักครั้ง และแน่นอน ผมเองก็มั่นใจในความเป็นอัจฉริยะของตัวเองเหมือนกัน(ถุย!) “เดี๋ยวสถานที่พี่จะโทรไปบอกก่อนวันแข่งหนึ่งวันนะคะ…”
หนึ่งอาทิตย์หลังจากนั้น ผมก็โพนทะนาไปทั่วถึงอนาคตอันใกล้ เพราะส่วนตัวคิดว่าคงดูเจ๋งไม่หยอกหากทุกคนที่คณะได้ดูเราไปโชว์ความอัจฉริยะออกทีวี (ถุย2!) แต่ในตอนนั้น ผมไม่รู้ตัวเลยว่า การกระทำของตัวผมเองนี่แหละที่จะนำพาไปสู่คดีฆาตกรรมทางอารมณ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาวมอญ ผมบอกทุกคน ครอบครัว เพื่อน แฟน ป้าร้ายขายน้ำ พี่ร้านถ่ายเอกสาร หรือแม้กระทั่งคนขายข้าวมันไก่ร้านจ้าวประจำ
วันที่ 25 ตุลาคม 2549 ผมได้รับโทรศัพท์อีกครั้ง ปั๊มป่าป่นลิมั้นปามันตาเล่ ปั๊มป่าป่นลิมั้นปามันตาเล่ .... ตรู๊ด! “น่องสิงห์คะ พรุ่งนี้เจอกันที่central world plaza บ่ายโมงนะคะ” “โอเคครับ”
วันถัดมา ผมพบตัวเองอยู่ที่ Central World Plaza ศูนย์shopping centerที่ใหญ่ที่สุดในSoutheast Asia เนื่องจากผมเป็นคนหล่อที่นิสัยดีและตรงต่อเวลามาก (ถุย3!) จึงเดินทางมาถึงที่นุดหมายเวลาบ่ายโมงตรงไม่ผิดเพี้ยน แต่ดูเหมือนว่าผู้เข้าแข่งขันจะยังมาไม่ครบทุกคน และเนื่องจากเคยดูรายการเพียงแค่ครั้งเดียว ในเวลานั้นตัวผมเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆแล้วควนจะมีผู้เข้าแข่งขันกี่คน ผมเพียงคิดว่า 5 คน รวมตัวผมเองไปด้วนนั้น เป็นตัวเลขที่น้อยเกินไป ผมเราเดินตามทีมงานไปที่ห้องแต่งตัวที่ชั้นใต้ดิน ระหว่างทางก็ทำความรู้จักกันไปด้วยเพื่อลดบรรยากาศมาคุ หมายเลข 1 ดร. ณัฐวุฒิ พิมพา หรือดร.อาร์ท เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดารตลาด ซึ่งก่อนหน้านี้เพิ่งเขียนหนังสือเกี่ยวกับด้านการตลาดจบไปหนึ่งเล่ม และเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันในรายการ “ตัวจริง” reality show ที่ผมเองก็ไม่เคยดูแฮะ แต่ได้ข่าวว่าพี่อาร์ทนั้นเหลือรอดไปอยู่ในรอบท้ายๆไม่โดนโวตออกใจจิตใจห่อเหี่ยวเร็วนัก พี่ดร.อาร์ทเป็นคนร่าเริง พูดแข่ง เป็นคนแรกที่ช่วยให้ผมไม่เกร็งหลังจากเป็นไอหนุ่มคนเดียวที่หลุดเข้ามาในดงผู้ใหญ่ล้วน หมายเลข 3 พี่เบน ร.อ.อัศวิน ผิวเกลี้ยง ผู้เป็นทหารและสถาปนิก หรือ “ศิลปินสถาปนิก” ที่ลูกศิษย์พี่เบนที่โรงเรียนจิตลดาเรียกกัน ผมพยายามตีสนิที่เบนเป็นพิเศษเพราะว่าที่บ้านกำลังจะปรับปรุงใหม่ และการได้ลดราคาจากสถาปนิกคงจะทำให้จิตใจชื่นบานไม่น้อย พี่เบนดูเป็นคนใจดี เรียบร้อย ไม่ค่อยพูด แต่วันนี้กลับใส่แจ็คเก็ตหนังแบบไอหนุ่มHarleyมา ทำให้อกสงสัยไม่ได้ว่า เบื้องล่างของยอดที่โผล่มานั้นอาจจะมีภูเขาน้ำแข็งลูกมหึมาซ่อนอยู่ก็เป็นได้ และพี่เบนนั้นก็กำลังจะมีลูกคนแรกชื่อว่าน้องซีเปีย และวันนี้พกพาความภูมิใจของผู้เป็นพ่อมาเต็มเปี่ยม หมายเลข 4 พี่โบว์ สิรินทร์ ธรรมอุปกรณ์ พี่สาวคนเดียวในวันนี้ เพราะ ฉ นั้นเธอจึงดูสวยมาก (ล้อเล่นครับ สวยจริง) พี่โบว์เป็นนักวางแผนจัดการธุรกิจ ในแบบที่ผมฟัง8ครั้งก็ยังต้องเกาหัว จนเริ่มสงสัยตัวเองว่าตรูเรียนมาสายเดียวกับเค้าจริงหรือวะนี่ พี่โบว์ดูมีรัศมีความฉลาดเปล่งปลั่งเป็นลำยอง สร้างความกดดันได้ถึงสามยุม แต่ถึงกระนั้นก็ยังดูเรียบร้อย มีมารยาท และพูดเก่ง เราเริ่มทำความรู้จักกันด้วยการพูดคุยเรื่องการชอบปิ้ง (แน่ะ เนียนนะไอสิงห์) หมายเลข 5 พี่บีท ผศ.ดร.ปกรณ์ โอภาประกาศิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบัน SIIT พี่บีทดูเป็นผู้ใหญ่ที่สุด และได้พูดกันน้อยทีสุดในหมู่ผู้เข้าแข่งขัน เพราะฉะนั้นเลยไม่รู้จะบรรยายอะไร...ข้าม ....ไม่ใช่แล้ว! พี่บีทเองก็เป็นอาจารย์เช่นเดียวกับพี่เบน แถมยังมาจากสถาบันที่ผมคุ้นเคยดี เพราะว่าอยู่ในหมู่คณะอินเตอร์ของธรรมศาสตร์เหมือนกัน และด้วยศักดิ์ศรีความเป็นอาจารย์ ในวันนี้ก็คงจะไม่ยอมแพ้นักศึกษาที่มาจากรั้วเหลืองแดงด้วยกันแน่นอน ส่วนตัวผมเองนั้นได้หมายเลข 8 หมายเลขเดียวกับที่พี่ชายได้เมื่อครั้งก่อน (มาแล้วไง แววตกรอบ) หลังจากได้รับหมายเลขกันเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็นั่งสนทนากันอย่างออกรส โดยหัวข้อส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นรูปแบบการแข่งขันของครั้งที่ผ่านๆมา เมื่อเวลาผ่านไป ผมได้เรียนรู้ว่าทุกๆคนล้วนแล้วแต่สมัครกันเข้ามาและต่างเป็นแฟนพันธ์แท้ของรายการนี้กันทั้งนั้น พวกเขาพูดคุยถึงการถอกรหัสของครั้งที่ผ่านๆมา ส่วนตัวผมเองก็เนียนร่วมวงไปด้วย แต่พอได้ฟังรหัสบางอันพร้อมกับวิธีการแก้ ก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า “ไอเหี้ยม มันคิดกันได้อย่างไรนิ” ยกตัวอย่างเช่น แก้วแรดสามฤดู แปลเป็นตัวเลขได้ว่า 3000 เพราะว่าเป็นชื่อของมะม่วงสามพันธุ์ มะม่วงแก้ว มะม่วงแรด และมะม่วงสามฤดู ส่วนหนึ่งที่ผมมั่นใจจนไปบอกชาวบ้านไปทั่วให้รอดูตัวเองแข่ง ก็เพราะว่าในเทปเดียวที่ผมได้ดูนั้น เกมส่วนใหญ่ยังง่ายๆกันอยู่เพราะว่าเป็นเทปแรกๆ และตัวผมเองก็รู้สึกว่าเกมในระดับนี้น่าจะแก้ได้ไม่ยาก แต่พอได้ฟังเรื่องของความยากของการแข่งในเทปหลังๆบวกกับทั้งความเซียนของพวกพี่ๆที่ทำการบ้านมาชนิดว่าดูมาทุกเทป ก็ต้องคิดในใจว่า “เรือ(ship)กูหายแล้วไง เดี๋ยวได้โชว์โง่ออกทีวีทั่วประเทศแน่นอน” เวลาผ่านไปประมาณสองชั่วโมง ผู้เข้าแข่งขันคนที่เหลือก็ทยอยกันมาจนครบ หมายเลข 2 ทพ.สมฤทธิ์ วิโรจน์วณิชชากร หรือว่าที่พวกภายหลังเรียกกันจนติดปากว่า “หมอเป็ด” หมอเป็ดบอกว่าตนเองเป็นผู้ครองอาณาจักรทันตกรรมที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ (นั่นก็คือหมอฟันที่มีคลีนิดใหญ่ที่สุดนั่นเอง) หมอเป็ดดูภายนอกเหมือนคนวัยกลางคนนมยุ้ยทั่วไป แต่จริงๆแล้วเป็นคนที่ตลกอย่างลึกล้ำ ทั้งรั่ว ทั้งลามก พี่แกเรียกเสียงฮาได้ทุกดอก ในบรรดาผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด ดูเหมือนว่าหมอเป็ดจะเป็นคนที่ตื่นเต้นอยากแข่งมากที่สุด ถึงขนาดลงทุนบินมาจากคลินิกที่ปัตตานีเมื่อตอนเช้า และมาร่วมเกมโดยหอบกระเป๋าเดินทางมาด้วย หมอเป็ดเป็นตัวอย่างอย่างดีของคนที่ไม่ยอมให้อายุพรากความสนุกในชีวิตไป หมายเลข 6 พี่ต้อง วิเทศ วงศ์ศรีแก้ว คนนี้เป็นนักข่าวอาชญากรรมของไอทีวี ในชีวิตที่ผ่านมา สิ่งที่คนเราเกิดมาไม่ควรจะได้เห็น พี่ต้องบอกว่าเห็นมาหมดแล้ว แต่สำหรับผมแล้วพี่ต้องดูเป็นกันเองและมีมนุษย์สัมพันธ์ดี ไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งเห็นศพโดนตัดผ่าครึ่งไส้ทะลักตับโดนบี้ขี้เล็ดมาเมื่อเช้า พี่ต้องดูเป็นคนช่างสังเกตและจดจำรายละเอียดตลอดเวลาตามวิสัยของนักข่าว หลังจากคุยกันสักพักสืบทราบมาว่าทั้งคดีคาร์บอม ผู้พันตึ๋ง พี่ต้องทำข่าวมาทั้งหมด หมายเลข 7 อาจารย์เล็ก จีรพันธ์ จันทหาร เป็นคนสุดท้ายที่ผมได้คุยด้วยในวันนี้ อาจารย์เล็กบอกว่าเขาเป็นติวเตอร์มือหนึ่ง ติวใครไปรามหมด ...ไม่ใช่! ติวใครเอ็นติดหมด ไม่เคยพลาด ในบรรดาผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด อาจารย์เล็กดูเป็นคนที่แข็งแกร่ง มุ่งมั่นที่สุด ในขณะที่คนอื่นหวังกันแค่ว่าจะไม่ตกรอบแรกก็พอใจแล้ว อาจารย์เล็กมองไปไกลถึงกับกระทำการคาดคะเนรหัสลับที่จะมาในคืนนั้น (มันจะถูกไหมเนี่ย วู้!)พร้อมกับโชว์การเขียนใบสมัครเล่นรายการแบบกลับหัวให้พวกเราดูเป้นขวัญตา
ผ่านไปสิบชม. จนมาถึงเวลาห้าทุ่ม หากไม่นับช่วงเวลาสองชม.ที่ออกไปถ่ายช็อตเปิดตัวหน้าห้างกลางฝูงชน พวกเราก็ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการ พูดคุยทำความรู้จักกัน แต่สำหรับผมมันคือการพยายามเรียนรู้และจดจำทริกต่างที่เขาใช้กันในรายการครั้งที่ผ่านๆมา ด้วยความกังวลที่ตนเองเป็นคนรู้น้อย เพิ่งเคยดูมาแค่หนึ่งเทปถ้วน ผมตั้งใจฟังบทสนทนาเกี่ยวกับรายการครั้งที่ผ่านๆมาอย่างตั้งใจ แต่หลังจากที่รอคอยมากว่าสิบชม. ร่างกายผมก็เริ่มอ่อนล้าเป็นธรรมดา ผมเริ่มหลับตาลง หวังจะรับการพักผ่อน อย่าตกรอบแรกนะมึง... นั่นคือสิ่งเดียวที่ผมคิดออกในเวลานั้น
ทันใดนั้น ประตูห้องพักผู้เข้าแข่งขันก็เปิดออก มีชายเสื้อดำสองคนเดินเข้ามา บนหัวของพวกเขาสวมHeadphonesอันใหญ่ “เอาละครับอัจฉริยะทุกท่าน การแข่งขันในรอบแรกกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว” ผมตื่นจากภวังค์ในทันที
to be continued…(ข้างล่างครับ)
Onenight Genius 2
ใบไม้แดง 14 อัจฉริยะพาเพลิน 2
“เอาล่ะครับ ต่อไปเราจะทำการจับคู่ผู้เข้าแข่งขันเพื่อที่จะแข่งในรอบแรก ขอให้ทุกคนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงกันตามหมายเลขครับ” คุณรุ่ง ผู้ริเริ่มและผลิตรายการอัจฉริยะข้ามคืนบอกพวกเราทั้งแปดคน ผมซึ่งได้หมายเลขแปดเป็นคนแรกที่ไปยืนรออยู่ตรงท้ายแถว รอให้คนอื่นๆเดินแทรกเข้ามาทีหลัง ความตื่นเต้นเริ่มก่อตัว
“ก่อนจะทำการแข่งขัน ผมขอบอกอัจฉริยะทุกท่านว่า เกมทุกเกมที่พวกเราได้คิดมา ทุกเกมมีทางของมันอยู่ มีทั้งทางที่ใช้ได้ กับทางที่ดี ทีมงานได้คิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ได้ลองทำเองแล้ว ผมขอบอกทุกคนว่า ไม่มีเกมไหนที่เป็นไปไม่ได้ ไม่มีอะไรที่ไม่มีทางออก ทางแก้ สิ่งที่พวกคุณทุกคนควรจะทำก็คือ ไตร่ตรองตัวสถานการณ์ให้ถี่ถ้วน พิจารณาทุกอุปกรณ์ที่ได้รับมา แล้วใช้เวลาคิดก่อนที่จะทำทุกการกระทำ ให้ลองคิดดูว่าคนธรรมดาเขาจะทำยังไงกัน แล้วลองคิดในขั้น”กว่า”ดู ผมเชื่อว่าทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นอัจฉริยะในด้านของตัวเอง แต่ในวันนี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้เงินล้านกลับบ้าน ขอให้ทุกท่านทำทุกอย่างให้เต็มที่ ขอให้โชคดีกันทุกคน...” “ซีเรียสเกิ้น...” ผมคิด “ถ้าพร้อมแล้ว ต่อไปเราจะทำการจับคู่ ขอให้หมายเลขแปดก้าวออกมาช้างหน้าด้วยครับ” คุณรุ่งธรรมยื่นไพ่ให้ผม 8 ใบ ในนั้นมีไพ่เป็นคู่ตั้งแต่คู่หนึ่งถึงสี่เพื่อใช้ในการจับคู่ ผมสับไพ่ ยื่นให้ทุกคนสุ่มจับทีละใบ ใครได้ตัวเลขเดียวกันก็คู่กันไปตัวเลขแสดงลำดับของการเล่นในรอบแรก ผลการจับคู่ ได้ดังนี้ คู่ที่ 1 พี่เบน ทหารแผนกสถาปัตยกรรมมากความรู้ คู่กับ พี่โบว์ สวย ดุ เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านปรับโครงสร้างระบบธุรกิจ คู่ที่ 2 ดร.อาร์ท อาจารย์ด้านการตลาดล่ำบึ้ก คู่กับ หมอเป็ด หมอฟันฮาแตก ผู้ครองอาณาจักรทันตกรรม คู่ที่ 3 อาจารย์เล็ก ติวเตอร์มือหนึ่ง ผู้มุ่งมั่น คู่กับ วรรณสิงห์ พิธีกร นศ.มธ. และนักเขียนสุดหล่อ(ถุย!) คู่ที่ 4 อาจารย์บีท ประจำสถาบัน SIIT ดร.นักเรียนทุน พสวท. คู่กับ พี่ต้อง นักข่าวอาชญากรรม ITVผู้กรำงาน
เวลา 23.00 น. “เอาล่ะครับ คู่แรก คุณอัศวิน กับคุณสิรินทร์ ตามผมมาทางนี้ครับ” ทีมงานคนหนึ่งกล่าวขึ้น ว่าแล้วพี่เบนกับพี่โบว์ก็แบกเป้ใบเท่าควายอียิป ขึ้นบ่า เดินลงบันไดเลื่อนไปยังที่แข่งขันพร้อมกับชูสองนิ้วลาพวกเราทุกคนที่เปล่งเสียงอวยพรจนกระทั่งทั้งสองเดินลับตาไป หลังจากพี่เบนกับพี่โบว์หายไปไม่นาน พวกเราก็แยกย้ายกระจากกันไปยังมุมต่างๆของที่พักผู้แข่งขัน ยังไม่มีใครรู้กติกาการแข่งขันในรอบแรก ด้วยเวลาที่มีอยู่ พวกเราพยายามศึกษาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับห้าง Cental World Plaza แห่งนี้ให้ได้มากที่สุด ห้องน้ำอยู่ชั้นตรงไหนบ้าง ร้านไหนกำลังSALE ร้านไหนมีสาขาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอยู่ที่นี่ โซนไหนของห้างมีร้านอะไรบ้าง ฯลฯ ผมนั่งลงอ่านเอกสารมากมาย และพยายามจดจำสิ่งที่ชาตินี้ไม่เคยนึกฝันว่าจำต้องมาจดจำ ร่างกายตอนนั้นอ่อนเพลียอย่างมาก แต่ก็พยายามนึกถึงเกียรติยศของครอบครัวที่ตนแบกไว้ เพื่อสร้างพลังในการศึกษาโปรชัวร์ปึกใหญ่ตรงหน้าต่อไป กรูต้องสู้! ครอบครัวของเราจะโดนด่าว่ามีลูกโง่ไม่ได้!
7 นาทีผ่านไป… “หมอฟันหนุ่ม” “ว้ากฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า~~~~” “หมอฟันนักศึกษาหนุ่ม” “ว้ากฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า~~~~” “หมอฟันติวเตอร์หนุ่ม” “ว้ากฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า~~~~ โฮ่ฮึกฮึกฮึกฮึก~~~~~~” พวกเราห้าคนนั่งจับกลุ่มกัน หัวเราะกันดังดุจดั่งกูปรีป่าเมากัญชา โดยมีหมอเป็ด เป็นตัวตั้งตัวตี พวกเราลองเอาหมอเป็ดมาจับคู่กับผู้เข้าแข่งขนทุกคนดู แล้วลองคิดดูเล่นๆว่าผู้บรรยายจะบรรยายว่าอย่างไรเมื่อออกทีวี และก็ได้ข้อสรุปว่าไม่ว่าหมอเป็ดจับคู่กับใครก็คงจะเป็นคู่ที่มีชื่อทุเรศไม่แพ้กัน “ “หมอฟันเป็ด” นี่ขนาดมาคนเดียวนะเนี่ย” ผมเสริมความรั่วให้กับวงสนทนาของพวกเรา “ โห พี่เป็ด ฟันเป็ดผิดศีลนะพี่” ดร.อาร์ท อาจารย์การตลาดผู้เคร่งครัดในพุทธศาสนาได้ท้วงติงขึ้น “เฮ้ย! ไม่บาป ไม่บาป ฟันได้ พี่ศึกษามาแล้ว ไม่ผิดธรรมชาติ” หมอเป็ดกล่าวแก้ตัวให้ตัวเอง อาจารย์บีท และพี่ต้องนักข่าวอาชญากรรมนั่งดูอยู่เฉยๆ ด้วยความบันเทิงเริงรมย์ เห็นได้ชัดว่าอยากร่วมวงด้วย แต่ไม่มีความหน้าด้านพอเท่าพวกเราที่จะสนทนาเช่นนี้กับคนที่เพิ่งรู้จักมาได้แค่สิบกว่าชั่วโมง ในบรรดาพวกเรา มีเพียงแค่อาจารย์เล็ก ติวเตอร์มือหนึ่งเท่านั้น ที่ยังตั้งหน้าตั้งตาศึกษาข้อมูลของCentral World Plazaต่อไปอย่างมุ่งมั่น เห็นได้ชัดว่าอาจารย์เล็กมีความตั้งใจจริงชนิดที่ผมทาบไม่ติด โอ้วขอโทษด้วย พ่อ แม่ จากนี้ไป พ่อแม่คงจะต้องออกไปตลาดแถวบ้านด้วยความละอาย ต้องทนรับเสียงด่าทอ “ลูกเอ็งโง่! ลูกเอ็งโง่!” ไม่มีหน้าไปซื้อปลาสลิดที่ไหน ขอโทษด้วยครับ พ่อ แม่ เดี๋ยวตกรอบกลับบ้านไปจะทำไข่เจียวให้กิน
“เฮ้ยอาจารย์เล็กทำไมเครียดจัง ขำๆน่า” หมอเป็ดกล่าวขึ้น “เค้าไม่แปลกหรอกครับที่จะเป็นอย่างงั้น ตั้งแต่มีรายการมาเพิ่งมีกรุ๊ปนี้แหละครับที่นั่งเมาท์กันขนาดนี้ พวกที่เหลือเค้านั่งอ่านข้อมูลกันอย่างขยันขันแข็ง ไม่มีใครพูดกันเลย” ทีมงานคนหนึ่งพูดขึ้น “....” ด้วยความละอายใจ พวกเราจึงสงบเสงี่ยมเจียมตัวเปลี่ยนหัวข้อจากการครุ่นคิดว่าหมอเป็ดจะฟันสิ่งใดดีไปเป็นการพูดคุยเรื่องชีวิตของแต่ละคน การสนทนาดำเนินไปเรื่อยเป็นเวลานาน แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครหยิบข้อมูลขึ้นมาอ่านต่อสักคน เวลา 00.17 น. พี่ริน สาวนักวางแผนธุรกิจ กับพี่เบน ทหารสถาปนิกเดินขึ้นบันไดหลังจากที่หายไปมากว่าชั่วโมง หน้าตาทั้งคู่ดุจดั่งเพิ่งไปพบหน้ากับพญามัจจุราชมา ทั้งคู่ดูอิดโรยและกังวล สิ่งนั้นทำให้พวกเราเริ่มตระหนักว่า การแข่งขันที่รออยู่ข้างหน้านั้นโหดเหี้ยมแค่ไหน และจากนี้สิ่งใดที่รอคอยพวกเราอยู่ พี่โบว์กับพี่เบนโดนจับแยกออกไป พวกเราเริ่มแตกกลุ่มออกจากกันส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราเริ่มรู้สึกว่าควรจะเอาจริงเอาจังกับการแข่งขันบ้าง ละอีกส่วนหนึ่งเพราะว่าหมอเป็ด ตัวตั้งตัวตี กับคร.อาร์ทขาเมาท์ เป็นคู่ต่อไปที่จะทำการแข่งขันและได้ถูกเชิญอกไปยังที่แข่งขันเรียบร้อยแล้ว เวลา 03.30 น หมอเป็ดกับดร.อาร์ทหายตัวไปกว่าหนึ่งชม. ผมกับอาจารย์เล็ก ติวเตอร์มือหนึ่งและคู่แข่งขันของผมในรอบแรก นั่งปรึกษาถึงแผนการแข่งขันที่เป็นไปได้ “ผมว่าเราควรใช้เวลาประมาณ 5 นาทีเพื่อคิดนะ ก่อนที่จะลงมือทำอะไรทั้งสิ้น” “พี่ว่าทำเลยแหละ เดี๋ยวเสียเวลา ทำผิดก็แก้ใหม่ได้” “แต่ว่าถ้าทำรอบเดียวจะไม่ดีกว่าเหรอ” “อ้าว จะได้ลองดูหลายๆวิธีไง” ในเวลาเดียวกันนั้น หมอเป็ดกับดร.อาร์ทก็เดินกลับขึ้นมายังที่พักผู้เข้าแข่งขัน ต่างกับคู่ที่แล้ว ทั้งคู่ดูผ่อนคลายและมั่นใจ หมอเป็ดชูสองนิ้วให้พวกเรา ขณะที่ดร.อาร์ทยิ้มกว้างกว่าคลองปานาหันมาทางพวกเรา “อืม...มันคงไม่ได้ยากขนาดนั้น” ผมคิด แต่ก็ลืมตระหนักไปว่า ปัญญาตัวเองกับของผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่าสิบกว่าปีนั้น อาจจะต่างกันอยู่มากโข แต่ไม่เป็นไร ในเวลานั้นผมต้องการความมั่นใจ และผมก็ได้มันมา ผมกับอาจารย์เล็กมองหน้ากัน เป็นสัญญาณบอกว่าถึงเวลาแล้ว “ค่อไปคู่สีน้ำเงิน เชิญครับ” ผมกับอาจารย์เล็กเก็บเอกสารและชุดยังชีพเข้ากระเป๋า แบกเป้ใบควายขึ้นบ่า
เดินลงบันไดไปยังทางเดินที่มืดมน...
1月2日 Miracleปาฏิหาริย์
บางครั้ง... บางครั้งในจุดหนึ่งของชีวิตมนุษย์ บุคคลได้พานพบกับความรู้สึกที่ฮึกเหิม พลิ้วเบาดั่งโดนปลดปล่อยจากพันธนาการทั้งปวง ความรู้สึกสุขล้น เพราะว่าสำหรับพวกเขา มันเป็นการย้ำเตือนสุดท้ายถึงความหวัง และความเป็นไปได้ ....แต่ในที่สุดแล้วก็ต้องเศร้าระทม เมื่อตระหนักได้ว่าชีวิตนี้พวกเขาคงมีเพียงโอกาสได้เฝ้ามองมัน หากแต่ไม่มีทางจะเป็นผู้สร้างสรรค์มันขึ้นมาเอง
ผู้คนเฝ้ามองฟ้าเปลี่ยนสี รอคอยสายน้ำไหลย้อนกลับ เอาความหวังตั้งไว้บนพื้นฐานของความเป็นไปไม่ได้ และเมื่อมันมาถึง ...พวกเราก็เรียกมันว่าปาฏิหาริย์
ทำไมปาฏิหาริย์ถึงเป็นสิ่งเหลือเชื่อ ทำไมหลายๆอย่างถึงเป็นไปไม่ได้ ใช่ไม่ใช่ คำว่าเป็นไปไม่ได้นั้น ในที่สุดแล้ว รากฐานของมันมาจากความเชื่อของคน ...ก็แค่นั้น
บางคนดีใจเมื่อได้เห็นเจลลดไข้ที่บวมเพราะอมน้ำ บางคนเฝ้ารอเมื่อทีมที่ตัวเองเชียร์ เอาชนะคู่แข่งที่เหนือกว่าหลายขุมได้ บางคนอยากเห็นวันที่สังคมจะเสมอภาคเท่าเทียม ผู้คนเงยแหงมมองท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพในองศาที่ไม่ต่างกัน เราต่างใช้ชีวิต โดยมีสิ่งเหล่านี้เป็นแกนของหัวใจ แต่ละคนก็มีปาฏิหาริย์ของตนเอง แต่มีเพียงสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันในคำว่า “ปาฏิหาริย์” ของคนทุกคน
ไม่มีใครคิดว่าพวกจะมันเป็นไปได้ เราเพียงได้แค่เหลียวมองทุกครั้งที่ได้ยินเสียง หลับตาทุกครั้งที่มีแสงประกาย และหวังว่าทุกสิ่งจะเปลี่ยนแปลงเมื่อเราเริ่มหายใจต่อไป แต่เปล่าเลย ปาฏิหาริย์ไม่เคยเกิด ปาฏิหาริย์เป็นไปไม่ได้ก็เพราะว่าเราคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ เหล่ามนุษย์ผู้ไร้กำลัง จึงก้มหน้าดำเนินสิ่งที่ตนทำต่อไป โดยอ้างความเป็นจริงคือรากฐานของการกระทำ พยายามกลมกลืนไปกับสังคมที่ตนอยู่ พยายามไม่เชื่อในปาฏิหาริย์ตามที่สามัญสำนึกย้ำเตือน ความทรงจำในวัยเด็ก จึงเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับคนทุกคน เพราะว่ามันวันที่พวกเราเชื่อจริงๆว่าตัวเองนั้นทำได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งครองโลก หรือ ต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายเพื่อพิทักษ์ความถูกต้อง
ปาฏิหาริย์ในตัวคนทุกคน ล้วนจางหายไปตามกาลเวลา
แต่สิ่งที่น่าเศร้าก็คือ คนที่ทิ้งสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในตัวตนของพวกเราไปนั้น ก็คือพวกเราเอง ทั้งที่ในความเป็นจริง มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะอ่อนน้อมถ่อมตน ดูแคลนพลังของตนเอง ไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะกลัวความยิ่งใหญ่ของตนเอง กลัวที่จะเชื่อในความเป็นไปได้ แม้ว่ามันจะน้อยนิดแค่ไหนก็ตาม
บางครั้งปาฏิหาริย์ที่แท้จริง อาจจะเป็นการได้เห็นคนที่เชื่อในปาฏิหาริย์ เพราะว่าในที่สุดแล้ว ทุกคนต่างมีความหวังลึกๆ ว่ามันคือความจริง อาจเป็นไปได้ว่า การปลดปล่อยปาฏิหาริย์ในตัวคุณออกมา ก็คือการปลดปล่อยจิตใจของผู้อื่นไปด้วย
ให้พวกเขาได้เชื่อในปาฏิหาริย์ นั่นอาจจะเป็นของขวัญที่ดีที่สุด ที่คุณจะได้ให้ใครสักคน
“Our deepest fear is not that we are inadequate. Our deepest fear is that we are powerful beyond measure. It is our light, not our darkness, that most frightens us. Your playing small does not serve the world. There is nothing enlightened about shrinking so that other people won't feel insecure around you. We are all meant to shine as children do. It's not just in some of us; it is in everyone. And as we let our own lights shine, we unconsciously give other people permission to do the same. As we are liberated from our own fear, our presence automatically liberates others.” ---From a film, “Coach Carter”
ป.ล. ใครรู้วิธีuploadเพลงที่อยู่ในเครื่องแล้วให้มันเล่นในspaceช่วยบอกหน่อยนะครับ
|
|
|