| Singha 的个人资料Toilet for thoughts...照片日志留言簿 | 帮助 |
|
1月11日 ข้างหน้า (Gm+ January 06)ใบไม้แดง 3 ข้างหน้า
“ไปหาใครในอเมริกา” “เอ่อ... รุ่นพี่ที่มหาลัยฯครับ” “มีที่อยู่รึเปล่า” “... ผมไม่ได้จดมาด้วยนะครับ” “นี่คุณ ผมเบื่อเต็มทนแล้วนะกลับไอเรื่องประเภทว่าไปเยี่ยมเพื่อนในอเมริกาแล้วจริงๆแล้วไปทำอะไรไม่รู้ ไปหาที่อยู่มาหรือว่าผมควรจะเดินเอกสารส่งคุณกลับเดี๋ยวนี้เลย จะเอาไง” “...” “เอานิ้วชี้ขวาวางตรงเครื่องแสกนด้วย ผมบอกว่าให้กดแรงๆ นี่พูดอังกฤษเป็นรึเปล่าวะ …ยูสปีกอิงแลนด์?” “...” “นี่คุณ แบงก์ยี่สิบดอลผมไม่มีทอนหรอกนะ อยากรอเงินทอนมั้ย แต่อีกสักสามชั่วโมงค่อยมาเอานะ ผมต้องทำงาน คนอื่นเค้ามารอตั้งนานแล้ว หัดเกรงใจคนอื่นบ้างนะ ไปหาแบงก์ย่อยมา” “..................................................”
ไม่ได้มาเสียนาน ยังคงเหมือนเดิม... อเมริกา ในช่วงwinter breakที่ผ่านมา ผมและเพื่อนๆอีกแปดคนได้นัดกันลงไปฉลองเทศกาลปีใหม่ที่ประเทศอเมริกา ดินแดนที่เล่าขานว่าเป็นผืนแผ่นดินแม่แบบแห่งเสรีภาพ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้กลับมาเหยียบประเทศนี้หลังจากเคยใช้ชีวิตเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งปีเมื่อสมัยยังเป็นหนุ่มเป็นนวล คำพูดข้างบนนี้คือบทสนทนากับคุณผู้ตรวจคนเข้าเมือง คำสนทนาแรกที่ผมมีกับคนอเมริกาในรอบ 4 ปี (แปลจากอังกฤษเป็นไทยเพื่อความสะดวกสมประดี) หลังจากไม่ได้กลับมานาน ความคิดของผมก็เริ่มล่องลอยหวนนึกไปถึงครั้งที่แล้วที่มาเหยียบแผ่นดินนี้ เมื่อวัย17 ตัวผมเองก็เหมือนเด็กไทยหลายๆคน คือเติบโตมาภายใต้สังคมที่มีบรรทัดฐานเคร่งครัดและระบบการศึกษาที่ระงับการริเริ่มด้วยสมองตนเอง เติบโตมากับสื่อสารพัดรูปแบบจากประเทศตะวันตกที่ไม่ถือว่าการโชว์เด็กวัยมัธยมแอบบร๊วบกันในห้องน้ำโรงเรียนเป็นเรื่องแปลก ภายใต้ชีวิตเช่นนั้น เราต่างใฝ่หาเสรีภาพ... โอ้ย!!! กูอยากบร๊วบจ๊วบบ้าง! กูอยากเล่นเสก็ตบอร์ดในโรงเรียนบ้าง! อยากไว้ผมยาว! กูอยากกินพิซซ่า! กูอยากตวาดใส่พ่อแม่บ้าง! กูอยากเป็นอิสระ! กูอยากเป็นอิสระ! กูอยากเป็นอิสระ! และนั่นก็คือเสรีภาพเมื่อวัย 17 ปี และนั่นก็คือเหตุผลที่ผมตัดสินใจไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกา หนึ่งปีผ่านไป ไร้กฎเกณฑ์ ไร้คนคุม ผมได้เติมเต็มชีวิตด้วยสมมุติฐานของเสรีภาพแบบฉบับวัยรุ่นอย่างเต็มปริ่ม หนึ่งปีผ่านไป ผมได้เรียนรู้ว่า ความเป็นอิสระโดยตัวของมันเองก็เหมือนกับสิ่งต่างๆที่มีไว้เพื่อเสาะหาในชีวิตมนุษย์ คือมีจุดอิ่มตัวและในที่สุดก็ค่าความพึงพอใจที่ใกล้ศูนย์ หนึ่งมีผ่านไป ผมได้เห็นเนื้อแท้ของประเทศเสรี ประชาธิปไตยในประเทศสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับแนวคิดของJohn Lockeบิดาแห่งLiberalism กล่าวโดยโคตรย่อก็คือ มนุษย์ละทิ้งสภาวะตามธรรมชาติที่อยู่กันแบบตัวใครตัวมันมาอยู่รวมกันเป็นสังคมด้วยเหตุผลหลักๆก็คือความปลอดภัยทางกายและทางทรัพย์สิน และเมื่อมีความขัดแย้งกันก็ให้ใช้การเจรจาหาข้อยุติกัน โดยแต่ละคนแต่ละกลุ่มก็มีผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง ประชาชนแต่ละคนก็เป็นบริหารอำนาจอธิปไตยของตนเองหรือที่เรียกว่า Direct Democracy แต่เมื่อสังคมใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนจึงไม่สามารถเป็นผู้บริหารอำนาจอธิปไตยด้วยตัวเองได้ จึงต้องเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นประชาธิปไตยแบบใช้ผู้แทน (Representative Democracy)เพื่อให้มีตัวแทนของกลุ่มต่างๆในสังคมมาเจรจาห้าข้อยุติแทน โดยเหล่าผู้แทนก็รวมตัวกันเป็นรัฐบาล บริหารโดยใช้หลักเสียงข้างมากเป็นมติเอกฉันท์ หากแต่อำนาจอธิปไตยยังคงอยู่ในมือของประชาชน และประชาชนสามารถล้มล้างรัฐบาลได้เมื่อรัฐบาลไม่เอาผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง โดยสรุป รากฐานประชาธิปไตยในประเทศสหรัฐอเมริกาคือการเจรจาหาข้อตกลงระหว่างกลุ่มผลประโยชน์และบุคคลต่างๆที่มีสิทธิอันชอบธรรมที่ใครก็แตะไม่ได้ และมีมาแต่กำเนิด ฟังดูเหมือนสังคมประชาธิปไตยในฝัน แต่จากประสบการณ์จริง ผมได้เห็นชายคนหนึ่งฟ้องร้องบ๋อยที่ทำน้ำหกใส่เสื้อของเขา ผมโดนมองว่าประหลาดเพราะว่ายกที่นั่งให้ผู้หญิงในรถไฟใต้ดิน ผมถูกถามเสมอว่าขี่ช้างไปเรียนรึเปล่า ประเทศไทยเป็นเกาะหรือไม่ กินเข้าไปได้ยังไงปลาแห้ง ผมมีเพื่อนที่เรียกแม่ตัวเองว่าอีโง่และตวาดใส่เธอบ่อยครั้งโดยไม่ได้รับการโต้ตอบแต่อย่างใด เนื่องจากสิทธิอั้นล้ำค่าของพวกเขาเป็นสมบัติที่แสนจะหวงแหน ใครจึงมาแตะต้องไม่ได้ เขามีสิทธิที่จะนั่งเพราะเธอก็ไม่ได้พิการอะไร เขามีสิทธิที่จะแสดงออกความไม่พอใจต่อแม่ของเขา(ถ้าหากคุณมารดาไม่พอใจก็ตวาดผมกลับสิ) พวกเขาใส่ใจสิทธิของพวกเขาเป็นอันดับหนึ่ง กูต้องมาก่อน กูแน่สุด กูเก่งสุด มันสำคัญมากซะจนไม่มีเวลาสนใจโลกรอบตัว เหมือนกับว่าทั้งโลกประกอบด้วยแค่ประเทศเดียว ทำให้เขาไม่รู้ซะด้วยซ้ำว่าคนไทยได้แต่หวังว่าจะมีช้างเหลือมากพอให้ขี่ไปเรียนได้
ในฝัน? ผมว่าห่างไกล
หนึ่งปีผ่านไป ผมอิ่มเสรีภาพ หนึ่งปีผ่านไป ผมตระหนักได้ว่าเสรีภาพไม่มีจริง เราเกิดมาได้แต่เลือกว่าจะผูกตัวเองกับเสาต้นไหน พวกเขาบร๊วบจ๊วบ พวกเขาเล่นเสก็ตบอร์ดได้ แต่โลกทัศน์ของพวกเขากลับถูกปักหมุดตรึงไว้กับความสนใจแต่ส่วนตน พวกเขาไม่มีเสรีในการมองข้ามสิ่งที่อยู่รอบตัว หรือเสรีภาพในการให้ความเคารพกับผู้อื่น ก็แค่นั้น... พูดเสียใหญ่โต ผมเคยสงสัย ทำไมเด็กไทยต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ ทำไมต้องตัดผมเกรียน ทำไมห้ามมีเซ็กก่อนแต่งงาน หนึ่งปีผ่านไป ผมได้เข้าใจ มันคือบทเรียนรู้ที่จะเคารพ ทั้งตนเองและผู้อื่นในเวลาเดียวกัน เรารู้ว่าไม่ควรตวาดใส่พ่อแม่ โดยไม่ต้องรอให้เขาบอกเราก่อน ผู้ชายไทยลุกให้ผู้หญิงนั่งเสมอ แม้ว่าเธอจะเป็นนักกีฬายกน้ำหนักหญิงทีมชาติ คำขอโทษก็เพียงพอแล้ว เมื่อมีใครทำอะไรผิดต่อพวกเรา ไม่ว่าจะร้ายแรงเพียงใด ไม่มีชีวิตใดที่ไม่มีกรอบ ไม่มีข้อจำกัด คนไทยเริ่มชีวิตในวัยเด็กโดยมีข้อจำกัดมากมาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป กรอบทั้งหลายก็ขยายตัวของมันเองออกไปกว้างขึ้นเรื่อยๆ หากเราเริ่มต้นชีวิตโดยไร้กรอบใดๆ มีเสรีในทางเลือก และไม่ต้องคำนึงถึงผู้อื่น มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่รู้จักพอ เราจะต้องการมากขึ้นมากขึ้นอีก จนในที่สุดก็ถึงจุดที่สนใจเพียงแค่ตัวเองอย่างเดียว สิ่งนั้น อย่างน้อย ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ
แต่... ตอนนี้ล่ะ เรากำลังเดินไปไหน เทียบทุกสิ่งที่เราทำกับชาติอื่นๆ กับญี่ปุ่น กับจีน กับอเมริกา ผมเชื่อในจุดเริ่มต้นของไทย และทางเดินที่เป็นของเราเอง ความเคารพเกรงใจที่เรามีให้แก่กันนั้นเป็นสมบัติล้ำค่าที่กำลังถูกสร้างภาพให้เป็นสิ่งไม่มีประสิทธิภาพ แล้วมันทำไมถ้าเศรษฐกิจไม่โต แล้วยังไงถ้าไม่รวยไม่ทันโลก ขืนเอาเงินล่อ เอาผลประโยชน์ล่ออย่างนี้เข้าไปทุกที ข้างหน้า....
ในฝัน? ผมก็อยากให้มันหยุดอยู่แค่นั้น |
|
|