More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  Toilet for thoughts...PhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community
โอล สวัสดีนะ
ใครมาเยี่ยมเยียนก็บอกกันหน่อยนะครับผมSmile


  • July 03 1:43 PM
    มาเยี่ยมเยียนค่ะ ตามนั้นยิ้มแฉ่ง
  • July 03 12:09 AM
    อุๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆแล้วก้เข้ามาป่วนๆๆๆอีก....ดาดาดูดิดูดี (อารมณ์ดีเจงๆ)
  • July 02 11:39 AM
    "ใบไม้แดง"สุดยอดอ่า  ไม่เคยเห็นใครมีมุมมองแบบพี่เลยชอบชอบ^-^=ชอบมาก 
    จะทำเพลงหรอคะ?ดีๆจะคอยติดตามจร้า
  • June 29 1:45 AM
    เมื่อกี้ลืมบอกในเม้นท์ ขอบอกตรงนี้ล่ะกันนะ
    ..ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ ชื่นชมๆ >< ..
  • June 28 11:08 PM
    มาเยี่ยมอีกครั้ง! อุส
     กลับบ้านไปปวดหลังมาก ปวดไปถึงก้นกบ แช่มาสามบ่อแป้ง (เค้าน่าทำเป็นบ่อจากุชซี่นะ)
    ขอบคุณสำหรับข้อความในหนังสือนะคะที่เซ็นให้
    ถ้าบ่อนั่นเป็นแหล่งแห่งปัญญาจริง หนูคงมีไอคิวหลักพัน!
                                       *อยากได้หุ่นยนต์ตัวนั้นมาเล่นมากเลยเนอะ - ด้วยรักและเคารพ
More...
Updated 5/4/2008
Updated 4/29/2007
Updated 3/25/2007
Updated 3/30/2008

Toilet for thoughts...

Not me then who, Not now then when...
June 13

Catalyst 8 + ตอบตามใจ 20(แล้วแหนะ)

แจ้งข่าว: โอสถ์ ได้ทำเพลงแล้ว โฮ่ย พยายามมา 5ปี !!!! ดีใจชะเอิงเอย (Q:อะไร อะไร ทำเพลงไรคะ  ขยายความด่วนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน, A: ทำอัลบั้มกับค่ายสนามหลวงครับ น่าจะออกกลางปีหน้า ผมแต่งเพลงกับทำดนตรี มีใครสนใจสมัครเป็นนักร้องมะ 55 ยังหาอยู่ )

Catalyst 8

Image: สิงหาคม 2551

ข้ออ้างที่รัก

 

                จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องแปลก

                พระเจ้าสาปให้เราทุ่มเทชีวิตในสัดส่วนที่เยอะพอควรเพื่อการตามหาวิญญาณอีกซีกหนึ่ง

อีกคนที่พลัดพรากจากกัน...จากกันไปตั้งแต่ก่อนที่เราทั้งคู่จะได้เข้าใจว่าทำไมเราถึงต้องการกันและกัน

            คำสาปของพระเจ้า สร้าง เธอขึ้นมา

และตราบใดที่คุณยังหา เธอไม่พบ... เธอ ก็จะเป็นเหตุผลเดียวที่คุณไม่เคยพูดได้เต็มปากว่า ชีวิตของผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

                หรือแม้ว่าคุณจะได้พบกับคนที่คุณแน่ใจว่าเป็นเธอแล้ว ...โชคดีหรือร้ายไม่ทราบได้... คุณจะทำได้อย่างมากก็แค่จ้องมองดวงตาของเธอ และเห็นแต่เงาสะท้อนของตัวเองเท่านั้น

สิ่งที่คุณเห็นไม่ใช่ เธอแต่มันเป็นแค่อีกด้านหนึ่งของตัวคุณ ด้านอันสวยงามที่คุณจะได้พบก็ต่อเมื่ออยู่กับเธอเท่านั้น

และไม่มีวันที่วิญญาณทั้งสองซีกของคุณจะมองเห็นสิ่งเดียวกันได้

เป็นได้แค่เพียงกระจก

...สะท้อนส่วนที่ลุ่มลึกและบอบบางของกันและกัน

 

เพราะ ฉ นั้น จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องแปลก...

พระเจ้าสร้างชายและหญิงให้รักกัน

แต่พระเจ้าไม่เคยบอกว่าทำไม

 

 

เคยรู้สึกว่าตัวเองกำลังหาข้ออ้างเพื่อจะรักอะไรสักอย่างไหมครับ

ไม่ว่าเธอจะดีหรือเลว สุดท้ายเราก็มักจะมีคำพูดสารพัดมาปกป้องสิ่งที่เรารักเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการพูดปกป้องประเทศไทยจากฝรั่งที่มาดูถูกเหยียดหยาม ไปจนถึงเจ้าของปกป้องหมาที่ไปกัดเพื่อนบ้าน หรือแม้กระทั่งนักเขียนที่มานั่งหาข้อแก้ต่างแทนผลงานของตนที่ถูกวิจารณ์

แต่นั่นก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องที่จะกล่าวเสมอไป เพราะเส้นแบ่งระหว่างการปกป้องสิ่งที่เรารัก กับการปกป้องเหตุผลที่เรารักสิ่งนั้นก็ค่อนข้างจะเจือจาง และมันก็ยากที่จะแยกแยะให้เห็นความแตกต่างของการกระทำทั้งสองอย่างชัดเจน

ถ้าผมจะลองอธิบายแบบคนคลั่งไคล้ตรรกะดู ท้ายสุดแล้วความรักก็คือการยึดติดกับบางสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากทุกสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา ความรักคือความเชื่อว่าบางอย่างจะนำพามาซึ่งความสุข หรือเราอาจจะบอกว่าความรักคือการสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อกำหนดว่าสิ่งใดจำเป็นในการใช้ชีวิตของเราก็ได้

แต่หากผมเลิกคิดที่จะอธิบายความรักและลองมองดูความรักตามสิ่งมันปรากฏต่อสายตา ความรักนั้นก็ช่างเป็นมโนภาพที่เลื่อนลอยเคว้งคว้าง ไร้คำบรรยาย

และความรักในตัวบุคคลนั้น หากแลดูแล้วอาจเหมือนละเอียดอ่อนและลุ่มลึกกว่าความรักในตัวอุดมคติ แต่แท้จริงแล้ว โดยเนื้อในก็มิได้ต่างกัน ความรักก็คือความรู้สึกอยากรูปแบบหนึ่ง มันคือความอยากที่เกิดมาจากความอ่อนแอพื้นฐานที่เราต่างตั้งสุมมุติฐานกันขึ้นมาว่ามนุษย์ทุกคนย่อมมี ความอ่อนแอที่ทำให้มนุษย์ไร้ความสามารถที่จะดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยวนั่นเอง

เวลาเรารักใครสักคน เรามักวาดฝันไปว่าคนคนนี้จะมาเติมเต็มทุกสิ่งที่เราขาดหาย นึกเอาเองว่าเขาจะต้องทำในสิ่งที่เราคาดหวัง หรือแม้กระทั้งเพ้อฝันไปกับนิยามขอคำว่า ตลอดไป

สุดท้ายแล้ว ...ตัวเราเองก็ทำให้ความผิดหวังกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เสียเอง

ที่ผ่านมา แม้ว่ามนุษย์จะพยายามวาดภาพความรักให้สวยงามมากแค่ไหน สุดท้ายเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรักนั้นมักจะนำมาซึ่งการกระทำและอารมณ์ที่โง่เขลาในหลายๆรูปแบบ

นี่... คือความเป็นจริง

ทำไมผมถึงรักคุณ อะไรทำให้เราพบกัน จะมีวันไหนที่เธอจะไม่รักฉันแล้วไหม คำถามเหล่านี้ ผมเชื่อว่ามันคงถูกเอ่ยผ่านปากคู่รักทุกคู่มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

แต่หากจะลองถามคำถามที่ยิ่งใหญ่กว่าดู

ทำไมคนเราถึงต้องรัก...

เพราะหากจะกล่าวว่าความรักนั้นแลดูเหมือนละเอียดอ่อนและลุ่มลึก หากแต่ในความเป็นจริง มนุษย์ทุกคน ตั้งแต่บุคคลที่หยาบช้ากระด้างที่สุดไปจนถึงนักบุญผู้มีจิตใจสูงส่งล้วนแล้วแต่รักเป็นกันทั้งนั้น

หากความรักเป็นเรื่องที่สูงส่งจริง เหตุใดมันจึงเป็นเรื่องที่ธรรมดามากขนาดนี้ไปพร้อมๆกันด้วย

หรือว่าที่แท้แล้วมันเป็นเพราะความจริงที่ว่าความรักเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนมีโดยที่ไม่ต้องเข้าใจมันก็ได้ที่เพิ่มคุณค่าให้กับตัวมันเอง

อาจไม่มีคำตอบ หรืออาจไม่มีประโยชน์ที่จะหาคำตอบ แต่อย่างหนึ่งที่พวกเราทำเสมอมาก็คือยอมรับว่ารักเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และมันคือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา

ใช่แล้ว... เราไม่ได้หยุดอยู่แค่การหาข้ออ้างในการรักใครสักคน

เราทำแม้กระทั่งการเสาะหาข้ออ้างที่จะ รัก

เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เพราะว่าพระเจ้าบอกให้รักกัน หรือเพราะความเห็นแก่ตัวในระดับเซลที่ต้องการจะสืบพันธุ์

ซึ่งจะว่าไป มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเราจะเสาะหาเหตุผลสักหนึ่งข้อในการสร้างข้อผูกมัดมากมายให้กับชีวิต  ข้อผูกมัดที่เชื้อเชิญมาแต่ความวุ่นวาย ซึ่งในบ่อยครั้งก็สร้างแต่ปัญหามากกว่าความสุข

แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้ง ที่เราจะแน่ใจได้จริงๆ ว่ามันคือเหตุผลที่แท้จริง

            คนเราไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเราถึงนั่งกุมมือคนที่อยู่ข้างๆเรา

 

แต่...

แต่ผมมองข้างๆกาย ผมก็ยังมองเห็นเธอ” … หญิงสาวของผม

ผมรู้ว่าวันนี้ผมจำเป็นต้องมีเธอ แต่ผมก็ไม่เคยรู้ว่าถ้าหากเราไม่ได้พบกัน วันนี้ของผมจะเป็นอย่างไร

ผมรับรู้ได้เสมอว่าเธอรู้สึกอะไร แต่ผมก็ไม่เคยเข้าใจว่าจริงๆแล้วเธอรู้สึกอย่างไร

ผมอยากให้เธอมีความสุข แต่มันก็เพราะเมื่อเธอสุข ผมเองก็จะสุขไปด้วย

                ผมคิดว่าผมรักเธอ...

แต่อย่างที่กล่าวไป สำหรับผม... นิยามของคำว่า รัก นั้นไม่เคยชัดเจน

                ผมไม่อาจรู้ได้ว่าผมรักเธอ หรือจริงๆแล้วผมแค่รักเงาสะท้อนของตัวเองที่ส่องประกายอยู่ในแววตาของเธอ หรือแค่อยากโอบกอดความสุขที่ผมเชื่อว่าเธอเป็นคยให้

                ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชีวิตที่ผ่านมาผมได้ตามหาสิ่งที่ เธอเป็นรึเปล่า แต่ผมรู้ว่าถ้าหากการเดินทางดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริงๆล่ะก็ เธอก็น่าจะเป็นจุดหมายสุดท้ายแล้ว

               

เพราะ ฉ นั้น มันอาจจะจริง

ท้ายที่สุดคนเราก็ไม่มีเหตุผลที่จะรักใครสักคน ไม่เข้าใจแม้กระทั่งสิ่งที่ตัวเองกำลังรู้สึก สิ่งที่เราเป็นมันก็แค่ผลลัพธ์ของสมการบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และลึกล้ำเกินกว่ากำลังของมนุษย์ที่จะเข้าใจ ความรักก็เป็นแค่หนึ่งในลูกเล่นต่างๆนาๆของพระเจ้าที่คนเราไม่มีสิทธิ์ต่อต้าน

ความแตกต่างระหว่าง เหตุผล และ ข้ออ้าง ก็คือเหตุผลเกิดก่อนขณะที่ข้ออ้างนั้นตามมาทีหลัง

เพราะ ฉ นั้น เราอาจต้องทำใจ และอ้าแขนยอมรับในสิ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นคำสาปหรือคำอวยพรจากสรวงสวรรค์นี้ต่อไป เพราะสิ่งใดที่เราพยายามเสาะหาจากนี้ไป จะเป็นได้อย่างมากก็แค่ ข้ออ้างที่เรารัก เท่านั้น

 

ความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง

สุดท้ายก็แค่หนึ่งในอีกหลายล้านสิ่งที่เราไม่มีทางเข้าใจ

 

สวัสดีค่ะพี่สิงห์ เมื่อเดือนที่แล้วๆ(ไม่แน่ใจว่าเมื่อไหร่)มีคนมาเล่าให้ฟังในเว็บพันธุ์ทิพย์เกี่ยวกับบุคคลหนึ่งซึ่งแสดงตัวว่า เขาเป็นคนที่จะไม่ยืนทำความเคารพในโรงหนังเมื่อเพลงสรรเสริญดังขึ้น แน่นอนว่าคนในเว็บนั้นต่างรวมหัวกันด่าและประจานผู้ชายคนนี้จนเกิดสงครามย่อยๆในเว็บ ไม่แน่ใจว่าพี่ทราบเรื่องนี้รึป่าวนะคะ โดยส่วนตัวตอนแรกนู๋รู้สึกว่าการกระทำของชายคนดังกล่าว ไม่ต่างจากเด็กที่เรียกร้องความสนใจถึงต้องมาประกาศตัวต่อสาธารณะชน จึงไม่ได้สนใจอะไร แต่เมื่อวันก่อนมีคนมาเล่าเพิ่มให้ฟังว่าผู้ชายคนนี้ได้ออกมาแสดงตัวทางสื่อทีวีอย่างเปิดเผย และยังยืนยันความคิดเดิมโดยยกข้อกฎหมายมาอ้าง ว่าสิ่งที่เค้าทำไม่ผิดกฎหมาย อยากจะทราบความคิดเห็นของพี่น่ะค่ะ ว่าโดยส่วนตัวแล้วพี่มองเรื่องนี้ยังไงคะ ทั้งต่อชายคนดังกล่าวและต่อผู้คนที่ให้ความสนใจชายคนนี้โดยการออกมาด่าและประจานการกระทำของเค้า ช่วยตอบด้วยนะคะอยากทราบจริงๆ
 ปล. พี่จะมีงานเขียนอื่นออกมาในเร็วๆนี้รึป่าวคะ

Manekan

โอสถ์ ช่างเป็นเรื่องที่ sensitive จริงนะนี่ คนตอบลำบากใจจริง (รวมถึง บ.ก. สุดสัปดาห์ด้วยนิ) แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ว่าเสรีภาพทางความคิดเป็นสิ่งที่ควรจะสละเพียงเพราะว่ากลัวความซวยมาเยือน เพราะ ฉ นั้น ถ้าหากเล่มหน้าคอลัมน์ผมหายไป (หรือหนังสือไม่ได้ออกอีกแล้ว) ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดนะครับ ผมก็แค่ต้องไปหางานใหม่ทำเท่านั้นเอง (พูดเหมือนเขียนคอลัมน์นี้แล้วได้ชิ้นละห้าหมื่นเลยนะ)

                ผมขอพูดเช่นนี้ก็แล้วกันนะเออ ผมเชื่อว่าศรัทธาที่แข็งแรงและบริสุทธิ์นั้นควรผ่านการพิสูจน์ก่อนครับ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเรื่องความรักที่มีให้องค์พระมหากษัตริย์ของเราเท่านั้น แต่รวมไปถึงศรัทธาในศาสนา ปรัชญาที่เป็นแก่นของจิตวิญญาณ หรือแม้กระทั่งการเลือกว่าจะเชียร์บอลทีมไหน    การสงสัยว่าเราทำไมถึงเชื่อในสิ่งที่เราเชื่อและทำในสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งความหมายที่แท้จริงในสิ่งที่เราเป็น   

                อย่างในกรณีนี้ ผมจะขอเอาเรื่องกฎหมายโยนทิ้งไปก่อนนะครับ เพราะกฎหมายก็เป็นแค่ศีลธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์เท่านั้นเอง ส่วนชายคนดังกล่าวกับผม ถึงแม้ไม่ได้สนิทอะไร แต่ความจริงก็รู้จักกันอยู่ครับ และสิ่งที่เขาทำนั้น จะเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ผมว่าก็ต่อเมื่อมีสองข้อนี้ก่อนครับ ข้อแรกก็คือเขาเคยเป็นหนึ่งในคนไทยที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์กับเช่นเดียวที่ทั้งสังคมทำ แต่เหตุการณ์บางอย่างในชีวิตทำให้เขาได้สูญเสียศรัทธาที่เขามีไป และนำไปสู่การเลือกที่จะทำในสิ่งที่เขาทำในที่สุด หรือพูดอีกแง่ได้ว่าการกระทำของเขานั้นต้องมาจากเหตุบางอย่างที่เหมาะสม มิใช่ว่าทำเพียงเพราะเรียกร้องความสนใจอย่างที่น้องพูดมาครับ เฉกเช่นเดียวกับการที่เราทุกมีความรักให้กับในหลวงนั่นแหละครับ ถ้าสักวันเราลองถามตัวเองดูจริงๆ ว่าทำไมเราถึงรักในหลวง แต่ต้องถามแบบตั้งใจและค้นหาคำตอบอย่างจริงจังนะครับ ไม่แน่ว่าคำตอบที่เราเจออาจจะช่วยให้เราเข้าใจคนที่เลือกที่จะไม่ยืนในโรงหนังก็ได้นะครับ

                และในข้อสอง (ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่ชายคนนั้นทำไม่น่าจะผ่านข้อนี้นะครับ) ผมเชื่อว่าการไม่ยืน นั้น จริงๆแล้วเป็นสิ่งที่เก็บไว้กับตัวเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไม่ยืนเพื่อให้คนอื่นเห็น เพราะถ้าหากเรามีความเข้าใจในสังคมรอบข้างแม้แต่น้อย เราก็จะมีความเคารพให้ผู้อื่นที่มีความเห็นแตกต่างนะครับ การที่เราไม่ยืนและทำตัวเด่นด้วยการคุยกันเสียงดัง กินป็อปคอร์นหรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็เท่ากับการบอกทุกคนที่ยืนอยู่อย่างอ้อมๆว่า มรึงจะยืนกันทำไมฟระ ไอฟราย นั่นแหละครับ การกระทำเช่นนี้จะมีจุดประสงค์ได้ก็เพียงอย่างเดียวก็คือเพื่อตอบสนองอัตตาของตนเองเท่านั้นเอง ถ้าทำใจยืนไม่ได้จริงผมก็ขอแนะนำให้นั่งอยางเงียบๆครับ หรือไม่ก็ดูแถวหลังๆก่อน และพอเพลงขึ้นปุ๊ปก็ออกไปนอกโรงก็ได้ครับ แล้วก็กลับเข้ามาตอนเพลงจบ แต่ในขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่าคนที่เลือกที่จะยืนก็ไม่มีสิทธิไปต่อว่าด่าทอคนที่นั่งอยู่อย่างสงบ โดยไม่ได้เรียกร้องความสนใจใดๆนะครับ

                แต่อย่างว่านี่ก็แค่ความเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้น ใครคิดต่างจากนี้ก็เขียนกันเข้ามาได้นะครับ (แต่อย่ายาวเกินเน่อ) ถ้ามีเหตุผลที่ดีก็จะเอามาลงครับผม

                ป.ล. งานเขียนเล่มต่อไปก็อาจจะเป็นรวมเล่มตอบตามใจนี่และคราบ

 

สวัสดีจ้า เราเคยรู้สึกไม่เข้าใจตัวเอง ในขณะที่เพื่อนอายุไล่เลี่ยกัน เขาคิดไปไกล เช่น เขาเรียนจบ เขาจะมีงานทำ ไปทำงานต่างจังหวัด จะ สอบเป็นผู้สอบบัญชี จะเป็นนายตัวเอง โอ้ย หลากหลายสารพัน แต่ทำไมเราแค่ ทำวันนี้ให้ดีพอ ยังไม่มีเป้าหมายหรือจุดยืนอันใด  เราเลยอยากรู้มุมมองของสิงห์ ว่าถ้าเอาสาระ จะมีมุมมองอย่างไร เคยมีใครมาพูดให้เข้าหูสิงห์ ทุกวันไหม ว่าเรียนจบแล้ว ทำไมไม่ทำงานบริษัท ทำไมไม่เรียนโท เพิ่มความรู้ ทำไม ทำไม และ ทำไม (แอบคิดในใจ มายุ่งอะไรกะตู) แต่เมื่อเรามีสัมพันธ์กับมนุษย์ หลากหลายสมอง โดนกรอกหูทุกวันมันก็อดคิดไม่ได้ (อ่ะ อย่าตอบว่าก็อุดหูอย่าไปฟัง) หวังว่าจดหมายนี้ อาจจะทำให้สิงห์ มีเรื่องลงสุดสัปดาห์บ้าง จะรออ่าน ถ้าไม่ได้ลง เด๋วจะส่งเรื่องอื่นไปอีก เอาให้รู้กันไป วะฮ่าฮ่า  สวัสดีจ้า

ON

                โอสถ์ เรื่องนี้นี่มีปัญหากันเยอะนะครับ ซึ่งผมว่ามันก็ค่อนข้างเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ใฝ่หาคำตอบอะไรสักอย่าง เพื่อให้เข้าใจถึงความหมายแห่งการมีอยู่ของตน ผมเองก็ไม่ต่างกัน

                แต่อย่างหนึ่งที่ผมเชื่อก็คือความหมายกับความสุขไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกัน บางทีคุณอาจจะต้องเลือกดูนะครับ ถ้าหากว่ามีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่แล้วก็จงเลิกสนใจคำพูดคนรอบข้างไป ถ้าเป็นเช่นนั้นผมถือว่าคุณมีบุญซะด้วยซ้ำ แต่ถ้ายังรู้สึกขาดอะไรบางอย่างอยู่ ก็อยากให้ลองค้นหาความฝันของตัวเองให้เจอดู ซึ่งคำตอบนั้นอาจไม่ได้มาจากการเดินดุ่มๆเข้าไปหา แต่อาจจะมาจากการได้หลุดพ้นจากสภาวะเดิมๆที่เจอะเจออยู่ทุกวันก็เป็นได้นะครับ ผมแนะนำว่าการเดินทางไกลนานๆโดยไม่ต้องเหลียวหลังหันกลับมามองก็อาจจะช่วยคุณได้  แต่ผมก็ไม่อาจสัญญาได้ว่าหลังจากคุณได้เจอความหมายแล้ว สิ่งที่รออยู่จะคือความสุขหรือไม่

                เพราะ ฉ นั้น ปริญญาโท งานดีๆ คำชื่นชม การหลุดพ้น

                อะไรก็แล้วแต่ เลือกเอาเถอะครับ แต่ละคนก็มีหนทางต่างกันไป

มีแต่คนอยากผอม แต่ดิฉันอยากอ้วนมาก ทำยังไงดี กินก็ไม่ใช่น้อย ๆ แต่ยังไม่อ้วน กรรมพันธุ์หรือก็ไม่ใช่ เพราะพี่สาวอ้วนมาก ช่วยตอบให้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

กิตติมา

 

ไอกระผมก็จะขอถามกลับก่อนนะครับว่าคุณเธอจะอยากอ้วนไปทำอุลอะไรรือครับ นี่พูดในฐานะคนที่เพิ่งอดข้าวอดน้ำ กินแต่ผักปลาจนลดไปได้ 6 กิโลฯเมื่อเดือนที่แล้วนะขอรับ กว่าจะลดได้มันทรมารนะรู้ไหม ...ทรมาร แต่ก็อีกนั่นแหละ สังคมก็ย่อมมีความคิดที่หลากหลายนะครับ ถ้าผมไม่รับฟังคุณเพียงเพราะเรามีรสนิยมทางน้ำหนักที่แตกต่างกันเดี๋ยวชาวบ้านเค้าจะครหากันได้ว่าจิตใจผมคดแคบเหมือนนายกคนปัจจุบันนะเออ

                ไอการที่คุณไม่อ้วนสักทีนั้นอาจจะมาจากปัจจัยหลายอย่างนะครับ บางทีมันอาจจะเป็นเหตุผลทางกรรมพันธุ์จริงๆก็ได้นะ พี่น้องก็ไม่จำเป็นว่าต้องได้รับทุกอย่างจากพ่อแม่มาเหมือนกันหมด (ยกตัวอย่างเช่นพี่ชายกระผมที่ผมดกดำเป็นมันยอง แต่ตัวผมนั้นกลับหัวเถิกฤกดิ์ดีซะอย่างงั้น) ส่วนอาการที่คุณเป็นนี่อาจจะเรียกว่า (อาจจะนะ กระพ้มมิใช่หมอ) lipodystrophy ก็ได้นะครับ ซึ่งอาการนี้เป็นอาการที่ร่างกายเผาพลาญไขมันอย่างรวดเร็วตลอดเวลา เรียกว่ากินเท่าไหร่ใช้หมดครับ

                มีวิจัยบางอันที่ผมอ่านมาจากอินเตอร์เน็ตนะ (ฟังดูโคตรหน้าเชื่อถือเลย..) เค้าบอกว่าวิธีหนึ่งที่อาจได้ผลคือให้ลองลดอาหารดูสักสามสี่วันก่อน และจากนั้นให้กินเป็นปกติหนึ่งสัปดาห์ ทำอย่างงี้ซ้ำไปซ้ำมาน้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆครับ แต่ก็อย่างที่บอกไปว่ากระผมไม่ใช่แพทย์ผู้มีจรรยาบัน เพราะ ฉ นั้นผมว่าทางที่ดีไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดีกว่านะขอรับ   

                เออ เอาเข้าไป ตอบหมดตั้งแต่ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจยันความรักและสุขภาพ ดูซิเดี๋ยวจะมีอะไรมาอีก (ไอสิงห์เอ้ย ไม่น่าทำตัวรู้ไปหมดเลย)

 

สวัสดีค่ะ กะว่าจะเข้ามาทักทายตั้งนานล่ะคะ ชอบอ่านมากเลยคอลัมภ์นี้ ...ที่สุดมีคำถามนะคะ อยากถามว่า เวลาเราอยากรู้ในเรื่องอะไรซักอย่าง แล้วเราได้ถามคนอื่นเพื่ออยากจะได้คำตอบ(ที่มันบรรเจิด) แต่เค้าก็ตอบแบบกวนๆ เราจะทำไงดีคะ กับคนประเภทนี้ เพราะเจอบ่อยมาก

Walaipan

 

ผมว่าถ้าเราเจอคนอย่างนั้นนะครับ ทางที่ดีเราควรบินไปเวียดนาม และซื้อข้าวสารมาตุนไว้นะครับ เพราะว่าน้ำมันกำลังแพง และที่สำคัญอย่าลืมเอาเจลใส่ผมไปนะครับ เพราะว่าในการเดินทางไกลนั้น ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีกางเกงในใส่ แต่ให้ผมอยู่ทรงนี่สำคัญมากกกกกกก

... :-P มีเยอะจริงๆนะครับ คนประเภทนี้

 

พี่สิงห์ คือ จะถามว่า " มีเพื่อนคนนึงชอบคนที่เค้ามีแฟนแล้วอ่ะ (มันเป็นเรื่องธรรมดาที่แก้ไม่ตกจิงๆนะพี่) ทำไงดีอ่ะค่ะ คนที่เพื่อนชอบเค้าคบกับแฟนมาประมาณ 3-4 ปีแล้วอ่ะพี่ เพื่อนอายุประมาณ17  คนที่เพื่อนชอบอายุประมาณ 24 คนที่เพื่อนชอบนิสัยคล้ายๆพี่อ่ะแหละ (ถึงได้มาถามพี่งัย) พี่คิดว่าเค้าพอมีโอกาสจะชอบเพื่อนหนูมั่งมั๊ยเนี่ย (คนแก่ๆนี่ชอบผู้หญิงแบบไหนนะเนี่ย??) เห็นล่ะเครียดแทนเพื่อนเลย เพ้อทั้งวัน ไม่ต้องตอบผ่านสเปซก็ๆได้นะค่ะ ตอบในเมลล์ก้อได้ค่ะ

himitsu tp

 

: .......พี่ว่านะ ถ้าพี่บอกว่ามีโอกาสน้องก็คงเชื่อพี่ แต่ถ้าบอกไม่มีน้องก็คงคิดว่า พี่สิงห์คงไม่ได้ถูกไปหมดทุกเรื่องหรอก

                ...เพราะ งั้นปล่อยมันเป็นไปเถิดครับ อนิจจัง กะละมัง

                ป.ล. ผมไม่ว่างตอบในเมลเน่อ เพราะ ฉ นั้นใครถามเข้ามาแล้วอยากได้คำตอบอย่างเร่งด่วยคงจะไม่ได้นะครับ ขออภัย





May 15

เปลี่ยนอารมณ์กันหน่อยนะครับ

Catalyst 7

โอลิมปิกเป็นเรื่องซีเรียสนะครับ

 

                ฉบับนี้ Image ขอให้ผมเขียนเรื่องโอลิมปิก

                แต่ตัวผมเอง นอกจากจะรู้ว่าโอลิมปิกครั้งนี้จัดขึ้นที่ประเทศจีนแล้ว ก็แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันอีกเลย ซึ่งพอรู้ตัวว่าจะต้องเขียนเรื่องนี้ ก็กะว่าจะลองหาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทางเครือข่ายโยงใยโยงยีข้ามชาติดู (อินเตอร์เน็ตนั่นแหละครับ) แต่จนแล้วจนรอด ผ่านมาเดือนกว่าๆก็มิได้ทำเสียที เวลาว่างที่เหลืออยู่น้อยนิดก็หมดไปกับการกระหน่ำกดจอยสติ๊กของเจ้าเครื่องเกมส์ Xbox 360ที่เพิ่งจะถอยออกมาใหม่ (สนุกอย่างรุนแรงคร้าบบบ พี่น้องเอ้ย !)

                มาวันนี้วันส่งต้นฉบับ ...อ่ะ ซวยแล้วนิ แล้วข้าพเจ้าจะเอาอะไรมาเขียนล่ะนี่...

            ผมจึงลองเขียนย่อหน้าแรกดูหลายๆรูปแบบ

                โอลิมปิกเป็นการแข่งขันกีฬาที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีมาตั้งแต่สมัยกรีกนะเออ  ซึ่งในสมัยนั้นเนี่ยนะ นักกีฬาที่เข้าแข่งขันจะมีแต่ผู้ชายเท่านั้นนะเออ(เสียงสูงขึ้น) และที่น่าสนใจก็คือนักกีฬาทุกคนจะทำการแข่งขันกีฬานานาชนิดโดยไม่ใส่อะไรเลยนะเออ(เสียงสูงมากขึ้นอีก) เปลือยกายล่อนจ้อน มะเขือแกว่งไกวลู่ลมชมแสงตะวัน (วัน....วัน ...วัน..วัน..น นนนน........)

                อืม...

...ไม่น่าจะผ่าน

ลองใหม่

โอลิมปิกเป็นการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติที่เกิดขึ้นทุกๆสี่ปี เพราะหากเกิดทุกปีก็จะมีบ่อยไป และถ้าจัดทุกทุกห้าปีก็จะทำให้มีถี่น้อยกว่าสี่ปี จึงไม่นิยมจัดกันทุกห้าหรือหกปี ในทางกลับกัน หากลองจัดทุกสองปีก็ย่อมทำให้เกิดการถกเถียงระดับนานาชาติว่าแล้วทำไมไม่จัดทุกสามปีดูล่ะ ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่เรื้อรัง ส่งผลให้การร่วมมือกันระหว่างกลุ่มประเทศมหาอำนาจเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนมีอันต้องเลื่อนออกไป...  

อืม...

...ไร้ประเด็น! ไร้ประเด็นเกิน

เอาใหม่

โอลิมปิกครั้งที่กำลังจะจัดขึ้นที่ประเทศจีนนี้ สำหรับตัวผมผู้ซึ่งไม่ค่อยจะสนใจการแข่งขันกีฬาไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆเท่าไหร่ กลับรู้สึกว่าโอลิมปิกครั้งนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ กล่าวคือกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่สองที่ถูกจัดขึ้นในประเทศที่มีระบอปการปกครองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย โดยประเทศคอมมิวนิสต์ที่เคยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกนอกจากประเทศจีนแล้ว ก็มีสหภาพโซเวียตอีกประเทศ ซึ่งโอลิมปิกในกรุงมอสโควนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี1980 ซึ่งเป็นช่วงที่สหภาพโซเวียตยังไม่ล่มสลายและกำลังแผ่แสงยานุภาพอันแกร่งกล้าออกไปทั่วยุโรป...

เฮ้ย... โอเคนิ ใช้ได้... ใช้ได้

เอาล่ะ... เขียนต่อเลยดีกว่า

...ช่วงที่สหภาพโซเวียตยังไม่ล่มสลายและกำลังแผ่แสงยานุภาพอันแกร่งกล้าออกไปทั่วยุโรป และก็...

และก็นะ...  

.....

ฉิบ...เขียนอะไรต่อดีหระ

 

เอาใหม่แล้วกัน

คำว่า โอลิมปิก มีรากฐานมาจากภาษาไทยสมัยโบราณ คำว่า โอ นั้นเพี้ยนมาจาก โย ซึ่งมักใช้เป็นคำขึ้นต้นกลอนหิบหอบที่นิยมร่ายเพื่อความบันเทิงในงานรื่นเริงมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เรื่อยมาจนถึงปลายยุคสุโขทัย ผู้ร่ายกลอนหิบหอบมักเป็นเพศชาย มีชื่อเรียกเฉพาะว่า หนุ่มหิบหอบ ส่วนวรรคที่ใช้คำว่า โย ในกลอนหิบหอบนั้นมีหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น โย โย แม่เนื้ออ่อนเอย ไปจนถึง โย โย วัดสัป วัดสัปมงคลอยู่ที่บางโพ ส่วนคำว่า ลิมปิก นั้นมาจากภาษา......

 อืม...

ลิมปิก นั้นมาจากภาษา ....

...

เอาใหม่อีกทีแล้วกัน

ตามตำนานกรีกโบราณกล่าวไว้ว่าผู้ที่ให้กำเนิดเกมส์โอลิมปิกก็คือวีรบุรุษผู้เปรียบเสมือนตัวแทนแห่งความแข็งแกร่งที่มีชื่อว่า เฮราคลีส ซึ่งเป็นบุตรแห่งเซอุส โดยวันดีคืนดีเฮราคลีสก็มีความคิดที่อยากจะเชิดชูเกียรติยศของเซอุสผู้เป็นพ่อด้วยการสร้างสนามกีฬาโอลิมปิกขึ้นมา ตามตำนานกล่าวไว้ว่าเฮราคลีสได้วัดความยาวรอบสนามแข่งขันด้วยการเดินทั้งหมด 400 ย่างก้าว และได้ขนานนามระยะทางนี้ไว้ว่า Stadion หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Stadium หรือ Stage นั่นเอง ซึ่งนี่ก็เป็นที่มาของการที่ลู่วิ่งในสนามกีฬาที่จัดการแข่งขันโอลิมปิกในปัจจุบันจะมีเส้นรอบวงยาว 400 เมตรเสมอ....

...

โอย!! ขี้เกียจอ่านวิกิพีเดียจริง

เอาใหม่!!!!

โอลิมปิก คันยิก ปิ๊กกาจู

โอรีโอ บองชู ชิซุกะ

โอเด็ดไซ้ร คอ พาราดอน

โอลชุมพร ไข่เจียว อร่อยดี

.........................

....

...ความหวังสุดท้าย สู้เว้ย!   

 

โอลิมปิกนั้นเป็นการแข่งขันกีฬาที่มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ โดยโอลิมปิกในยุคก่อนนั้นผู้เข้าแข่งขันจะเป็นชายหมดและจะเปลือยกายเข้าแข่งขัน สร้างความเสียวซี้ดเอฟเอ็มให้กับผู้เข้าชมเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันกีฬาโอลิมปิกจะจัดขึ้นทุกๆสี่ปี โดยประเทศเจ้าภาพจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ  ซึ่งกีฬาโอลิมปิกที่จะเกิดขึ้นในประเทศจีนในปีนี้นับว่าเป็นโอลิมปิกครั้งที่สองที่จัดขึ้นในประเทศคอมมิวนิสต์ โดยครั้งที่แล้วจัดที่กรุงมอสโควในสหภาพโซเวียตในปี 1980 ซึ่งนับเป็นยุคทองของสหภาพโซเวียต คำว่าโอลิมปิกนั้นมีรากศัพท์มาจาก โย ลิงเป็นหิด ในภาษาไทยโบราณ โดยตามตำนานพงศาวดารเล่าว่า ผู้ให้กำเนิดโอลิมปิกก็คือวีรบุรุษผู้แข็งแกร่งที่ชื่อเฮราคลีสผู้เป็นบุตรแห่งเซอุส และในปีนี้ประเทศที่น่าจับตามองว่าจะเป็นประเทศที่คว้าเหรียญทองสูงสุดก็คือญี่ปุ่น ดินแดนแห่งปิ๊กกาจูกับชิซูกะ และฝรั่งเศสแหล่งบองชู ส่วนเทนนิสทีมชาติไทยในปีนี้พาราดอนไม่ได้ลงแข่ง แต่เป็นคุณสมหมาย นักหวดแร็กเก็ตฝีมือดีจากชุมพร จังหวัดไข่เจียวดัง...

...

อืม

...โอลิมปิกนี่เป็นเรื่องซีเรียสนะครับ

                                                                                                                                       

วันที่ 22 พ.ค. นี้ ทางอมรินทร์จะจัดงานเปิดตัวให้หนังสือใบไม้แดงน่ะครับ (ซึ่งตรูว่าช้าไปนิดนะนี่)
ใครที่ไม่ได้เจอกันที่งา